“เรื่องจริง” ที่สร้างจาก “นิยายวิทยาศาสตร์” (ตอนที่ 2)

314

ในบรรดา “ซุป’ตาร์นิยายวิทยาศาสตร์” ไม่มีนักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์คนไหนไม่รู้จัก Jules Verne เจ้าของผลงาน A Journey to the Centre of the Earth, Around the World in Eighty Days (80 วันรอบโลก) และ Twenty Thousand Leagues Under the Sea


และ H.G.Wells เจ้าของผลงานคลาสสิก The War of the Worlds และ The Time Machine

โดยเราต้องนับเหล่า “บิดา-มารดร” ไล่ตั้งแต่ Jonathan Swift เจ้าของวรรณกรรม Gulliver’s Travels และ Mary Shelley กับผลงานชุด Frankenstein และ The Last Man

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Nineteen Eighty-Four หรือ 1984 ของ George Orwell ที่เถียงกันให้ตายผมก็นับเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ รวมถึง Niels Klim’s Underground Travels ของ Ludvig Holberg ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

เพราะนักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์พี่ไทย เขาคุ้นเคยกับ BIG 4 คือ

1. Isaac Asimov เจ้าของผลงาน The Foundation Series, The Robot Series และ I, Robot รวมถึง Nightfall, The Intelligent Man’s Guide to Science

2. Arthur C. Clarke เจ้าของวรรณกรรมวิทยาศาสตร์ 2001: A Space Odyssey, Childhood’s End, Rendezvous with Rama และ The Fountains of Paradise

3. Ray Bradbury เจ้าของผลงาน The Martian Chronicles, Fahrenheit 451, Something Wicked This Way Comes

4. Philip K. Dick เจ้าของนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง The Minority Report, A Scanner Darkly และ We Can Remember It for You Wholesale ต้นแบบภาพยนตร์ชุด Total Recall ทั้งสองเวอร์ชั่นคือ 1990 รุ่น Arnold Schwarzenegger และรุ่น Colin Farrell

โดยที่ต้องไม่ลืม Carl Sagan เจ้าของผลงานลือลั่นชุด Cosmos, Contact และ Pale Blue Dot

และ William Gibson เจ้าของผลงานคลาสสิก Neuromancer ผู้บัญญัติศัพท์ Cyberpunk  รวมถึง James O’Ehley เจ้าของบทประพันธ์ดั้งเดิมต้นแบบหนังดัง Blade Runner ทั้งสองเวอร์ชั่น นั่นเอง

ขณะที่ในทางสากลแล้ว ได้มีการแบ่งประเภท “นิยายวิทยาศาสตร์” ออกเป็นแขนงย่อยๆ มากมาย อาทิ Hard Science Fiction (Hard SF) หรือ Soft Science Fiction (Soft SF) ซึ่งบางทีก็เรียกกันว่า Social Science Fiction แค่ชื่อก็แตกต่างกันสุดขั้วแล้ว เพราะ Hard SF เขาเน้นที่องค์ความรู้ ทฤษฎี และหลักวิชาการที่ถูกต้องในการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่องหรือการอ้างอิงในเชิงวิชาการ

โดยนักเขียนระดับสากลที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของ Hard SF ที่เด่นๆ นอกจาก Isaac Asimov และ Arthur C. Clarke ก็เช่น Gregory Benford เจ้าของผลงานชุด Galactic Center Saga หรือ Geoffrey A. Landis เจ้าของผลงาน Mars Crossing, Falling onto Mars และ A Walk in the Sun

รวมถึง David Brin เจ้าของผลงาน Startide Rising และ The Postman หรือ Rudy Rucker เจ้าของวรรณกรรมชุด The Ware Tetralogy และ Vernor Vinge เจ้าของนิยายวิทยาศาสตร์ True Names, A Fire Upon the Deep และ Fast Times at Fairmont High

ส่วน Soft SF นั้นไม่มุ้งเน้นไปที่องค์ความรู้ ทฤษฎี และหลักวิชาการที่ถูกต้องในการนำเสนอในเชิงวิทยาศาสตร์ หากแต่จะอาศัยศาสตร์ด้านอื่นเป็นโครงเรื่อง อาทิ จิตวิทยา, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา, เศรษฐศาสตร์ ไปจนกระทั่งถึงรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ

โดยใช้แนวความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นพล็อตให้เกาะเกี่ยวไป

ซึ่งนักเขียนเด่นๆ ในสาย Soft SF ก็เช่น Ursula K.Le Guin เจ้าของผลงาน A Wizard of Earthsea และ Aldous Huxley เจ้าของผลงาน Brave New World และ Margaret Atwood เจ้าของผลงาน The Handmaid’s Tale เป็นต้น

ส่วนนิยายวิทยาศาสตร์แนวอื่น นอกเหนือไปจาก Hard SF และ Soft SF ก็มี Cyberpunk ดังที่กล่าวไป รวมถึงพวกแนว Time Travel หรือการเดินทางข้ามเวลา เช่น งานของ Mark Twain เรื่อง A Connecticut Yankee in King Arthur’s Court

