ภาครัฐ-เอกชน ร่วมพัฒนา สมาร์ทซิตี้ภาคตะวันออก นำร่อง 4 เมืองเก่า แหลมฉบังพัทยา บางแสน ระยอง

385

นับเป็นข่าวดี ไม่ใช่แค่สำหรับประชาชนในเขต 4 เมืองเก่า ‘แหลมฉบัง พัทยา บางแสน ระยอง’ เท่านั้น ที่ได้ประโยชน์จากการที่ภาครัฐประกาศเร่งผลักดัน เมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ในพื้นที่นำร่อง 4 เมือง ของ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี แต่หากโครงการนี้สำเร็จ นั่นเท่ากับว่าเราจะมีโมเดลสมาร์ทซิตี้ 4 แห่ง ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ระบบท่าเรืออัจฉริยะ ความปลอดภัย และสมาร์ทซิตี้สำหรับผู้สูงอายุ


ใส่แนวคิดนวัตกรรม ออกแบบเมืองให้สมาร์ท ดีต่อกายใจทุกคน

นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ พูดถึงที่มาของโครงการสร้างสรรค์เมืองที่เกริ่นมาข้างต้นนี้ว่า

นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ // facebook.com/asafanpage

“นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีมาก ที่ทางภาครัฐได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการผลักดันการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและเมืองแห่งนวัตกรรม ซึ่งต้องอาศัยองค์ประกอบหลายปัจจัยทั้งการวางผังเมือง การออกแบบสิ่งปลูกสร้างที่สามารถตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในยุคปัจจุบันอย่างชาญฉลาด รวมถึงการหยิบเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างความสะดวก สบาย และปลอดภัยให้กับประชาชน” 

“โดยเมืองอัจฉริยะและเมืองนวัตกรรมจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญให้ประเทศไทยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและจัดการเมืองที่มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านที่อยู่อาศัยที่สะดวกสบาย สร้างเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า รวมถึงมีสังคมและมีความสุขอย่างยั่งยืน”

โดย คุณอัชชพลได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภาครัฐตั้งเป้าพัฒนาให้ 10 เมือง ใน 7 จังหวัด กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นเมืองอัจฉริยะ ซึ่งมุ่งเน้นการออกแบบที่ดี และการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนเพื่อพัฒนาเมืองน่าอยู่ ทันสมัย และจะขยายสู่ 100 เมือง 77 จังหวัดทั่วประเทศภายในปี 2565 เพื่อเป็นศูนย์กลางเมืองอัจฉริยะอาเซียน และร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กันในภูมิภาค เพื่อผลักดันอาเซียนให้ทัดเทียมกับภูมิภาคอื่นของโลก พร้อมทั้งในโอกาสนี้ นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ยังได้แจ้งข่าวงานประชุมวิชาการที่น่าสนใจด้วยว่า

ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐบาลและนำเสนอเทคโนโลยี วิทยาการ การออกแบบเมืองนวัตกรรม และเมืองอัจฉริยะ ทั้งการออกแบบโครงสร้างอาคาร ที่อยู่อาศัยและประโยชน์การใช้สอยอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางสมาคมฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรจัดงาน ASA Real Estate Forum 2019 ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Smart & Innovative Cities for all” ในวันที่ 8 พ.ย. นี้ ที่สยามพารากอน โดยงานนี้เปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าชมงานได้ด้วย


เผยแนวคิดสร้าง 4 เมืองเก่า แหลมฉบัง พัทยา บางแสน ระยองเป็นว่าที่สมาร์ทซิตี้แห่งอีอีซี 

ด้าน นายภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) อธิบายเพิ่มเติมถึงกรอบพัฒนาเมืองนำร่องในพื้นที่อีอีซีว่า

นายภาสกร ประถมบุตร

“การสร้างเมืองอัจฉริยะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้กำหนดกรอบการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะต้องอยู่ในแนวทางการพัฒนา 7 ด้าน ได้แก่

  1. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ Smart Environment
  2. การปกครองอัจฉริยะ Smart Government
  3. การสัญจรอัจฉริยะ Smart Mobility
  4. พลังงานอัจฉริยะ Smart Energy
  5. เศรษฐกิจอัจฉริยะ Smart Economy
  6. การใช้ชีวิตอัจฉริยะ Smart Living
  7. ประชาชนอัจฉริยะ Smart People

