สร้างบุคลากรไทยในฝัน ด้วยการพลิกโฉม ‘นักเทคโนโลยีการศึกษา’ รับศตวรรษที่ 21

544

นอกเหนือจาก ครู อาจารย์ ที่เป็นบุคลากรด้านการศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไทยแล้ว ยังมี ‘นักเทคโนโลยีการศึกษา’ ที่มีบทบาทในการช่วยครู ผู้บริหารสถาบันการศึกษา กำหนดระบบ วางแผนการผลิตและการใช้สื่อการสอน ตลอดจนพิจารณาคุณภาพของเนื้อหาและประสบการณ์ที่จะถ่ายทอดไปให้แก่ผู้เรียน เพื่อที่จะให้ผู้เรียนรับความรู้ได้มากที่สุดด้วย

ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามามีผลต่อการจัดการศึกษาแล้วบทบาทของ นักเทคโนโลยีการศึกษา ย่อมต้องเพิ่มขึ้นในแง่ของการเป็นผู้นำทางความคิดด้านการนำเทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในโรงเรียน หน่วยงาน และชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยังต้องมีทักษะจำเป็นในยุคนี้ อย่างทักษะมีความคิดในเชิงระบบ หรือ Critical Thinking และเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีจิตใจที่พร้อมจะเป็นผู้ให้บริการ

เพื่อทำความเข้าใจและรู้จักกับอาชีพ “นักเทคโนโลยีการศึกษา” ให้มากขึ้น บทความเรื่อง เทคโนโลยีการศึกษาในยุค Thailand 4.0 EDUCATIONAL TECHNOLOGY WITHIN THAILAND 4.0 ตีพิมพ์ลงใน วารสารปัญญาภิวัฒน์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – เมษายน 2562 ได้ให้รายละเอียดทักษะที่จำเป็นสำหรับนักเทคโนโลยีการศึกษา ยุคไทยแลนด์ 4.0 รวมถึงแนะนำวิธีการจัดการความรู้ที่เหมาะสมกับการก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ของสังคมไทยด้วย


เพิ่มคุณค่า นักเทคโนโลยีการศึกษา ด้วยทักษะวิชาชีพแห่งศตวรรษ 21

คณะผู้เขียนบทความนี้ได้ทำการศึกษาจากวารสารงานวิจัย บทความวิชาการ วารสาร และเว็บไซต์ กระทั่งได้ประเด็นความสามารถต่างๆ ที่กำหนดบทบาทหน้าที่นักเทคโนโลยีการศึกษาที่จำเป็นต้องมี ดังต่อไปนี้

  • Digital skill literacy

ในยุคดิจิทัลนักเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องมีความรู้และทักษะในเรื่องของการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ดิจิทัลที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน คิดวิเคราะห์ในการนำอุปกรณ์เทคโนโลยีรูปแบบต่างๆมาใช้ในชีวิตประจำวัน ให้เอื้อต่อการใช้งานร่วมกับสหสาขาวิชาชีพให้มากที่สุดเพื่อให้บุคลากรในภาคการศึกษา นักเรียน ผู้บริหารสถาบันการศึกษา รวมไปถึงประชาชนทั่วไปให้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี ระบบดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้คำแนะนำการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมให้เหมาะสมกับทุกช่วงวัย สนับสนุนและสร้างนวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้ได้

  • ICT literacy

นักเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องมีความสามารถในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Big Data & Analytics) ซึ่งเป็นการบริหารและจัดการข้อมูลจำนวนมาก ทั้งข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในฐานข้อมูลและข้อมูลที่ยังไม่มีระบบจัดการ (Unstructured Data) โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปใช้ต่อยอดให้เกิดผลโดยการเน้นให้ทุกภาคส่วนเข้าใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในระบบฐานข้อมูลอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

  • Information literacy

สามารถเป็นที่ปรึกษาในเรื่องการเลือกและสร้างช่องทางการเข้าถึงระบบสารสนเทศในรูปแบบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความสามารถในการประเมินสารสนเทศ ด้วยการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ของสารสนเทศได้อย่างถูกต้อง สร้างสรรค์ เพื่อการแก้ปัญหาในการตอบสนองต่อการพัฒนานวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศที่เหมาะสมตามบริบทของสภาวะนั้นได้

