ผู้เชี่ยวชาญ KM “เวลาของคุณหมดแล้ว” ขอเชิญพบกับ DKM “การจัดการความรู้” ยุค 5.0 (ตอนจบ)

345

เหตุผลที่เรียก Dynamic Knowledge Management หรือ DKM ว่าเป็น “การจัดการความรู้ ยุค 5.0” น่ะหรือครับ?

ก็เพราะว่า Dynamic Knowledge Management เป็น Knowledge Management หรือ KM รูปแบบใหม่ ที่จะมาลบล้างคติความเชื่อเดิมที่หลายคนมีต่อ KM นั่นเอง


แล้ว DKM คืออะไร? และแตกต่างจาก KM แบบเก่าอย่างไร?

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับคำว่า DKM ในภาพที่ 1 กันก่อนครับ

จากภาพที่ 1 Epsen Kon (2013) ได้บอกกับเราว่า DKM คือ “ร่มใหญ่” ของคำว่า KM ในยุค 5.0 ที่จะหลีกลี้หนีความเปลี่ยนแปลงจาก KM ไปสู่ DKM ไปไม่ได้

DKM

เหตุผลก็คือ Epsen Kon กล่าวว่า DKM คือ KM รูปแบบใหม่ ที่ “การจัดการความรู้” ไม่ได้ถูก “จัดการ” โดย “มนุษย์” อีกต่อไป โดยเฉพาะการมาถึงยุคทองของ A.I. และ Big Data ในปัจจุบัน

เพราะทุกวันนี้ โลกของเรา มีทั้ง Wikis Blogs Forums Web sites Public databases Social Networks Enterprise big data Enterprise data Business portal Emails Documents และ Data bases

ดังนั้น ลำพัง Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge ที่แต่เดิมมี “มนุษย์” เป็นผู้ทำหน้าที่รวบรวม เรียงหมวดหมู่ จัดเก็บ และเผยแพร่ KM ก็จะถูกเปลี่ยนมาเป็น DKM คือมีระบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะ ICT เป็นผู้ดำเนินการให้นั่นเองครับ

จาก DKM คือ “ร่มใหญ่” ของ Epsen Kon ในภาพที่ 1 นำไปสู่ ทฤษฎีของ Barry Andrew Piorkowski (2012) ในภาพที่ 2

จากภาพที่ 2 Barry Andrew Piorkowski ได้บอกกับเราว่า KM ในยุคใหม่ หรือ DKM เปรียบได้กับ “กระโจมอินเดียนแดง” ที่ประกอบด้วย “2 เสาหลัก” ที่คอยค้ำยัน “กระโจม” ไม่ให้ยุบตัว ซึ่งประกอบไปด้วย

KM DKM

1. เสาที่ 1 คือ Technological หรือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำ KM อย่างเต็มรูปแบบ นั่นย่อมหมายถึงสิ่งใดไปไม่ได้นอกเหนือจาก Information and Communication Technology หรือ ICT ที่ Barry Andrew Piorkowski ได้นำแนวคิด “ร่มใหญ่” ของ Epsen Kon มาจัดวางเอาไว้ให้เป็น “ฐานกระโจมด้านซ้าย”

โดย Technological ของ Barry Andrew Piorkowski นั้น ก็หมายถึง Wikis Blogs Forums Web sites Public databases Social Networks Enterprise big data Enterprise data Business portal Emails Documents และ Data bases ของ Epsen Kon นั่นเองครับ

2. เสาที่ 2 คือ Cultural ที่ Barry Andrew Piorkowski บอกว่า การทำ KM ในยุค 5.0 นั้น หากยังมีการดำเนินการเหมือนกับการทำ KM ในยุค 4.0 3.0 2.0 หรือ 1.0 เราจะไม่เรียก KM ว่า DKM ตามแนวคิดนี้ และการทำ KM แบบเก่าๆ ที่กล่าวมา จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ เฉกเช่นเดียวกับการทำ KM เหมือนที่แล้วๆ มา

เพราะ Barry Andrew Piorkowski ชี้ว่า DKM ที่ดี นอกจากจะต้องประกอบด้วย Technological ที่ล้ำสมัย ซึ่งเปรียบเสมือน “เสากระโจมอินเดียนแดง” ข้างหนึ่ง (ด้านซ้าย) แล้ว “เสากระโจมข้างขวา” จะต้องประกอบด้วย Cultural หรือ “วัฒนธรรม” ในที่นี้หมายถึง Motivations หรือแรงจูงใจ ให้ทุกๆ คนในองค์กร มี “นิสัย KM” หรือมี “วัฒนธรรม KM” ในทุกขณะจิตของการเป็นสมาชิกองค์กร

