เจาะเรื่องจริง ‘ภัยสุขภาพจิตบนโลกออนไลน์’ จาก ‘ภาวะกลัวการตกกระแส FOMO’ ถึงด้านสว่าง JOMO ความตื่นรู้จากการเสพติดสื่อดิจิทัล

286

ภาวะกลัวการตกกระแส FOMO ที่ย่อมาจาก Fear of Missing Out จัดเป็นอาการทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ที่ในตอนนี้ได้ขยายสู่แวดวงสังคมออนไลน์ แล้วเต็มรูปแบบ โดยภาวะนี้ส่งผลให้หลายคนมีอาการหมกมุ่นกับการเช็กข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ตลอดเวลา จนเกิดปัญหาทางสุขภาพจิต หรือ FOMO ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการแสดงออกและความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด

วิธีการรับมือกับภาวะนี้ที่ดีที่สุด คือ การรู้เท่าทันในการเสพสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นที่น่าดีใจว่า ในตอนนี้ได้เกิดกระแสในทางสร้างสรรค์ขึ้นกับพฤติกรรมการเสพสื่อออนไลน์ของผู้คนแล้ว นั่นคือ เทรนด์ที่เกิดในทางตรงกันข้ามกับ FOMO เรียกว่า JOMO หรือ Joy of Missing Out นั่นเอง

ปรากฏการณ์นี้ คือ การที่ผู้คนในสังคมเริ่มกลับมาถามตัวเองว่าใช้เวลากับหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทดีไวซ์อื่นเพื่อตามสื่อออนไลน์มากไปจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวันอื่นๆ หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้จะนำสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเริ่มใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย “ลดลง” โดยเทรนด์นี้ได้เกิดขึ้นชัดเจน ควบคู่ไปกับการเยียวยา ภาวะ FOMO ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ข้อมูล ตลอดจนข้อเท็จจริงเพื่อรู้เท่าทัน 2 ภาวะ ที่เกิดขึ้นทั้งในแง่ลบและแง่บวกนี้ ย่อมเป็นวิถีทางที่จะสร้างเกราะป้องกันตนเองและคนรอบข้างจากการเสพสื่อออนไลน์อย่างมีสติได้ดีอีกวิธีหนึ่ง


รู้ทัน ‘ภาวะกลัวการตกกระแส FOMO’ ในสังคมออนไลน์ ก่อนตกเป็นเหยื่อ

สถานการณ์การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในระดับโลกตอนนี้ บ่งชี้ได้อย่างดีว่า จำนวนผู้ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีมากกว่า 2.5 พันล้านคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของประชากรโลก และยังมีการคาดการณ์ว่าภายใน ปี ค.ศ. 2020 จำนวนคนที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้จะพุ่งขึ้นสูงถึง 26 พันล้านคนทั่วโลก ถ้าถึงเวลานั้น หากประชากรโลกยังไม่เสพสื่อในสังคมออนไลน์ไม่ถูกวิธีหรือไม่พอดี ย่อมมีโอกาสที่ผู้คนจะตกอยู่ในภาวะกลัวการตกกระแส FOMO ได้อีกเป็นเท่าทวีคูณ

ส่วนบริบทในประเทศไทยเอง ก็พบว่าโปรไฟล์ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกลุ่มแอ็คทีฟมีจำนวน 57 ล้านคน เป็นสัดส่วน 82% ของประชากร ทุกวันนี้คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 9 ชั่วโมง 11 นาที

และหากจะอ้างอิงตามรายงานผลการวิจัยจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะทราบถึงข้อมูลสถิติเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ที่คนไทยนิยมว่า กิจกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นที่นิยมในประเทศไทยมากที่สุด ในปี พ.ศ. 2559 ได้แก่ YouTube ที่คิดเป็นร้อยละ 97.3 Facebook ร้อยละ 94.8 และ Line ร้อยละ 94.6 โดยต่อมา ในปี พ.ศ. 2560 ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Facebook เพิ่มเป็นร้อยละ 96.6 และ line เพิ่มเป็นร้อยละ 95.8 ในปี พ.ศ. 2560

ด้วยจำนวนผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี้เอง ตีความได้อย่างต่อเนื่องว่า ต้องมีจำนวนผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เป็นระยะเวลานานและบ่อยครั้งมากขึ้น ส่งผลให้เกิด “สภาวะเสพติดอินเทอร์เน็ต” เนื่องด้วยกลัวว่าจะตกกระแสหรือเกรงว่าจะพูดคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ซึ่งนี่เองที่เรียกกว่า ภาวะกลัวการตกกระแส FOMO ในสังคมออนไลน์

โดยในรายงานการวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และภาวะการกลัวการตกกระแสของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก” ของ เรือนรสสุคนธ์ จันทร์เจริญ และ พิษนุ  อภิสมาจารโยธิน อธิบายอาการของภาวะ FOMO ในบริบทที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ปัจจุบันว่า

