‘ท่องเที่ยววิถีชาวนา’ หนังสือดี ชวนสัมผัสแง่งามกับการเดินทางไปเรียนรู้ วิถีชาวนา & ข้าวไทย

ตลอดช่วงการจัดงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 ณ อิมแพคเมืองทองธานี มีการเปิดตัวหนังสือหลากหลายเล่ม ทว่า มีอยู่เล่มหนึ่งที่เชื่อว่าต้องถูกใจพลพรรคคนรักการท่องเที่ยวแน่นอน เรากำลังจะกล่าวถึง หนังสือดี เรื่อง “ท่องเที่ยววิถีชาวนา” ซึ่งมีที่มาจาก การทำงานวิจัยท้องถิ่นของนักวิจัยไทย และนำมาขยายผลสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวทางเลือกเชิงสร้างสรรค์ ที่บูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับวิถีชีวิตชาวนาไทย ข้าวไทย ได้อย่างน่าสนใจ


เปิดหน้าต่าง รับรู้แง่งามของการเดินทางไปสัมผัสกับการ “ท่องเที่ยววิถีชาวนา”

จุดเริ่มต้นของหนังสือดีๆ เล่มนี้ มาจากดำริของ ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง อดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งปัจจุบัน คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ที่มีความตั้งใจในการเผยแพร่ให้ชาวไทยได้รู้ถึงวิถีชาวนาที่ไม่ได้มีแค่ในมิติของการทำนา ปลูกข้าวเท่านั้น

เพราะวิถีชาวนาทั่วทุกภูมิภาคของไทย มีแง่งามของภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม อาหารการกิน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เคยรู้ ที่ต่อยอดสู่การเดินทางท่องเที่ยวชุมชน เพื่อไปสัมผัสกับรากเหง้าการดำเนินชีวิตเรียบง่าย ทว่า งดงาม

บนเวทีเปิดตัวหนังสือ ท่องเที่ยววิถีชาวนา ที่งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 24 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดร.ปรัชญาภรณ์ ไชยเดช อุปนายกสมาคมไทยท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และอาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้กล่าวแนะนำพร้อมให้ความรู้เรื่องการท่องเที่ยวทางเลือกในแบบที่หนังสือ ท่องเที่ยววิถีชาวนา ได้นำเสนอว่า

“ปัจจุบัน เราสามารถแบ่งการท่องเที่ยวออกได้เป็นการท่องเที่ยวกระแสหลักและการท่องเที่ยวทางเลือก ซึ่งการท่องเที่ยววิถีชาวนาที่เรากำลังจะพูดถึง นับเป็นอีกหนึ่งแบบอย่างของการท่องเที่ยวทางเลือกซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของเหล่านักเดินทางทั้งในและต่างประเทศ”

“การท่องเที่ยววิถีชาวนา เป็นการนำเสนอกิจกรรมการท่องเที่ยว 2 รูปแบบ แบบแรก เราจะพา “ไปดู” และแบบที่สอง เราจะพาไป “ลงมือทำ” ซึ่งจะเพิ่มความน่าสนใจให้กับการเดินทางท่องเที่ยววิถีชุมชน จากเดิมที่นักท่องเที่ยวแค่ไปถ่ายรูปหรือเซลฟี่กับทุ่งนาสวยๆ หรือไปดูอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ ของชาวบ้านเท่านั้น”

“โดยเฉพาะการลงมือทำ เกิดขึ้นจากการที่ทีมวิจัยได้ไปลงพื้นที่ดูงานทางฝั่งยุโรป ซึ่งจากการพูดคุยกับสถานประกอบการ เขาสนใจการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้กันมาก ยิ่งการจัดทัวร์เพื่อเดินทางมายัง ประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวยิ่งมีความสนใจที่จะเดินทางมาเพื่อเรียนรู้วิถีการปลูกข้าว การใช้ชีวิตของชาวนาไทย ในแบบของการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการลงมือปักดำต้นข้าว ไปจนถึงการหุงข้าวในแบบดั้งเดิม”

ดังนั้น ดร.ปรัชญาภรณ์ จึงแนะนำว่า การท่องเที่ยววิถีชาวนา เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถเสนอขายเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวแบบ exclusive โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคู่รัก กลุ่มนักเดินทางสูงวัย ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนและท้องถิ่น


ทำความรู้จักชุมชนชาวนาทั่วไทยผ่านตัวหนังสือ พร้อมต่อยอดสู่การเดินทางเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมชาวนาไทย

ในหนังสือดีๆ เล่มนี้ นำเสนอการเดินทางท่องเที่ยววิถีชาวนาไว้หลากหลายรูปแบบ ในหลายจังหวัดทุกภูมิภาคทั่วไทย 10 พื้นที่ทั่วไทย ซึ่งแต่ละแห่งก็มีเรื่องราวเล่าขาน เสน่ห์ และมนต์ขลังที่ต่างกันไป โดย นันทา ประสารวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคลองโยง ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ตัวแทนจากชุมชนวิถีชาวนา ได้มาบอกเล่าถึงท้องถิ่นที่ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวิถีชาวนาใกล้กรุง ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งที่ได้รับการแนะนำไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า

