โลกการเงิน การธนาคาร จะอยู่รอดอย่างไรในยุคแห่งการดิสรัปชัน ฟังคำตอบจาก ‘อรพงศ์ เทียนเงิน’ ซีอีโอ SCB

2378

ในวงการสัมมนาวิชาการประจำปี ACMA Business Forum 2019 หัวข้อ “Digital Transformation – A Paradigm Shift for Leaders” นอกจากจะฉายภาพหนทางการอยู่ให้รอดขององค์กรต่างๆ ในยุคดิสรัปชันเทคโนโลยี ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเปลี่ยนองค์กรธรรมดาไปสู่ “องค์กรดิจิทัล” แล้ว ยังมี speaker ที่เป็นกูรูในแวดวงต่างๆ อย่างแวดวงอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร ซึ่งคว้าตัว ‘อรพงศ์ เทียนเงิน’ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาพูดคุยเพื่อวิเคราะห์เบื้องลึก เบื้องหลัง อนาคตของธุรกิจแบงก์ไทยในมุมมองของผู้มีประสบการณ์ในฐานะผู้บริหารธนาคารมานาน


อัปเดตความเป็นไป และโอกาสรอดล่าสุดในแวดวงการเงินการธนาคาร ผ่านมุมมองของ ‘อรพงศ์ เทียนเงิน’ ซีอีโอ SCB

ในฐานะซีอีโอของ SCB คนปัจจุบัน อรพงศ์ เทียนเงิน เริ่มวาทะบนเวที ACMA Business Forum 2019 ด้วยการอัปเดตความเป็นไปและผลของดิจิทัลกับเทคโนโลยีดิสรัปชันในภาคอุตสาหกรรมการเงิน การธนาคาร ที่เขาพบเจอว่า

“แบงก์หรือธนาคาร อยู่ในจุดที่จะถูกดิสรัปต์ได้ในไม่นานนี้ ไม่ใช่อีก 5 ปีอย่างที่เคยคิด ตอนนี้ 3 ปี ก็ดูว่ายังจะนานไป กำไรรวมของธุรกิจธนาคารไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประมาณ 1 แสน 9 หมื่นล้านบาท และเป็นเช่นนี้มาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าเราอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่มีการเติบโตหรือ growth อะไรเลย เพราะตอนนี้เปรียบได้ว่าธุรกิจอยู่ในสภาพจับตัวจนแข็ง ไม่มีโอกาสที่จะไปสร้างโอกาสหรือรายได้ใหม่ๆ”

“นอกจากนั้น ตอนนี้เรายังมี strong existing player สมมุติว่าจะพลิกไปที่ตลาดบัตรเครดิต top 3 ที่จะเอ่ยชื่อมา มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์แล้ว หรือถ้าจะพลิกไปลุยเรื่องการให้สินเชื่อ การส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ หรือแม้แต่ในตลาด corporate คุณก็ต้องรู้ว่าทุกสายงานของธุรกิจมีเจ้าตลาดทั้งสิ้น พอเป็นแบบนี้ สิ่งที่ตามมาคือ การแข่งขันจะรุนแรงมาก”

“ยกตัวอย่างเมื่อปีที่แล้ว SCB เป็นเจ้าแรกที่ออกแคมเปญ Mobile transaction ฟรีหมด ปรากฏว่าภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทุกแบงก์ตามหมดเลย จะมี infrastructure หรือไม่ ไม่สนใจกัน เพราะในเมื่อไม่มีตลาดใหม่ๆ ให้เข้าไปทำแล้ว ทุกที่เลยเป็นเจ้าตลาดในส่วนของตนเอง และทุกแบรนด์ก็ต่างนำเสนอนวัตกรรมการให้บริการใหม่ของตนเอง ทีนี้เรียกว่าไม่ต้องแข่งด้วยนวัตกรรมก็ได้ ไปแข่งกันด้วยการลดต้นทุน หรือ cut cost แทน”