“ภาวะการกลัวการตกกระแส เป็นสภาวะผิดปกติที่กลัวการตกกระแสสังคมออนไลน์จนรู้สึกกระวนกระวาย กลัวว่าจะพลาดเรื่องสำคัญอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังกลัวว่าคนอื่นจะทำอะไรดีๆ โดยไม่มีตนเอง จึงเสพสื่อสังคมออนไลน์แบบเกาะติด เพื่อไม่ให้ตกข่าวอัปเดตทั้งในระดับโลก ประเทศชาติ สังคม ไปจนถึงกลุ่มเพื่อนฝูง ครอบครัวด้วย”

ภาวะนี้นับเป็นอาการคุกคามสุขภาพจิตของคนทั่วโลก ยืนยันได้จากผลสำรวจของบริษัท ทาทา คอมมิวนิเคชั่น ในโครงการ Connected World II ผ่านกลุ่มตัวอย่าง 9,400 คน จาก 6 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ เยอรมัน ฝรั่งเศส อินเดีย อังกฤษ และอเมริกา ที่เปิดเผยว่าประชากรโลก 64% ยอมรับว่าเคยมีประสบการณ์หรือรู้สึก FOMO ในยามที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ โดยในการสำรวจครั้งนี้ พบว่าคนเอเชียรู้สึก FOMO ถึง 80% ถ้าไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

และ เกือบ 1 ใน 3 หรือ 30% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์ 6 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นใน 1 วัน โดยนักวิจัยได้อธิบายว่า FOMO เป็นลักษณะความปรารถนาที่จะเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่องกับสิ่งที่คนอื่นกำลังทำอยู่ เพื่อรับรู้ข่าวสารต่างๆ ก่อนคนอื่นซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจหากตนรู้เรื่องเหล่านั้นก่อนใคร ตอบสนองความต้องการของการได้เป็นที่ยอมรับ เป็นคนสำคัญ และเป็นที่สนใจของคนรอบข้าง

ผลจากการศึกษาจากการวิจัยในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็น FOMO คือ ผู้ที่สามารถเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ได้ตั้งแต่ตื่นนอน และตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะทำกิจกรรมหรือภารกิจอะไรอยู่ หรือมีประสบการณ์ด้านอารมณ์ในเชิงบวกหรือเชิงลบ ขณะที่สื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลทั้งด้านบวกและด้านลบ อาทิ การมีเพื่อนในสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น การเพิ่มเพื่อนมากขึ้นโดยทักทายหรือพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่ตนเองนั้นสนใจและทำให้ผู้อื่นประทับใจตนเองมากขึ้น โดยการโพสต์ความคิดเห็นบนรูปภาพและการอัปเดตสถานะจนเครียดโดยไม่รู้ตัว

หากวันไหนยอด Like ลดน้อยลงก็รู้สึกว่าตนเป็นคนไม่สำคัญก็จะเกิดความวิตกกังวล หลายคนละทิ้งความสัมพันธ์ในโลกแห่งความจริง ไม่สนใจเพื่อนหรือบุคคลที่นั่งอยู่ข้างๆ เพราะจดจ่อกับสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้โกรธง่ายและขาดความคิดสร้างสรรค์จนเกิดภาวะซึมเศร้าในขณะที่ใช้สังคมออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบถึงการทำงาน และความผิดปกติอื่นๆ ได้อีกมากมาย


แนะเทคนิคดูแลตนเองและคนรอบข้าง ให้ปลอดภัยจากภาวะ FOMO ในโลกออนไลน์

สำหรับข้อเสนอแนะจากงานวิจัยชิ้นนี้ อ้างอิงจากผลการวิจัยที่พบว่า ความถี่การใช้สื่อสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์กับภาวะการกลัวการตกกระแส ว่าควรมีการส่งเสริมให้ผู้คนใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างเหมาะสมหรือหากิจกรรมอื่นๆ ทำ อาทิ ออกกำลังกาย ออกค่ายธรรมชาติ และจากผลการวิจัยที่พบว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะการกลัวการตกกระแสอย่างมาก จึงควรมีการรณรงค์และส่งเสริมการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างถูกวิธีและเหมาะสม ไม่มากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะการกลัวการตกกระแส

นอกจากนั้น การป้องกันสังคมไทยจากภาวะ FOMO ในโลกออนไลน์ ยังต้องเป็นไปในทิศทางของการให้ความรู้ เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันว่า ภาวะนี้นับเป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจก็จริง ทว่า อย่างคำกล่าวที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ก็บอกให้ทุกคนรู้ได้อย่างชัดเจนว่า กายและใจมีความเชื่อมโยงกัน เมื่อจิตที่มีอาการผิดปกติสั่งกาย ร่างกายก็ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการเจ็บป่วยได้ โดยรายงานการวิจัยชิ้นนี้ระบุชัดว่า

“การใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเกินไป ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ ทั้งภาวะ FOMO ที่เกิดจากการจดจ่อติดตามสื่อออนไลน์นี้ ยังนำไปสู่สภาวะปวดเมื่อย นิ้วล็อก เส้นเอ็นอักเสบ ปวดแขนบ่าไหล่ ส่งผลกระทบทั้งสภาพกายและสภาพใจทีเดียว”


เผยด้านสว่างการเสพสังคมออนไลน์ กับการเกิดขึ้นของ JOMO หรือ Joy of Missing Out

ด้วยอัตราภัยคุกคามทางสุขภาพกายและใจที่เกิดจาก ภาวะ FOMO นี่เอง ทำให้คนเริ่มกลับมาถามตัวเองว่าวันหนึ่งๆ ต้องใช้เวลากับสื่อดิจิทัลมากมายขนาดนี้เลยหรือ และผลของกระแสความตื่นรู้นี้เอง ที่นำมาสู่เทรนด์ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นในโลกในทางตรงกันข้ามกับภาวะ FOMO คือ กลุ่มที่เรียกว่า JOMO หรือ Joy of Missing Out ที่ผู้คนในสังคมเริ่มตระหนักและกลับมาคิดว่าตนเองใช้เวลาการเสพสื่อออนไลน์มากไปจนเรียกได้ว่า เสพติด หรือเปล่า  

โดยคำอธิบายเพิ่มเติมถึงภาวะด้านบวกของ JOMO จากบทความเรื่อง “ตกหนักที่แบรนด์ เมื่อผู้บริโภคมีหลายโมเมนต์ เทรนด์ FOMO ยังแรง แต่ JOMO ก็กำลังมา” จากเว็บไซต์ Positioning (03-05-2019) เผยว่า

“JOMO คือ คนที่ใช้ออนไลน์มาถึงจุดอิ่มตัว เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ในทุกวัย ที่ซับซ้อนกว่านั้น JOMO เป็นอาการที่เกิดขึ้นกลุ่ม FOMO ในบางช่วง ส่วนใหญ่ คนที่มีภาวะ JOMO จะอยู่ในกรุงเทพฯ และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งถ้าคิดในมุมของแบรนด์ที่ต้องอาศัยการโฆษณา การสื่อสารทางโลกออนไลน์แล้ว การเกิดภาวะ JOMO ของผู้คน อาจไม่ใช่ผลดีนัก เพราะจะส่งผลให้สื่อที่แบรนด์ต่างๆ สร้างขึ้นนั้น เข้าถึงผู้รับสารน้อยลง”

ทั้งนี้ สถิติล่าสุด จากการเปรียบเทียบกลุ่ม JOMO แบ่งตามช่วงวัย ในไทยกับต่างประเทศ พบว่า

Gen Z ไทย มีสัดส่วน JOMO 43% ทั่วโลก 17%

Millennial ไทย มีสัดส่วน JOMO 36% ทั่วโลก 13%

Gen X ไทย มีสัดส่วน JOMO 26% ทั่วโลก 8%

Baby Boom ไทย มีสัดส่วน JOMO 12% ทั่วโลก 4%

โดยในบทความเดียวกันนี้ยังได้วิเคราะห์ต่อว่า ปัจจุบันเทรนด์ JOMO กลุ่ม Gen X เติบโตสูงสุดที่ 204% โดยสาเหตุหลักที่คนกลุ่มนี้ใช้สื่อออนไลน์ลดลงมาจากเทรนด์สุขภาพ เพราะ Gen X มักมีปัญหาเรื่องสายตา จากการเสพสื่อออนไลน์ ส่วนกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอาการ JOMO มาจากการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเช่นกัน และต้องการสร้างสมดุลการใช้ชีวิต ที่ไม่เพียงอยู่แต่ในโลกออนไลน์เท่านั้น

มาถึงตอนนี้ คงอยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน ว่าจะยังเป็นเหยื่อของการเสพสังคมออนไลน์มากเกินควร และได้ชื่อว่าเป็น FOMO หรือจะอยากเป็นคนตื่นรู้ เสพสื่อออนไลน์แบบประเทืองปัญญา และเป็นชาว JOMO


อ้างอิง :


ดูแลสุขภาพกายใจอย่างไร ในยุคสังคมออนไลน์ คลิกอ่านต่อเลย

สร้างสังคม Healthy Gamer หมั่นสังเกต เรียนรู้ ร่วมมือกันบำบัด ‘เด็กติดเกม’ อย่างได้ผล

เข้าสู่ ‘ยุค 5G’ ด้วยสติและความพอดี คาถาป้องกัน โรคสมองเสื่อม & อาการ ‘สมองเป็นสนิม’ คุกคามคนรุ่นใหม่

เจาะ ‘เทรนด์ Smart Wearable’ นวัตกรรมครองใจคนรักสุขภาพ