“ที่ชุมชนคลองโยง นครปฐม ของเรา ถือเป็นพื้นที่ใกล้กรุง ที่ชาวบ้านที่นี่ยังคงวิถีชีวิตของชาวนาดั้งเดิม แม้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาจะมีความเปลี่ยนแปลง มีความเจริญ เข้ามาในพื้นที่ค่อนข้างมาก แต่ที่บ้านเราก็ยังมีทุ่งนาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา มีภาพของชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินปักดำข้าวในฤดูทำนาให้ได้เห็น และทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคลองโยง ยังมีความตั้งใจที่จะเก็บรักษาพันธุ์ข้าวหอมนครชัยศรี พันธุ์แท้ที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้อย่างเหนียวแน่นด้วย”

เพราะ ข้าวหอมนครชัยศรี มีประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำในฐานะพันธุ์ข้าวเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นข้าวทรงเสวยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทางห้องเครื่องจะติดต่อเพื่อนำข้าวจากทุ่งนครชัยศรีไปหุง โดยใช้น้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี น้ำที่ในสมัยนั้นได้ชื่อว่าสะอาดและบริสุทธิ์ที่สุด นี่เป็นเรื่องเล่าความภาคภูมิใจจากปากคนนครปฐมที่ได้รับการถ่ายทอดไว้ในหนังสือท่องเที่ยววิถีชาวนา

ทว่า นอกจากแง่มุมของคุณค่าพันธุ์ข้าวนครชัยศรี หนังสือก็ได้นำเสนอมุมความน่าเป็นห่วง เนื่องจากข้าวพันธุ์นี้หายไปจากพื้นที่ทุ่งนครชัยศรีเกือบ 40-50 ปี โดยมีความพยายามของกลุ่มชาวนาและลูกหลานชาวนาในพื้นที่ที่จะนำพันธุ์ข้าวนี้กลับมาปลูกในพื้นที่ทุ่งนครชัยศรี กระทั่งตอนนี้มีความพยายามขยายพื้นที่ปลูกข้าวพันธุ์นครชัยศรีไป 50-60 ไร่แล้ว

และไม่ใช่แค่ข้าวหอมนครชัยศรีเท่านั้น ที่จะได้รับการพลิกฟื้นให้กลับมางอกงามในผืนนาของทุ่งนครชัยศรีเหมือนเดิม แต่ยังมีการศึกษาถึงข้าวพื้นถิ่นของทุ่งนครชัยศรีพันธุ์อื่น ด้วยความร่วมมือกันของนักวิจัยและชาวชุมชน ซึ่งตอนนี้พบว่ามีอีกทั้งหมด 11 สายพันธุ์ที่ค้นพบเจอแล้ว โดยแต่ละสายพันธุ์ล้วนมีความโดดเด่นและมีชื่อเสียงในเรื่องของรสชาติที่ดีและมีกลิ่นหอมทั้งสิ้น


สื่อสารเจาะลึก ทำไมต้องมี การท่องเที่ยววิถีชาวนา

วิภาวี เธียรลีลา หนึ่งในตัวแทนของทีมนักเขียนหนังสือเล่มนี้ ได้แชร์เรื่องเล่าความประทับใจตลอดกระบวนการการทำหนังสือว่า

“การเก็บรักษาพันธุ์ข้าวท้องถิ่น สามารถต่อยอดสู่การบอกเล่าเรื่องราวความพยายาม ความตั้งใจดี และความร่วมมือกันระหว่างนักวิจัยและชาวบ้านในชุมชน ซึ่งเราได้นำมาบอกเล่าในหนังสือ โดยเราคาดหวังว่า เมื่อผู้อ่านได้อ่านแล้วจะสร้างแรงบันดาลใจให้เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่จริง ในรูปแบบของการมาดูและได้มีประสบการณ์อันประทับใจด้วยการลงมือทำกลับไป”

“สำหรับตัวเอง เมื่อได้รับโจทย์มาให้ไปเก็บข้อมูลมาเรียบเรียงและถ่ายทอดลงในหนังสือเล่มนี้ ก็เหมือนหลายคนที่ในหัวก็นึกถึงแต่ท้องนา ชาวนา ต้นข้าว แต่เมื่อได้ลงไปในพื้นที่จริง ได้สัมผัสวิถีชาวนาในทุกมิติ ก็ได้รู้ว่าในวิถีชาวนามีแง่งาม และมีวิถีชีวิตอีกหลายหลายมิติให้ได้เรียนรู้”