  • Media literacy

อีกหนึ่งทักษะสำคัญที่นักเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องมีในยุคดิจิทัล คือ ความรู้และทักษะในการเลือกใช้สื่อประเภทต่างๆ ตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้ใช้ ให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ยังต้องสามารถให้คำปรึกษาในการเลือกใช้สื่อทุกรูปแบบให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการผลิตสื่อตามกลุ่มเป้าหมาย

  • Change Leadership

ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการศึกษาได้ และเล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาประเทศ เช่น การพัฒนาระบบดิจิทัล นวัตกรรม หรือความรู้ทางวิชาการ และการวิจัย เพื่อสร้างแนวทางการผลิตบุคลากรป้อนภาคอุตสาหกรรมต่อไป


ทักษะการจัดการความรู้เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า องค์ความรู้จำเป็นที่นักเทคโนโลยีการศึกษาไทย ต้องมี

นอกจากทักษะจำเป็นสำหรับนักเทคโนโลยีการศึกษายุคนี้อย่างที่กล่าวมาแล้ว บทความชิ้นเดียวกันนี้ ยังได้นำเสนอในประเด็น “การจัดการความรู้ ยุคไทยแลนด์ 4.0” ที่จะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ พัฒนาการศึกษาในการวางระบบเพื่อให้สอดรับการปฏิรูประบบการศึกษารับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ ตลอดจนขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย

โดยผู้เขียนได้หยิบยกเอากรณีศึกษาของประเทศฟินแลนด์ ในเรื่องปัจจัยแห่งความสำเร็จของการพัฒนาสังคมความรู้สู่นวัตกรรมว่า รัฐบาลประเทศฟินแลนด์สนับสนุนให้การศึกษาที่มีคุณภาพฟรีแก่ประชาชน เช่นเดียวกับทุนอุดหนุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนวัตกรรมของประเทศ และรัฐยังกระจายรายได้จากภาษีของประชาชนผ่านการให้บริการด้านพื้นฐานการดูแลระบบสุขภาพฟรีด้วย

นอกจากนั้น ทางรัฐบาลฟินแลนด์ยังให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างความเข้มแข็งทางสติปัญญาและสุขภาพที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน ด้วยการให้บริการสารสนเทศและความรู้ในทุกรูปแบบจากองค์กรภาครัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ภาคการศึกษาไทยสามารถนำมาปรับใช้พัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาให้ดีขึ้นในยุคดิจิทัลได้

จากนั้น ยังหยิบเอาประเด็นด้านการพัฒนาการจัดการความรู้ให้เหมาะสมกับการเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่งนักเทคโนโลยีการศึกษาควรตั้งเป้าหมายไว้ เพื่อเป็นทิศทางในการทำงานมาแนะนำด้วย ดังนี้

  • การพัฒนาคนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ (Knowledge Access)

การวางระบบการจัดการองค์ความรู้ที่มีอยู่ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความพร้อมของพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งองค์ความรู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ควรเป็นจุดหมายสำคัญของนักเทคโนโลยีการศึกษายุคนี้ นอกจากนั้น นักเทคโนโลยีการศึกษายังควรมีบทบาทในการพัฒนาทักษะ กระบวนการการเรียนรู้ต่างๆ ของผู้เรียนให้สอดรับกับการเข้าสู่สังคมโลกในศตวรรษที่ 21 ด้วยการพัฒนาคนไทยให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ภารกิจที่กล่าวมานี้จะสำเร็จลงได้ด้วยความพยายามบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ในการพัฒนาตนเองและอาชีพและเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะคนไทยควรมีทักษะที่หลากหลาย ดำรงอยู่ในสังคมโลกดิจิทัลได้อย่างภาคภูมิและเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ นักเทคโนโลยีการศึกษายังควรมีบทบาทในการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงฐานข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มากมายอย่างเท่าเทียม เพราะที่ผ่านมามีประชาชนแค่เพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่จะเข้าถึงระบบฐานข้อมูลได้ และควรสนับสนุนให้มีการนำฐานข้อมูลที่มีอยู่มาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาส ช่องทาง หารายได้เพิ่มให้กับตนเอง ครอบครัว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

  • การบริหารเชิงบูรณาการสู่ความสำเร็จของการสร้างสังคมความรู้

นักเทคโนโลยีการศึกษาทุกคน ควรตระหนักว่า ปัจจัยความสำเร็จของการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม คือ การพัฒนาคนให้มีความรู้ มีประสบการณ์ เกิดความคิดสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการเรียนรู้ในระบบการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองโดยการใช้ทักษะ การใช้เครื่องมือสารสนเทศ สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง บ่มเพาะวินัยในการเรียนเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ปรับใช้ทักษะด้านการวิจัย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

โดยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นกระบวนการสร้างนวัตกรรม ในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์สินค้าหรือนวัตกรรม ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสู่ตลาด สามารถสร้างรายได้และเพิ่มความคุ้มค่าคุ้มทุนให้กับสังคมในยุค Thailand 4.0 ซึ่งต้องอาศัยทักษะการบริหารเชิงบูรณาการ ประสานความร่วมมือกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนักเทคโนโลยีการศึกษาเป็นสื่อกลางในภารกิจนี้


กะเทาะภาพสังคมการเรียนรู้ของคนยุคดิจิทัล ที่นักเทคโนโลยีการศึกษาต้องตามให้ทัน

และเพื่อสร้างความเข้าใจให้มากขึ้นต่อบทบาทและความจำเป็นที่สังคมไทยต้องพึ่งพานักเทคโนโลยีการศึกษาคุณภาพ ขอหยิบเอาบทสัมภาษณ์ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ จากหนังสือเล่มเล็ก DigiLearn is Now (2560) ที่กล่าวถึง คนรุ่นใหม่กับการเปลี่ยนแปลงยุคดิจิทัล ซึ่งอธิบายได้เห็นภาพถึง สังคมการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ที่นักเทคโนโลยีการศึกษายุคนี้ต้องตามให้ทัน

รศ.ยืน ภู่วรวรรณ

“เรารู้ว่าวันนี้แนวโน้มโลกเปลี่ยนแปลง อุตสาหกรรมหรือชีวิตก็เปลี่ยนวิธีไป เราผสมสองโลกเข้าด้วยกันเป็น Cyber Physical Model เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไป อนาคตการทำงานก็เลยไปอยู่ในเรื่องของทักษะที่คนรุ่นใหม่จะต้องคิด ทำ และวิเคราะห์ได้ด้วยตัวเอง มีทักษะในชีวิตอีกแบบมากกว่าจะเป็นการใช้แรงงานอย่างเดียว เพราะเขาจะต้องดำเนินชีวิตในสองโลก เพราะฉะนั้นถ้าเราถามว่าทักษะของแรงงานในยุคนี้เป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นลักษณะของทักษะที่ไม่ใช่แรงงานแบบเดิม”

“เพราะอะไรก็ตามที่เป็นแรงงาน จะมีเครื่องจักรมาแทนที่ เราจึงต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้คิด ให้ทำ ให้เห็นสมรรถนะที่ต้องการ เช่น เขาต้องเรียนรู้เร็วและเรียนรู้ด้วยตัวเอง สามารถประยุกต์หรือคิดอะไรออกมาต่างๆ ได้ดี ซึ่งก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าอาชีพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะมีอะไรบ้าง แต่กระบวนการทำงานทุกอย่างจะต้องผสมโลกทางกายภาพและไซเบอร์สเปซเข้าด้วยกัน”

“ดังนั้น องค์กรอย่างสถาบันการศึกษา โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดหรืออื่นๆ รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาก็ต้องปรับตัว โดยให้ดูว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร หลังจากนั้นดูว่าใครเป็นคนมาใช้บริการหรือกลุ่มเป้าหมายที่เราอยากพัฒนา แล้วสิ่งที่เราให้บริการตรงกับความต้องการของเขาไหม มองย้อนออกมาว่าสิ่งที่เราบริการไปนั้นตอบสนองความต้องการพวกเขาได้ไหม โดยเฉพาะเขามีความต้องการใหม่ๆ หลายอย่าง ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่คนอื่นยังไม่ได้ทำ หรือยังทำได้ไม่ตอบโจทย์ ยิ่งจะมีบทบาทในการพัฒนาสังคมในทางที่ดีได้แน่นอน”


ที่มา :


กระบวนการปฏิวัติการศึกษาไทย ควรเป็นไปในทิศทางไหน หาคำตอบในบทความต่อไปนี้เลย

‘ชุมชนการเรียนรู้ทางอาชีพ’ เครือข่ายสร้าง ‘การศึกษายุคใหม่’

2 ภารกิจเร่งด่วน ผลิต ‘แพทย์นวัตกร’ & สตาร์ทอัพ HealthTech พลิกโฉมวงการแพทย์ไทย

การศึกษายุคใหม่ อย่างน้อยต้องปรับสร้างการจัดการใหม่ 3 เรื่องสำคัญ เพื่อพ้นจากความล่มสลาย!