“ในตอนนี้เราจึงต่อสู้อยู่ท่ามกลางสภาวะที่มีทั้งคนที่วิ่งเร็วและมีทั้งคนที่ไม่วิ่งเลยอยู่ในแวดวงนี้ ก็คงต้องมองกันไปยาวๆ ว่าใครที่จะอ่านเกมขาด เพราะในเมื่อมันแทบจะไม่มีการเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรมนี้แล้ว การลงทุนคงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายหรือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะลงทุนแล้วไม่สร้างรายได้ แต่กลับเป็นการเพิ่ม cost โดยไม่จำเป็น ดังนั้น ตอนนี้ในธุรกิจแบงก์มีผู้เล่นอยู่สามกลุ่มชัดเจน กลุ่มแรกวิ่งเร็ว กลุ่มที่สอง เคลื่อนไหวบ้าง (some what between) กับกลุ่มสุดท้าย ไม่วิ่งเลย”

“ขณะเดียวกัน มองไปข้างนอกเราก็เห็นว่ามันมี Big disruptor รออยู่ แต่เดิมเราคิดว่าเขาไม่น่าจะเข้ามาเล่นในสนามเดียวกันกับเราได้ แต่ตอนนี้ ไม่ใช่แล้ว เพราะพอไปนั่งคุยว่ารายได้ระยะยาว (Long term revenue) สำหรับกลุ่มบิ๊กเนมอย่าง Grab หรือ Gojek คำตอบที่ได้มาจะเหมือนกันเลย คือ ปล่อยกู้ ซึ่งแต่เดิมมันคือธุรกิจของแบงก์ ตอนนี้ถ้าพิจารณาในเรื่องของ Infrastructure กลุ่มบิ๊กเนมยังไม่มีก็จริง แต่เมื่อทุกอย่างอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นข้อมูลดิจิทัลทั้งหมด Cost advantage ของธุรกิจใหม่นี้จึงต่างกับแบงก์มากมาย”

“ที่ผ่านมา SCB เคยไปคุยกับ Grab ว่าเรามาเป็น Partner ทางธุรกิจกันไหม คำตอบที่ได้กลับมาคือ “จะมาพาร์ทเนอร์กันทำไม” เพราะตอนนี้เขาเห็นโอกาสในฐานข้อมูลในมือของคนทำมาหากินอยู่แล้วว่า แท็กซี่คันไหนตื่นกี่โมง ขับรถกี่ชั่วโมง มีรายได้เท่าไร เมื่อไรควรจะซื้อรถใหม่”

“และเนื่องจากเขาเติบโตมาจากการเป็นสตาร์ทอัพ ได้เงินลงทุนจาก Venture Capital หรือ VC ดังนั้น แหล่งเงินทุนถูกกว่าแบงก์มากมาย เพราะฉะนั้น การที่คนพวกนี้จะเข้ามาและทดแทนธุรกิจที่ธนาคารทำอยู่ จึงทำได้ไม่ยากเลย”

“ทุกวันนี้ มีธุรกิจมากมายที่แข่งกันเข้าหาศูนย์ อย่างการขายสินค้าออนไลน์ ในประเด็นเรื่อง free shipping วันนี้เราลองเข้าไปใน Aliexpress สั่งของแค่ 200 บาท ยังส่งให้ถึงบ้านฟรี ทีนี้ถามว่า ถ้าผมอยู่ในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจโลจิสติกส์ อนาคตของธุรกิจอยู่ตรงไหน ในห้วงเวลาที่รายได้กำลังวิ่งเข้าหาศูนย์ ขณะเดียวกัน ก็ต้องลงทุนมากเพื่อที่จะดำรงอยู่ในธุรกิจนี้ต่อไปได้ นี่คือภาพที่เราเห็นอยู่ในแวดวงธนาคารเช่นกัน”

“ด้าน Retail industry อย่างที่เราได้ข่าวว่า Walmart ปิดห้างไปหลายร้อยแห่ง นี่เป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่า ธุรกิจขายส่งถูกดิสรัปต์ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างในบริบทของไทย ถามว่าปีใหม่นี้ใครยังส่ง sms ไปอวยพรเพื่อนอยู่บ้าง แทบจะไม่มีแล้ว ทั้งๆ ที่ระหว่างทางเทเลคอมโตตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 2013 ที่ผ่านมา รายได้ของเจ้าใหญ่ด้านเทเลคอมของไทยดิ่งลงเรื่อยๆ เพราะมีเทคโนโลยีมาดิสรัปต์ ถึงแม้ตลาดยังโตขึ้น มีการลงทุนพัฒนา 4G จนตอนนี้ 5G จะมาแล้ว”