“เพราะคำว่า วิถีชาวนา มันเชื่อมโยงทั้งผู้คนในพื้นที่ วัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการปลูกข้าว เนื่องจากในท้องนาไม่ได้มีแค่มุมของอาชีพชาวนาให้ได้เห็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในบางพื้นที่อาชีพชาวนายังเชื่อมโยงไปถึงการทำประมง อย่าง ในพื้นที่ควนขนุน ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง คลองปากประ หากใครที่ไม่เคยเดินทางลงไปในพื้นที่ เชื่อว่าจะไม่รู้เลยว่าถ้าได้ล่องเรือไปในฤดูทำนาข้าวที่มาจาก ภูมิปัญญาการทำนาในพื้นที่น้ำเค็มกึ่งน้ำจืด ในพื้นที่นี้”

ดังนั้น กล่าวได้ว่า ความสำเร็จของการนำเสนอการท่องเที่ยวทางเลือกในรูปแบบของการท่องเที่ยววิถีชาวนานี้ มีสารตั้งต้นมาจาก “งานวิจัยท้องถิ่น” โดยส่วนใหญ่ นักวิจัยก็เป็นคนในพื้นที่ ทำให้ได้ข้อค้นพบในแง่มุมที่เจาะลึกกว่างานวิจัยทั่วไปที่บางครั้งตัวนักวิจัยไม่ได้มีจุดเกาะเกี่ยวกับหัวข้อที่ศึกษาเท่าใดนัก

และนี่เองเป็นเสน่ห์ของงานวิจัยท้องถิ่นที่ ดร.คำล่า มุสิกา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้จุดประกายและถ่ายทอดไว้บนเวทีเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ด้วย

“การทำงานกับทุกคน ทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนนักวิจัย ผู้ปกครองส่วนท้องถิ่นไปจนถึงชาวบ้าน ผู้นำชุมชน เหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ผมตกหลุมรักกับการทำงานวิจัยท้องถิ่นทุกชิ้นที่ผ่านมา”

“เวลาที่ลงไปเก็บข้อมูลในชุมชน คนในชุมชนก็มีงงๆ บ้างว่า งานวิจัยคืออะไร ตัวเราในฐานะนักวิชาการก็มีโอกาสที่จะอธิบายว่า การทำงานวิจัยที่เราทำอยู่ เป็นการไปหาข้อมูลตามสิ่งที่เราอยากรู้ในพื้นที่จริง โดยเราอยากได้ข้อมูลจากชาวบ้าน อยากให้เขามาร่วมมือกับเราให้ข้อมูลที่เราอาจยังไม่รู้ ซึ่งพออธิบายไป ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยินดีที่จะให้ข้อมูล ถ้าบรรยากาศที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นแล้ว งานวิจัยท้องถิ่นก็จะยิ่งมีคุณค่าและความหมายอย่างไม่น่าเชื่อ”

อย่างในการเก็บข้อมูลงานวิจัยท้องถิ่นเรื่อง การท่องเที่ยววิถีชาวนา ที่นำมาสู่การเปิดตัวหนังสือ ดร.คำล่า ได้บอกเล่าประสบการณ์การเก็บข้อมูลกับชาวบ้านว่า

“ตอนแรกที่เราได้ไปพบปะกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็สงสัยว่าการทำนา ทุ่งนาของเขา จะพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวได้อย่างไร เพราะพวกเขาเห็นอยู่ทุกวัน ก็มองว่ามันเป็นแค่ผืนนา ทีมนักวิจัย นักเขียนที่ไปเก็บข้อมูล ก็มีหน้าที่ที่ต้องอธิบาย และพูดคุยว่าเราต้องมาหาคุณค่าในผืนนา ในพื้นที่ที่เราทำนาว่ามีเรื่องราว มีเรื่องเล่า มีสตอรี่อะไรที่ดี พร้อมบอกเล่าต่อนักท่องเที่ยวบ้าง ซึ่งถ้าทำได้จะเป็นอีกทางหนึ่งที่สร้างรายได้ให้ทั้งตัวเขา ครอบครัว และสร้างคุณค่าให้ท้องถิ่นที่เขาอยู่ด้วย พออธิบายไปแบบนี้ ชาวนาทุกคนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและเปิดรับการท่องเที่ยววิถีชาวนา พร้อมสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้นักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนแล้ว”


อ้างอิง : สนใจสั่งซื้อ หนังสือท่องเที่ยววิถีชาวนา จัดพิมพ์โดย สกสว. คลิกได้ตามลิงก์นี้เลย


ยังมี การท่องเที่ยวทางเลือกเชิงสร้างสรรค์ มานำเสนอให้ได้จัดทริปตามกันต่อ

‘เกาะขาม’ แหล่งเช็คอินสุดฮิต เพชรเม็ดงามกลางอ่าวไทย

Travel Predictions 2020 : เผย 8 เทรนด์ท่องโลกของผู้เดินทางชาวไทย ถูกใจผู้ใหญ่ – วัยทำงาน

โฮมสเตย์…ท่องเที่ยวย้อนยุคที่ยังไม่ถูก ‘ดิสรัปต์’