ตามเกณฑ์การวัด ‘ความยากจน’ ในหมู่บ้านชาวจีนช่วงปลายปี 1978 พบว่าระดับความยากจนของประชากรในชนบทมีมากถึง 97.5% หรือประมาณ 770 ล้านคน จีนจึงออกนโยบาย ‘แก้ปัญหาความยากจน’ และทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงได้รับการกล่าวขวัญเป็นอย่างมากในแวดวงการพัฒนาเศรษฐกิจปัจจุบัน
ทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาความยากจนได้?
นับตั้งแต่การปฏิรูปและเปิดตัวนโยบายในปี 1978 จีนใช้มาตรการทั้งระยะกลางและระยะยาวในการลดความยากจน โดยเริ่มต้นจากสงครามต่อต้านความยากจน ทำให้รายได้ในชนบทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสิ้นปี 2018 ระดับความยากจนในประเทศจีนลดลงเป็น 1.7%
ขณะนี้จีนกำลังบรรเทาความยากจนรอบใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือและใช้มาตรการเป้าหมายเพื่อขจัดปัญหาความยากจนอย่างรุนแรง
เจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดคำถาม 3 ข้อว่า
“จะช่วยเหลือใคร”
ใครช่วยได้”
และ “ทำอย่างไรจึงจะช่วยได้”?เพื่อให้ได้คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ คณะทำงานจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสอบสวนและชี้แจงสถานการณ์ในครอบครัวยากจนที่จะมีการจ้างงาน 2.78 ล้านคน โดยมีเจ้าหน้าที่ภาคสนาม 459,000 คน ทำงานเป็นแนวหน้าของการต่อสู้กับความยากจนเพื่อนำนโยบายนี้ไปใช้
เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ยังมี การสร้างอุตสาหกรรมพิเศษในประเทศ การตั้งถิ่นฐานใหม่ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาสวัสดิการสังคม โดยมีการกำหนดเป้าหมาย มาตรการเพื่อบรรลุเป้าหมาย และความแตกต่าง เพื่อให้การสนับสนุนในทางปฏิบัติแก่ผู้คนที่ยากจนจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบัน มีบริการด้านสาธารณสุขอยู่ใน 93.2% ของหมู่บ้านในจีน และโรงเรียนประถมศึกษาก็ตั้งอยู่ใกล้กับที่พักอาศัย 89.8% ของครอบครัวในชนบท
นอกจากนี้ 92% ของครัวเรือนที่ยากจนยังสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่น การต่อสู้เพื่อลดความยากจนจึงช่วยกระตุ้นกิจกรรมของคนที่กำลังต่อสู้และพยายามใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะสร้างพลังรวมที่มีประสิทธิภาพ
รายงานการต่อสู้กับความยากจนให้บทเรียนดังต่อไปนี้
1. อย่าโลกสวยในทุ่งลาเวนเดอร์ เลือกเอาแต่ด้านดีจากจีนมาใช้
อย่างที่รับรู้กันว่ารัฐอุกกาบาต (บ้านเรา) ออกแบบระบบไฮบริดมาจัดการเศรษฐกิจการเมืองของประเทศส่วนหนึ่งนั้นได้รับอิทธิพลมาจากความสำเร็จที่ผ่านมาและความมหัศจรรย์ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน
การพิจารณาแนวทางควรมีคำตอบเพื่อ ‘เพิ่มแรงงานการผลิตและเครื่องมือการผลิต โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่สำคัญของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม’ กล่าวคือ ต้องเห็นความยากจนเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เห็นชัยชนะทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ
ผู้นำจีนเริ่มต้นด้วยความจริงที่ว่า พวกเขาเปลี่ยนจาก “นารวม” ในหมู่บ้านเป็นการทำสัญญากับครอบครัวและกลายเป็นวิธีการผลิตหลัก ส่งมอบที่ดินให้คนงานในชนบท การปรับทุกระดับถูกแทนที่ด้วยการกระจายของแรงงาน อนุญาตการเป็นเจ้าของรูปแบบต่างๆ รวมถึงส่วนตัว แรงผลักดันหลักที่อยู่เบื้องหลังการปฏิรูปคือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ เขตเศรษฐกิจพิเศษเริ่มก่อตัวขึ้น ซึ่งส่งผลให้เงินทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาอย่างแท้จริง โดยมีเทคโนโลยีและวิธีการจัดการที่ทันสมัย