แปลไทยเป็นไทยก็คือ การเกิดขึ้นของ DKM ที่ประสบความสำเร็จนั้น บุคลากรทุกระดับจะต้องมองการทำ KM ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการงาน และชีวิตประจำวัน ในระดับ “วัฒนธรรม” นั่นเองครับ

ทีนี้ก็มาถึงภาพที่ 3 ซึ่งถือเป็น “ไฮไลท์” ของงานเขียนชุดนี้ หรือ “ผู้เชี่ยวชาญ KM “เวลาของคุณหมดแล้ว” ขอเชิญพบกับ DKM “การจัดการความรู้” ยุค 5.0” กันเลยทีเดียวเชียว

จากภาพที่ 3 Catherine Gannon (2014) ได้บอกกับเราว่า ทำไปทำมา DKM ทำให้ KM กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กเพียงส่วนหนึ่งขององค์กรเท่านั้น!

DKM

เพราะในยุค 5.0 ความสำคัญสูงสุดไม่ได้อยู่ที่ KM อีกแล้ว แต่อยู่ที่ IC หรือ Intellectual Capital หรือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่หากองค์กรใดสามารถสร้างหรือมีเป็นเจ้าของได้ หน่วยงานแห่งนั้นจะเป็น “สุดยอดองค์กร” นั่นเองครับ

ในห่วงสีส้มนั้น จะเห็นได้ว่า KM ซึ่งประกอบไปด้วย Acquisition หรือการรวบรวมข้อมูล Retrieval หรือการเรียบเรียงข้อมูล Storage หรือการจัดเก็บข้อมูล และ Distribution หรือการส่งต่อข้อมูล เป็นเพียงภารกิจหนึ่งเท่านั้นของ DKM

เพราะนอกจากห่วงสีส้มแล้ว องค์กรยังมีห่วงอีก 2 สีที่ประกอบไปด้วย สีเขียวคือ Organization Learning หรือ “กระบวนการเรียนรู้ภายในองค์กร” ที่ผมได้ลงรายละเอียดเอาไว้ใน “ตอนที่ 2” อันประกอบไปด้วย Intuiting หรือ Tacit Knowledge นั่นเอง Interpreting หรือการแปลความหมายของ Explicit Knowledge และ Integrating หรือการหลอมรวม Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge เข้าด้วยกัน นำไปสู่ Institutionalizing หรือ LO (Learning Organization)

และเมื่อนำ OL มา Intersection กับ KM ก็จะกลายเป็น Absorptive Capacity หรือ “การดูดซับความรู้” ที่เป็นการดึงเอา “ความรู้ที่รั่วซึม” จากทั้งฟากฝั่งของ KM และ OL มาผสมกลมกลืนกันนั่นเอง

และหากนำ OL และ KM มา Intersection กับห่วงสีชมพู ที่แทนความหมายถึง “โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร” ที่ประกอบไปด้วย Structure Capital หรือ สินทรัพย์รากฐาน เช่น อาคาร วัสดุสำนักงาน วัตถุดิบ ฯลฯ Human Capital หรือ ทรัพยากรมนุษย์ และ Relational Capital หรือ Connection (เครือข่ายความสัมพันธ์)

ทั้งหมดก็จะกลายเป็น IC หรือ Intellectual Capital ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของ DKM หรือ “การจัดการความรู้” ยุค 5.0 นั่นเองครับ


ก่อนจะมาถึงตอนจบ ในซีรีส์ KM ยังมีอีก 3 บทความให้อ่านกัน

ผู้เชี่ยวชาญ KM “เวลาของคุณหมดแล้ว” ขอเชิญพบกับ DKM “การจัดการความรู้” ยุค 5.0 (ตอนแรก)

ผู้เชี่ยวชาญ KM “เวลาของคุณหมดแล้ว” ขอเชิญพบกับ DKM “การจัดการความรู้” ยุค 5.0 (ตอนที่ 2)

ผู้เชี่ยวชาญ KM “เวลาของคุณหมดแล้ว” ขอเชิญพบกับ DKM “การจัดการความรู้” ยุค 5.0 (ตอนที่ 3)