“โดยองค์ประกอบของสมาร์ทซิตี้จะต้องประกอบด้วย 2 ด้าน ซึ่งจะมี 1 ด้านเป็นหลัก ได้แก่ Smart Environment สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ และอีก 1 ด้านจะพิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่” 

ทั้งนี้ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะในมุมมองของ DEPA ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีไฮเทค ชั้นสูง แต่ต้องเป็นเมืองที่ออกแบบเพื่อตอบสนองต่อความเป็นอยู่ของประชาชนได้ตรงจุดและเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ โดยจะต้องเริ่มตั้งแต่การระดมความคิดของคนในชุมชนเพื่อหาความต้องการของเมืองให้ได้

เมื่อได้ความต้องการของเมืองแล้วก็จะต้องดู เรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะต้องมีอะไรบ้าง จากนั้นค่อยเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาร่วมหารือ จัดทำแผนธุรกิจที่เหมาะสมเพื่อให้สมาร์ทซิตี้แต่ละด้านสามารถเลี้ยงตัวเอง สร้างผลกำไรต่อไปได้

เพื่อให้เห็นภาพแนวทางการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ในเมืองนำร่องทั้ง 4 แห่ง แหลมฉบัง พัทยา บางแสน ระยอง คุณภาสกร ได้ยกตัวอย่างคอนเซปต์และโมเดลการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ ทั้ง 4 แห่ง แบบสังเขปให้ฟังดังนี้

“การพัฒนาสมาร์ทซิตี้ในอีอีซี ยึดคอนเซปต์การยกระดับเมืองเก่าให้เป็นสมาร์ทซิตี้ เพราะเมืองนำร่องทั้ง 4 เมือง บางแสน พัทยา แหลมฉบัง และเมืองระยอง ได้ชื่อว่าเป็นเมืองเก่าที่มีประวัติการอยู่อาศัย ทำมาหากิน รวมทั้งบางแห่งยังมีความสำคัญในฐานะเมืองท่า เมืองพักผ่อนหย่อนใจ เมืองอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวางแผนการออกแบบและพัฒนาเมืองอย่างรอบคอบ”

เมืองแหลมฉบัง
ท่าเรือแหลมฉบัง

โดยการพัฒนาเมืองเก่าแหลมฉบัง จะเน้นไปที่การพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ เนื่องจากในขณะนี้การจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบังในวันพฤหัส-เสาร์ จะติดขัดมาก จึงต้องนำระบบอัจฉริยะมาบริหารจัดการท่าเรือ โดยการนำเซ็นเซอร์มาติดตั้งและใช้ระบบไอโอที เพื่อให้การบริการจัดการมีประสิทธิภาพสูงสุด ให้เป็นพื้นที่เมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะบริเวณรอบท่าเรือ และเป็นเมืองที่มีความปลอดภัย

นอกจากนี้ แหลมฉบังและพัทยายังได้รับการวางแผนให้พัฒนาเป็นเมือง Smart Living ที่ทำให้ผู้คนเข้าถึงไลฟ์สไตล์แบบอัจฉริยะ มีความปลอดภัย นี่เป็นสาเหตุให้ทั้ง 2 เมืองนี้จะเป็นเมืองแรกๆ ในพื้นที่อีอีซีที่มีการติดตั้งระบบซีซีทีวี และระบบวิเคราะห์ตรวจจับใบหน้าอัจฉริยะ เพื่อคัดกรองอาชญากร บุคคลต้องสงสัย และอาชญากรข้ามชาติแบบที่ใช้ในเมืองใหญ่ของจีน ซึ่งผู้บริหารดีป้า ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงโครงการนี้ว่า

ชายหาดเมืองพัทยา

“โครงการติดตั้งระบบกล้องซีซีทีวี และระบบตรวจจับใบหน้าจะมีบริษัทเอกชนเข้ามาลงทุน และดีป้าให้เงินสนับสนุนประมาณ 10 ล้านบาท เมื่อโครงการเดินหน้าครบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2562 บริษัทที่ได้รับทุนสนับสนุนจะต้องเลือกที่จะคืนเงินทุนให้กับภาครัฐ หรือคืนเป็นหุ้น เพื่อให้มีเงินนำไปหมุนเวียนให้กับโครงการอื่นต่อไป”