นอกจาก Time Travel แล้วก็มีแนว Military SF หรือนิยายวิทยาศาสตร์แนวการสู้รบ เช่น Robert A. Heinlein กับผลงานชุด Starship Troopers เป็นต้น

นอกจากนี้ก็ยังมีแนว Space Opera หรือเรื่องราวในอวกาศ อันมีผลงานเด่นๆ ในแนวนี้ อาทิ ผลงานชุด The Star Trek ของ Gene Roddenberry พ้นจากแนวหลักๆ ดังกล่าว นิยายวิทยาศาสตร์ยังมีแนว Superhero Fiction เช่น Superman, Spider-Man, The Fantastic Four, The X-Men และ The Hulk เป็นอาทิ

โดยเฉพาะเรื่องราวของนิยายวิทยาศาสตร์แนว Superhuman ซึ่งสารคดี Superhuman ของ BBC ถือเป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะ Superhuman ได้นำเสนอ “เรื่องจริง” ที่สร้างจาก “นิยายวิทยาศาสตร์” นั่นเองครับ

Superhuman นำเสนอเรื่องราวของวิทยาการสมัยใหม่ที่เชื่อมร้อยกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเทคโนโลยีด้านการสาธารณสุข สารคดีชุดนี้มีทั้งสิ้น 6 ตอน ประกอบไปด้วย

1. Trauma ว่าด้วยเรื่องการรักษาอาการบาดเจ็บ

2. Spare Parts ตอนที่ 2 นี้คือเรื่องราวหลักของ DVD ชุด Superhuman ซึ่งพูดถึงอวัยวะเทียม

3. Self-Repair ว่าด้วยเรื่องวิทยาการซ่อมแซมตนเองของมนุษย์โดยอาจใช้เทคโนโลยี Stem Cell เข้าช่วย

4. The Enemy Within ปูพื้นถึงเรื่องราวของแบคทีเรียและไวรัส

5. Killer into Cures พูดถึงการนำเชื้อโรคมาบำบัดรักษาความป่วยไข้

6.The Baby Builders แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีทุกอย่างเกี่ยวกับการมีลูก

แม้ว่าจะดูจนจบทั้ง 6 ตอนเป็นเวลาหลายรอบ แต่สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุดเห็นจะเป็นตอนที่ 2 ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของ อะไหล่มนุษย์ หรือ Human Spare Parts ซึ่งพูดถึงอวัยวะเทียม

และอาจรวมถึงตอนที่ 3 คือ Self-Repair ที่ว่าด้วยเรื่องวิทยาการซ่อมแซมตนเองของมนุษย์โดยอาจใช้เทคโนโลยี Stem Cell เข้าช่วย เพราะมันเป็นเรื่องราวใหม่ๆ ที่จับต้องได้ และที่สำคัญมันเป็น “เรื่องจริง” ที่สร้างจาก “นิยายวิทยาศาสตร์” ขนานแท้และดั้งเดิมครับ

เพราะมีตั้งแต่การนำเสนอเรื่องราวของแขนเทียม ขาเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือเทียม ที่ขยับเขยื้อนและหยิบจับสิ่งของเพื่อประกอบภารกิจในชีวิตประจำวันได้เหมือนมือจริงทุกประการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจมูกเทียม และหูเทียม

เพราะในสารคดีชุด Superhuman มีการนำเสนอเรื่องราวของตาเทียมที่น่าสนใจมากๆ คือนอกจากจะเป็นอวัยวะเทียมที่มาทดแทนอวัยวะจริงแล้ว อวัยวะเทียมเหล่านั้นยังมีประสิทธิภาพและสมรรถนะที่เหนือกว่าอวัยวะจริงที่สูญเสียไปอีกต่างหาก

และแม้ว่าในตอนถัดมาคือตอนที่ 3 ซึ่งพูดถึง Self-Repair หรือเรื่องราวของวิทยาการซ่อมแซมตนเองในตัวมนุษย์โดยมีการใช้เทคโนโลยี Stem Cell เข้ามาช่วยเหลือ แม้จะสยดสยองบ้างในบางช่วง เนื่องจากมีการนำมือคนตายมาทำเป็นมือใหม่ของอีกคนหนึ่ง

หรือจะเป็นตอนการเพาะหูคนบนหลังหนู หรือการเอาเซลล์สมองหมูมาฉีดเข้าในสมองคน แต่ก็ยังเป็นตอนที่น่าสนใจอีกตอนหนึ่งซึ่งสามารถดูควบคู่กันกับตอนที่ 2 คือ Spare Parts ไปได้อย่างกลมกลืนนั่นเองครับผม


“เรื่องจริง” ที่สร้างจาก “นิยายวิทยาศาสตร์” ในบทความตอนแรก

“เรื่องจริง” ที่สร้างจาก “นิยายวิทยาศาสตร์” (ตอนแรก)