ดูอย่างปักกิ่งที่เปลี่ยนจากรวมศูนย์อำนาจไปเป็นการกระจายอำนาจให้ผู้แทนในท้องที่ และเสริมสร้างสถาบันสังคมนิยมแบบประชาธิปไตยเพื่อการปกครองตนเอง
นั่นคือโจทย์ที่ท้าทายอย่างมากสำหรับผู้นำของรัฐอุกกาบาต เพราะเกิดความขัดแย้งในชุดความคิดที่ต้องเลือกว่าจะรวมศูนย์หรือกระจาย ซึ่งดูแล้วเป็นไปไม่ได้ที่แนวทางแบบปักกิ่งจะตอบโจทย์นี้
2. ความกล้าหาญส่วนตัวของเติ้ง เสี่ยวผิง และผู้ร่วมงานของเขา ด้านการตัดสินใจที่จะละเมิดระบอบเผด็จการเพื่อต่อสู้กับลัทธิสังคมนิยม
เรื่องนี้ไม่เพียงเสี่ยงต่อชีวิตของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพภายในที่อาจทำให้สภาพเศรษฐกิจล่มสลายได้จากความขัดแย้งทางสังคม แต่จากการค่อยๆ ทำให้เกิดขึ้นในระบบเดิมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช้วิธีการแตกหักหรือซื้อเวลาในการปฏิรูปหรือการแก้ไขปัญหาความยากจน จนกระทั่งวัดเป็นความสำเร็จของหน่วยงานได้
นี่เป็นปัญหาของทุกคนที่ต้องแก้ไขร่วมกัน เพื่อเจตจำนงค์ร่วมกันที่จะทำให้ทุกคนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เห็นผลประโยชน์ของสังคมเหนือผลประโยชน์ส่วนตัวหรือหมู่คณะ และต้องไม่ใช่การหนีปัญหาหรือการตั้งข้อกล่าวหาต่างๆ ไม่อย่างนั้น ประเทศจะไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้
3. การปรับความสัมพันธ์รูปแบบใหม่
รัฐบาลจีนไม่ได้ใช้คำสั่งมากแต่ใช้เท่าที่ต้องดำเนินการ ซึ่งบทบาทของผู้ดำเนินการสร้างกลไกการเป็นหุ้นส่วนทางสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสังคมหลัก เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ชี้นำผู้ประกอบการ แต่เลือกจัดงานร่วมกับองค์กรธุรกิจ ชุมชนวิทยาศาสตร์ ชุมชนวิศวกรรม เพื่อกำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศร่วมกัน และพัฒนาวิธีการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น แผนงบประมาณประจำปีของรัฐจึงกำหนดโดย ‘เจ้าภาพหลัก’ ที่รวมเจ้าหน้าที่รัฐและภาคส่วนอื่นๆ เข้าด้วยกัน
กลไกการออกคำสั่งของรัฐในด้านเศรษฐกิจก็ถูกปรับเปลี่ยนเช่นกัน และเมื่อประเมินความก้าวหน้าในอาชีพของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ก็จะนำเอาผลงานจากภาคปฏิบัติที่ผ่านมาใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งระบบการบริหารการจัดการแบบนี้ ต้องสามารถสร้างการยอมรับและผู้นำต้องมีอำนาจอย่างแท้จริง
ถือว่าเป็นเรื่องยากในการปฏิรูปกลไกการบริหารการจัดการของไทย เนื่องจากรัฐรับรองการให้สินเชื่อระยะยาวและราคาถูกแก่ภาคธุรกิจ และยังรับประกันการใช้งานตามเป้าหมายในโครงการลงทุนเฉพาะเพื่อการพัฒนาภาคการผลิต
นอกจากนี้ รัฐยังให้การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่ผูกขาดตามธรรมชาติในราคาที่ต่ำ ส่วนรัฐวิสาหกิจก็มีความรับผิดชอบด้านการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีการแข่งขัน เพื่อปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของรัฐ
รัฐจะจัดการและจัดหาเงินทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนาที่จำเป็นต่อการศึกษาและการฝึกอบรม รวมถึงผู้ที่จะเป็นผู้ประกอบการซึ่งใช้นวัตกรรมและลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนนั้นขึ้นอยู่กับประโยชน์สาธารณะจากการพัฒนาเศรษฐกิจ การปรับปรุงสวัสดิการสาธารณะ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต
การหยิบเอาบทเรียนของจีนมาใช้นั้น ควรที่จะคำนึงตนเองเป็นสำคัญ ว่ามีความกล้าหาญในการตัดสินมากน้อยแค่ไหน และกล้าที่เปลี่ยนแปลงมุมมองแบบใหม่เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในกับดักชุดความคิดของตนเอง ที่น่าจะเป็นชุดปัญหาทางความคิดต่อการแก้ปัญหาความยากจน

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย











