ใครช่างคิด ประดิษฐ์ Inkless Pen

236

แฟนๆ “สาลิกา” ที่เคยเห็นปากกาชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา รูปลักษณ์ก็เหมือนปากกาทั่วๆ ไป

ทว่า ที่ก้นปากกาจะมีก้อนยางใสคล้ายยางลบดินสอ แต่ไม่ใช่ เพราะนั่นเป็น “จุกลบหมึก”

ปากกาชนิดนี้ เรียกว่า “ปากกาลบได้”


แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องราวของ “ปากกาลบได้” ผมขออนุญาต พาท่านผู้อ่าน ย้อนกลับไปดูวิวัฒนาการของ Inkless Pen กันก่อนนะครับ

อันที่จริง Inkless Pen หรือ “ปากกาไร้หมึก” ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ

Inkless Pen

เพราะนิตยสาร Popular Mechanics ฉบับเดือนเมษายน ค.ศ. 1916 ได้นำเสนอไว้นานแล้วนั่นเอง

และไม่ว่าใครจะเรียก Inkless Pen อย่างไร เช่น มหาอำนาจเอเชีย อย่าง “จีน” ตั้งชื่อว่า Metal Pen หรือ “ปากกาเหล็ก”

ส่วนมหาอำนาจยุโรปยุคโบราณคือ “อิตาลี” เรียกว่า Inkless Pen หรือ “ปากกาไร้หมึก”

แต่ไม่ว่าจะเป็น Metal Pen หรือ “ปากกาเหล็ก” หรือ Inkless Pen หรือ “ปากกาไร้หมึก” ก็ล้วนหมายความถึง “ปากกาแท่งเดียวกัน” นั่นเอง

เพราะทั้ง Metal Pen หรือ “ปากกาเหล็ก” หรือ Inkless Pen หรือ “ปากกาไร้หมึก” นั้น หัวปากกาทำจาก Metallic Alloy

ดังนั้น เมื่อออกแรงกดปากกาลงบนวัสดุใดๆ หัวปากกาจะทำปฏิกิริยาเกิดรอยคล้ายดินสอขึ้น

Inkless Pen

เทคนิคนี้ทำให้ “ปากกาไร้หมึก” สามารถเขียนในน้ำได้ แหงนหน้าเขียนได้ และไม่ต้องใช้หมึกเลยตลอดอายุขัยนั่นเองครับ

ดังนั้น “ปากกาไร้หมึก” จึงเป็น “นวัตกรรม” นำสมัยเป็นอย่างมาก

เพราะความที่ปลายปากกาเป็นโลหะ ดังนั้น เมื่อเราจรดหัวปากกาลงไป มันก็จะไปทำปฏิกิริยากับวัสดุพื้นผิวที่เราเขียน กำเนิดเป็นลายเส้น หรือตัวอักษรต่างๆ ตามที่เราต้องการ

โดยความคมของลายเส้นนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับความละเอียดอ่อนของวัสดุที่เป็นพื้นผิว

ดังนั้น ก็อย่างที่เรียนไปในชั้นต้นว่า “ปากกาไร้หมึก” สามารถเขียนในน้ำได้ แหงนหน้าเขียนได้ และไม่ต้องใช้หมึกเลยตลอดอายุขัยนั่นเองครับ

เราจึงไม่ต้องกังวลว่าหมึกจะเลอะ ไม่ต้องเหลา และไม่ต้องเติมหมึกเหมือนปากกาทั่วไป

ดังนั้น นามกรของ Inkless Pen อีกชื่อหนึ่งก็คือ “ปากกาอมตะ” นั่นเองครับ

จบจากเรื่อง Inkless Pen ทีนี้ เรามาดูเจ้า “ปากกาลบได้” กันบ้าง

ผู้ค้นคิดประดิษฐ์ “ปากกาลบได้” ขึ้นเป็นบริษัทแรกก็คือ Pilot โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Frixion ซึ่งเริ่มต้นพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975

เคล็ดลับของ Frixion หรือ “ปากกาลบได้” ก็คือ “หมึกเปลี่ยนสี” หรือ Metamor Ink นั่นเองครับ

โดยเจ้า Metamor Ink นี้ก็คือ “หมึกที่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพสีได้ตามอุณหภูมิ”

Inkless Pen

กลไกภายในของ Frixion ก็คือ การทำปฏิกิริยาร่วมกันตามอุณหภูมิที่เกิดจากการเสียดสี หรือ Frictional Heat ระหว่างสารประกอบ 3 ชนิด

นั่นคือ

  1. หมึก
  2. สารสร้างสีหมึก
  3. สารเปลี่ยนอุณหภูมิ

หลักการทำงานของ “ปากกาลบได้” ก็คือ เมื่อเราใช้ “ปากกาลบได้” เขียนข้อความหรือลายเส้นลงบนกระดาษในอุณหภูมิห้อง ทันทีที่ออกแรงกด จะเกิดการกระตุ้นปฏิกิริยาของหมึก ให้ “หมึก” ผสมกับ “สารสร้างสีหมึก”

ห้วงเวลานี้ “สารเปลี่ยนอุณหภูมิ” ยังคงหลับใหลอยู่ในภวังค์

ต่อเมื่อ เรานำ “จุกลบหมึก” ซึ่งก็คือ “ยาง” ที่มีคุณสมบัติทนความร้อน เอามาลบ ยุกๆ ยิกๆ ข้อความหรือลายเส้นที่ว่าไป

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อเราถูหรือไถวัสดุใดๆ จะทำให้เกิดความร้อนจากการเสียดสีขึ้น

และเมื่ออุณหภูมิพื้นผิวของข้อความหรือลายเส้นนั้นสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่ 60 องศาเซลเซียส ขึ้นไป “สารเปลี่ยนอุณหภูมิ” ก็จะตื่นจากที่นอน

จากนั้น มันก็จะจำแนกแยกแยะ “หมึก” กับ “สารสร้างสีหมึก” ออกจากกัน

ส่งผลให้ เรามองไม่เห็น “หมึก” อีกต่อไป เพราะ “หมึก” นั้น ได้เปลี่ยนสี กลายเป็น “หมึกโปร่งแสง” นั่นเองครับ

อ่านมาถึงตรงนี้ แฟนพันธุ์แท้ “สาลิกา” ก็อาจเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า แล้วเราจะมีวิธีการใด ที่จะทำให้ “หมึก” กลับคืนสภาพดังเดิม คือปรากฏข้อความหรือลายเส้นที่เราได้เขียนเอาไว้

คำตอบก็คือ ให้เราเอากระดาษแผ่นนั้น ใส่ถุงพลาสติกผนึกแน่น แล้วนำแช่ตู้เย็นช่อง Freeze ครับ

ปล่อยไว้อย่างนั้น ที่อุณหภูมิ -10 องศาเซลเซียส “หมึก” จะเริ่มทยอยลุกจากที่นอน แต่ก็ดูเหมือนจะยังสะลึมสะลือ

โดยข้อความหรือลายเส้นของเราจะกลับมาสมบูรณ์แบบเหมือนก่อนที่เราจะใช้ “จุกลบหมึก” ถูๆ ไถๆ ไปก็ต่อเมื่ออุณหภูมิได้ลดลงไปจนกระทั่งถึง -20 องศาเซลเซียส นั่นเองนะครับกระผม


ที่มาของสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ยังมีให้อ่านอีกหลายบทความ

ใครช่างคิด ประดิษฐ์ ‘Hard Disk’ นวัตกรรมฐานราก วงการ ICT โลก

ใครช่างคิด ประดิษฐ์ “นาโน” (ตอนแรก)

ใครช่างคิด ประดิษฐ์ “ลูกบิด”