คนไทยกินอะไรกัน ? ผลสำรวจที่ชี้ชัดว่า ถึงเวลาดูแลสุขภาพด้วย ‘การแพทย์แห่งอนาคต Personalized Medicine’

400

คนไทยกินอะไรกัน? เป็นคำถามที่หลายคน หลายฝ่าย อยากได้ยินคำตอบ เพื่อต่อยอดไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ การวางแผนกลยุทธการตลาดของภาคธุรกิจด้านอาหารให้โดนใจผู้บริโภคมากขึ้น ไปจนถึง การให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพของคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งการสำรวจล่าสุดของ Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์(จำกัด) มหาชน ที่นำเสนอมาในรูปแบบของ EIC Data Infographic มีคำตอบให้กับคำถามนี้ที่ทุกคนอยากรู้กันแล้ว

ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชากร อายุ 6 ปี ขึ้นไป ในกลุ่มตัวอย่างประมาณ 2.8 หมื่นครัวเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจอนามัยและสวัสดิการของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระหว่างปี 2556 – 2560 ข้อมูลนี้เองที่ได้แสดงถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมการกินของคนไทยที่น่าสนใจ ดังนี้


คนไทยเลือกซื้ออาหารจากความชอบเป็นหลัก

ในปี 2560 ปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเมื่อเลือกซื้ออาหารเป็นอันดับหนึ่ง คือ

ปัจจัยเรื่อง ความชอบ มีผู้ตอบ 22.1% ของกลุ่มตัวอย่างจากการสำรวจ ตามมาด้วย รสชาติ (18.5%) ความอยากทาน (18.2%) ความสะอาด (17.8%) คุณค่า (12.9%) ความสะดวก (6.5%) โดย ราคา เป็นปัจจัยที่มีผู้ตอบน้อยที่สุดที่ 4.0%

จากผลสำรวจนี้เอง ที่บ่งชี้ว่าคนไทยให้ความสำคัญกับความสุขจากการกิน สะท้อนจากการใช้ปัจจัยด้านความชอบ ความอยากกิน และรสชาติมากกว่าปัจจัยอื่น

ส่วนด้าน คุณภาพของอาหาร ซึ่งสะท้อนจากการเลือกปัจจัย ความสะอาด คุณค่า โดยปัจจัยในกลุ่มที่สะท้อนเรื่องความสุขจากการกินมีผู้ตอบรวมกันอยู่ที่ 57.1% ในปี 2556 และเพิ่มมาเป็น 58.8% ในปี 2560 ขณะที่คุณภาพของอาหารกลับมีสัดส่วนลดลงจาก 32.2% ในปี 2556 เหลือเพียง 30.7% ในปี 2560

นอกจากนี้ปัจจัย ความชอบ เพิ่มความสำคัญขึ้นมาอย่างมากจากสัดส่วนเพียง 17.7% หรือเป็นปัจจัยอันดับ 3 ในปี 2556 ขึ้นมาเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในการเลือกซื้ออาหารของคนไทยในปัจจุบัน แซงปัจจัยในเรื่องรสชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในปี 2556 นี่จึงสะท้อนว่าสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน อาหารอร่อยอย่างเดียวอาจไม่พอ ควรมีสิ่งอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น รูปแบบการนำเสนอ ประสบการณ์การให้บริการที่น่าประทับใจด้วย


พฤติกรรมการกินคนไทยแย่ลง กินบ่อยขึ้น กินรสหวาน-เค็มมากขึ้น และกินผักผลไม้ลดลง

ผลสำรวจครั้งนี้ ยังเผยถึงพฤติกรรมการกินคนไทยที่ตามใจปากมากขึ้น โดยพบว่าคนไทยกินบ่อยขึ้น ในปี 2560 คนไทยส่วนใหญ่กว่า 89.4% ที่กินอาหารครบ 3 มื้อต่อวัน สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 88.0% ในปี 2556 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งในเพศหญิงและชาย และเพิ่มในหลายช่วงอายุ ทั้ง เด็ก วัยรุ่น และคนวัยทำงาน ยกเว้นแต่เพียง กลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ที่กลับมีสัดส่วนการกินมากกว่า 3 มื้อ ที่ลดลง

ประเด็นที่ค้นพบจากการสำรวจต่อมา คือ คนไทยกินรสหวาน เค็ม มากขึ้น โดยสัดส่วนของคนที่กินรสหวานเป็นอาหารมื้อหลักเพิ่มจาก 11.2% ในปี 2556 มาเป็น 14.2% ในปี 2560 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่มอายุน้อยกว่า 25 ปีเป็นสำคัญ และยังพบการเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค ขณะที่รสเค็มเพิ่มจาก 13.0% มาเป็น 13.8% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของการบริโภคในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม รสชาติอาหารมื้อหลักของคนไทยส่วนใหญ่จากการสำรวจในปี 2560 คือ รสจืด (38.3%) รองลงมาป็น รสเผ็ด (26.2%) หวาน (14.2%) เค็ม (13.8%) และเปรี้ยว (4.8%) ตามลำดับ และปัจจัยที่กำหนดรสชาติของอาหารมื้อหลักของคนไทย คือ ช่วงอายุ

เพราะผลออกมาชัดเจนว่า วัยเด็ก มีสัดส่วนกินหวานมากที่สุด ที่ 32.5% ขณะที่ รสชาติเผ็ด เค็ม เปรี้ยว จะมีสัดส่วนน้อยที่สุดสำหรับวัยเด็ก แต่จะค่อยๆ ลดลงตามลำดับเมื่อโตขึ้นมาในวัยรุ่น วัยทำงาน และจะลดลงมากที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ เพียง 6.6% เท่านั้น

ต่อมา พฤติกรรมการกินของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไปและน่าเป็นห่วงไม่น้อย คือ คนไทยบริโภคผักและผลไม้สดลดลง ถึงแม้ว่าเมื่อปี 2556 คนไทยส่วนใหญ่กว่า 98.8% ยังบริโภคผักและผลไม้อย่างน้อย 1 วันในแต่ละสัปดาห์ แต่จากการสำรวจล่าสุดกลับพบว่าสัดส่วนของคนที่กินผักและผลไม้ทุกวันกลับลดลง จาก 54.5% เป็น 41.1% โดยพบว่าลดลงในทุกตัวแปร ไม่ว่าจะเป็น อายุ เพศ และภูมิภาค


ลดน้ำหนักมากขึ้น เพิ่มการกินอาหารเสริม สิ่งดีที่เกิดขึ้นในการตั้งคำถาม คนไทยกินอะไรกัน?

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพฤติกรรมการกินของคนไทยจะเปลี่ยนไป และมีหลายประเด็นน่าเป็นห่วง แต่ที่ผ่านมา ก็มีเทรนด์การกินที่สื่อว่า คนไทยบางส่วนก็ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เมื่อมีข้อค้นพบที่ตีคู่มากับทุกประเด็นที่ได้รายงานไป คือ คนไทยอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักกันมากขึ้น และเพิ่มการกินอาหารเสริม ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการดูแลตัวเองมากขึ้น

โดยพบว่า กลุ่มคนอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักมีสัดส่วนมากขึ้น จาก 9.4% (ของคนที่กินอาหารน้อยกว่า 3 มื้อเป็นประจำ) ในปี 2556 มาเป็น 12.4% ในปี 2560 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของทั้งในเพศหญิงและชาย แต่จะเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าในกลุ่มผู้หญิง

และเมื่อพิจารณารายกลุ่มอายุ พบว่า สัดส่วนคนงดอาหารมื้อหลักเพื่อลดน้ำหนักมีเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ แต่กลุ่มวัยทำงานและกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่ากลุ่มเด็กและวัยรุ่น ทว่า สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ไม่ได้มากนัก เพียง 0.8% หรือ ประมาณ 5 แสนคน เท่านั้น

ขณะที่ มีการพบว่าคนไทยบริโภคอาหารกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและกลุ่มแร่ธาตุ วิตามิน มากขึ้น โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 19.1% ในปี 2556 เป็น 21.6% ในปี 2560 เป็นการบริโภคเพิ่มขึ้นของคนต่างจังหวัด ขณะที่คนกรุงเทพฯ บริโภคน้อยลง แต่ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนผู้บริโภคอาหารเสริมมากที่สุด ถึง 1 ใน 3 ของคนกรุงเทพฯ


แนะเทคนิคดูแลสุขภาพ ด้วยหลักการแพทย์แห่งอนาคต Personalized Medicine

เมื่อได้ทราบผลการสำรวจว่า คนไทยกินอะไรกัน แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เข้าใกล้นิยามการกินเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยในตอนนี้มีแนวทางการแพทย์ในอนาคตสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ซึ่งคิดค้นขึ้นตามแนวคิดการออกแบบการแพทย์เฉพาะตัวบุคคลหรือที่เรียกกันว่า Personalized Medicine นั่นเอง

โดยแนวทางนี้เชื่อว่าการมีสุขภาพดี ต้องเริ่มต้นจากการตรวจปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายที่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อที่เรียกกันว่า Non communicable disease หรือ NCD ที่เกิดจากการเสื่อมชราจากการใช้งานของร่างกายในการดำเนินชีวิตประจำวัน และปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตไม่ให้เกิดปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่มากระตุ้นการเกิดโรคต่างๆ รวมทั้งการตรวจว่าเราควรที่จะออกกำลังกายแบบไหน รับประทานอาหารชนิดใดอย่างไร จะกำจัดสารพิษที่ได้รับมาจากสิ่งแวดล้อมในแต่ละวันได้อย่างไร

เทรนด์ใหม่ในเรื่องของสุขภาพ จึงเป็นเรื่องของการมีชีวิตที่กลมกลืนและประสานสอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตร่วมกับการใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่อย่างผสมกลมกลืนตามหลักการของการแพทย์ เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวหรือ Integrated Longevity Medicine นั่นเอง

และเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ตามแนวทางการแพทย์เฉพาะตัวบุคคล นี้ บทความเรื่อง New trend in perfect Health… เทรนด์ใหม่ในการมีสุขภาพดีที่ยังยืนยุคดิจิทัล ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ดังนี้

  • อาหารสุขภาพ

การรับประทานอาหารที่ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ ด้วยการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานมากจำพวกแป้ง น้ำตาลและไขมันในตอนเช้า และรับประทานอาหารที่มีส่วนซ่อมแซมและต่อต้านอนุมูลอิสระ อันได้แก่ โปรตีนและพืชผักผลไม้สด ในตอนเย็น ตามสโลแกนง่ายๆ ที่ว่า มื้อเช้ารับประทานอย่างราชา มื้อกลางวันแบบคนธรรมดา และมื้อเย็นแบบยาจก หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่เค็มจัดและหวานจัดและไม่บริโภคแอลกอฮอล์

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์

เพื่อป้องกันโรคอ้วนซึ่งเป็นศัตรูร้ายต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี โดยเฉพาะโรคอ้วนลงพุงหรือ ที่เรียกว่า Metabolic Syndrome ที่นอกจากจะมีน้ำหนักตัวที่เกินแล้ว ยังมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศและทำให้มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้าได้สูงรวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าหรือข้อสะโพกตามมาได้

โดยการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในมาตรฐานจึงมีความสำคัญและเป็นรากฐานของการดูแลสุขภาพ ซึ่งมีหลักการง่าย ๆ ดังนี้

รับประทานมื้อเช้าให้เต็มที่ซึ่งจะทำให้อิ่มได้นานและไม่หิวในมื้อเย็น อาหารมื้อเย็นนั้นจะต้องมีแป้งและน้ำตาลน้อยๆ หรือไม่มี แต่เน้นหนักที่พืชผักผลไม้สดและโปรตีนเพื่อช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอจากการใช้ชีวิตประจำวัน

ออกกำลังกาย แบบคาร์ดีโอ ให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าปกติอย่างน้อยร้อยละ 20 ถ้าทำเป็นประจำจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายโดยเฉพาะไขมันชนิดไม่ดี

ควบคุมปริมาณของพลังงานจากอาหาร หรือ Caloric restriction จะทำให้ได้พลังงานน้อยเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะควบคุมน้ำหนัก ซึ่งอาจจะทำได้ง่ายๆ ด้วยการรับประทานอาหารในช่วงเวลา 12 ชั่วโมง และหยุดรับประทาน 12 ชั่วโมง และถ้าสามารถกระทำร่วมกับการเดินสัก 10 นาที หลังจากรับประทานอาหารทุกมือแล้วก็จะช่วยทำให้มีระดับของน้ำตาลในกระแสเลือดไม่สูงเกินไป ร่างกายจึงใช้ฮอร์โมนอินซูลินน้อยลงในการควบคุมระดับน้ำตาล ผลที่ตามมาก็คือจะช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนจากสมอง ที่เรียกว่า Growth Hormone ได้ดีขึ้น มีผลช่วยทำให้จิตใจดี อารมณ์ดี นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อและเผาผลาญไขมันตามธรรมชาติอีกด้วย


ที่มา :


รู้เท่าทัน พร้อมแนะวิธีปรับพฤติกรรมดีๆ นำมาใช้ดูแลสุขภาพในยุคดิจิทัล อย่างได้ผล

เจาะเรื่องจริง ‘ภัยสุขภาพจิตบนโลกออนไลน์’ จาก ‘ภาวะกลัวการตกกระแส FOMO’ ถึงด้านสว่าง JOMO ความตื่นรู้จากการเสพติดสื่อดิจิทัล

เปิดผลวิจัยเพิ่มสุขอนามัยให้ “สตรีทฟู้ด” อาหารริมบาทวิถี ตอบสนองนโยบายสร้างอาหารปลอดภัยให้คนเมือง

WHO ผนึกกำลังภาคีทั่วโลก เปิดเวทีถกปัญหาภัยจมน้ำ พร้อมแนะนำ นวัตกรรมรับมือปัญหา ‘เด็กจมน้ำ’ จากนานาชาติ