“นอกจากนั้น โมเดลธุรกิจของสมาร์ทซิตี้เมืองแหลมฉบังและพัทยา บริษัทผู้ลงทุนติดตั้งกล้องและระบบซีซีทีวี จะได้รับเงินสนับสนุนจากโรงแรมและร้านค้าภายในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยให้กับลูกค้าและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รวมทั้งขายเดต้าหรือข้อมูลเชิงลึกภายในพื้นที่ เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปใช้ในการวางแผนธุรกิจ ซึ่งจะเป็นโมเดลที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์และโครงการนี้อยู่ได้”

ชายหาดบางแสน

ส่วนเมืองบางแสน จะมุ่งเน้นการเติบโตไปเป็นสมาร์ทซิตี้ด้าน Smart Living เพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุเป็นหลัก เนื่องจากต้องยอมรับว่า เมืองบางแสน ไม่ได้มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสู้เมืองท่องเที่ยวดั้งเดิมอย่างพัทยาได้ ทางผู้ดำเนินโครงการทั้งภาครัฐและตัวแทนภาคเอกชนจึงเห็นตรงกันว่า ควรวางยุทธศาสตร์สมาร์ทซิตี้สำหรับบางแสน โดยมุ่งเน้นดึงชาวต่างชาติและผู้สูงอายุให้เข้ามาพักผ่อนระยะยาวในพื้นที่บางแสน

ด้วยเหตุนี้ เทศบาลเมืองบางแสนจึงได้ร่วมกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพวางระบบดิจิทัลและอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ระบบไอโอทีติดตัวผู้สูงอายุ เพื่อดึงดูดให้ผู้สูงอายุต่างชาติเข้ามาพำนักระยะยาวในไทย

อู่ตะเภา เมืองการบินภาคตะวันออก
เมืองการบินอู่ตะเภา
EECi วังจันทร์วัลเลย์
เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซีไอ)

ขณะที่เมืองใหม่ที่จะเป็นสมาร์ทซิตี้ เช่น เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) ก็จะอยู่ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) และเมืองการบินอู่ตะเภา ก็เช่นกัน ดังนั้น ระยอง จึงมีทิศทางการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับการเป็นเมืองอัจฉริยะรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทค และบุคลากรด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล การบิน และการสร้างนวัตกรรมใหม่ นั่นเอง


ที่สุดแล้ว ทางดีป้าได้เพิ่มมุมมองในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ ว่าจะมีการวางโครงสร้างระบบไอทีที่ทันสมัย โดยเฉพาะระบบ 5G เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะระบบดิจิทัลต้องสื่อสารด้วยการส่งผ่านข้อมูลที่รวดเร็ว เนื่องจากทำให้อุปกรณ์ไอโอทีเชื่อมโยงกันได้หลายล้านชิ้น ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ใช้พลังงานลดลงสามารถติดตั้งเซ็นเซอร์ต่างๆ ได้มากขึ้น เช่น การนำรถยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนได้เองเข้ามาใช้ในพื้นที่ จำเป็นจะต้องมีระบบ 5G เข้ามารองรับด้วย


ที่มา : ข่าวเขตเศรษฐกิจพิเศษ เรื่อง “รัฐดัน 4 เมืองเก่า สมาร์ทซิตี้” (3 ตุลาคม 2562) ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จากเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ REIC


เปิดประเด็นเรียนรู้การสร้าง สมาร์ทซิตี้ ในอีกหลากหลายมุมมอง 

เปิดหน้าต่างมอง ‘สมาร์ทซิตี้ จีน’ เชื่อมสังคม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีได้จริง

ยกระดับ ‘กรุงเทพฯ สมาร์ทซิตี้’ สู่ ‘เมืองท่องเที่ยวเดินสบาย’ ด้วยการพัฒนา ย่านเดินได้ เดินดี

‘เนินสำลี’ แลนด์มาร์กใหม่ในระยองที่ Origin เลือกผลักดันให้เป็นสมาร์ทซิตี้