“นี่เป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่า ในภาพของการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางสภาพตลาดที่มีการแข่งขันกันสูงมากและไม่ได้เกิดรายได้ใหม่ การลงทุนไปกับการคิดค้นนวัตกรรม ถ้าไม่มีความชัดเจนย่อมเป็นการสร้าง cost ที่ไม่ได้สร้างรายได้”

“มาถึง ธุรกิจสื่อสารมวลชน เฮดรายใหญ่ก็ทยอยปิดตัวลง เพราะถูกดิสรัปต์ ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลา SCB ต้องการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ผมคงต้องคิดถึงสื่อมวลชน อย่างไทยรัฐ เดลินิวส์ หรือช่อง 3 ช่อง 7 ทุกวันนี้ชื่อที่เอ่ยมานี้ไม่ต้องคิดถึงเลย คิดแค่จะเข้าถึงการเสิร์ชหาของผู้คนใน Google ได้อย่างไร เพิ่มยอดไลค์ ยอดแชร์ในเฟซบุ๊กได้อย่างไร ผมจะทำการตลาดผ่าน Line official ได้อย่างไรมากกว่า”


ฟันธง “จีน” ตัวแปรสำคัญ กำหนดอนาคตการเปลี่ยนแปลงในยุคดิสรัปชันเทคโนโลยี

ประเด็นต่อมาที่ อรพงศ์ เทียนเงิน หยิบมาขยายบนเวทีสัมมนา นั่นคือ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับจีน ทั้งในฐานะแบงก์กับลูกค้า และในฐานะผู้เรียนรู้จากต้นแบบและผู้นำเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ด้วย

“ส่วนสิ่งที่เรากำลังทำกับจีนภายใต้โครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี คือ ตอนนี้เราให้ incentive กับนักธุรกิจจีนมาก มีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สนใจมาเปิด Warehouse ตอนนี้ถ้าเราเข้าไปใน Lazada แล้วซื้อของ ก็จะมีของให้เลือก ถ้าเป็นของจากไทย ส่งภายใน 3 วัน ถ้าเป็นของจากจีนส่งภายในไม่เกิน 14 วัน ถ้าใครอยากได้ของดี ของเร็ว ก็ต้องยอมสั่งซื้อของไทยที่มีคุณภาพและราคาแพง”

“สมมุติไปซื้อเสื้อตัวละ 600 บาท เวลาผ่านไป 3 เดือน จะมีเสื้อเชิ้ตเหมือนกันเลย แต่ราคา 300 บาท นั่นเพราะมีคนคอยมอนิเตอร์ตลอดเวลาว่า ของอะไรขายดี”

“และเนื่องจากจีนมีฐานข้อมูลที่ไม่ใช่แค่ของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังมีฐานข้อมูลของผู้ผลิตที่ใหญ่มาก จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่แสดงความต้องการไปว่าอยากได้ของแบบนี้ แต่ต้นทุนการผลิตต้องลดลงครึ่งหนึ่ง รับรองว่ามีคนทำให้ได้แน่นอน และอีกหน่อยเมื่อมี warehouse มาอยู่ที่สัตหีบ จะสามารถส่งของได้ภายในวันเดียว ถึงตอนนั้น ที่บอกว่าดิจิทัลจะเพิ่มโอกาสให้คนตัวเล็ก ในมุมมองของผม ผมกลับคิดว่า ในวันนั้นคนตัวเล็กจะไม่มีที่อยู่”

“เพราะต่อไปสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้ามี warehouse ที่สัตหีบ บริษัทที่เข้ามาก็ไม่ต้องเสียภาษีอะไร เนื่องจากทางเราให้ incentive เขามโหฬารอยู่แล้ว นี่คือภาพที่ทั้งประเทศจะเห็นพร้อมกันว่า Digital disruption for real คือ ดิจิทัลดิสรัปชันเกิดขึ้นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน มีโอกาสได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ทั้งหมด”

“เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและจะส่งผลกระทบกับเรามากขึ้นไปอีก ขอยกข้อมูลจาก Accenture ที่ชี้ว่า ภายในปี 2020 เทคโนโลยีหลายๆ เรื่องที่ว่าจะทรงอิทธิพลถึงขั้นเปลี่ยนโลกได้ จะยิ่งพัฒนาเติบโตและมีอิทธิพลมากขึ้น ยกตัวอย่างการเกิดขึ้นของ Quantum computing ถ้าใครมีเวลาผมแนะนำให้ไปอ่านข้อเขียนของ BBC ที่ระบุว่า Quantum computing เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกปัจจุบัน”

“เราเกิดมาในโลกของ 1 กับ 0 แต่ในโลกของควอนตัม เนื่องจากมันใช้อะตอม จะเป็น 1 ก็ได้ หรือเป็น 0 ก็ได้ หรือเป็น 1 และ 0 ในเวลาเดียวกันก็ยังได้ เทียบให้ดูว่า คอมพิวเตอร์ที่เก่งที่สุดในโลกที่แข่งกันทุกวันนี้ มีประสิทธิภาพการทำงานได้ประมาณ 10 ยกกำลัง 6 transactions ต่อวินาที ขณะที่ Quantum computing จะทำงานได้ 10 ยกกำลัง 100”

“ถ้าถึงวันนั้น อะไรก็ตามที่เราคิดว่าทำไม่ได้ในวันนี้ ในวันนั้นและอีกไม่นานจะทำได้แล้ว แค่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า อีกไม่นานนั้น ต้องใช้ระยะเวลาแน่ชัดคือเท่าไร ซึ่งตอนนี้ IBM เป็นเจ้าแรกที่เริ่มให้บริการในระบบ Quantum computing ในโลกของการพาณิชย์ หรือ Commercial และเงินที่ลงไปในธุรกิจเหล่านี้เป็นหลักหลายพันล้าน US Dollars“


พยากรณ์อนาคต แบงก์จะถูกดิสรัปต์ในทิศทางใดได้บ้าง

มุมมองด้านการพยากรณ์อนาคตของธุรกิจการเงินการธนาคารหรือแบงก์ จะถูกดิสรัปต์ในทิศทางใดบ้าง ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อรพงศ์เลือกที่จะพูดถึง

“จากประสบการณ์ที่ผมไปดูงานที่ WeBank ประเทศจีน เป็นแบงก์ของ Tencent ที่นั่นปล่อย Unsecure lending ที่ 18 เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่ามียอดเสียไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ เขาทำได้ เพราะมีฐานลูกค้าสูงมาก” 

“ผมถามว่า คุณมีคุณสมบัติของลูกค้า 1 คน อยู่กี่ข้อ คำตอบคือ 7,000-10,000 ข้อ นั่นแปลว่า คนหนึ่งคน เขาสกัดข้อมูลออกมาได้อย่างน้อย 7,000 ข้อ (terms) คิดดูว่าตัวเรายังไม่รู้จักตัวเองขนาดนั้นเลย แต่บริษัทเหล่านี้รู้จักตัวเราและระบุออกมาได้อย่างน้อย 7,000 ข้อ”

“ยกตัวอย่าง ในเดือนสิงหาคมปีหน้า ลูกค้าคนหนึ่งต้องส่งลูกเข้าเรียนและด้วยฐานะทางการเงินแล้ว ลูกค้าไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมแน่นอน เมื่อวิเคราะห์ได้แบบนี้ บริษัทก็จะส่งข้อเสนอมาเลยโดยคำนวณจากพื้นฐานความสามารถในการกู้ ว่าคนนั้นสามารถ afford การกู้ยืมได้ในวงเงินเท่าไร มีความเป็นไปได้สูงมากที่คนคนนั้นจะตอบรับข้อเสนอนั้น เพราะเป็นจุดที่ต้องการใช้เงินพอดี ด้วยวิธีนี้เอง ที่ทำให้เขาปล่อยเงินกู้ได้ โดยมียอดเสียต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์”

www.chinadaily.com.cn

“แต่สถานะที่เราเผชิญตอนนี้ ถ้าเราปล่อย Unsecured loan แบบเขา ยอดเสียเป็น 2 หลักแน่นอน ถึงตอนนี้ เราต้องคิดต่อไปด้วยว่าเราต้องแข่งกับคนที่มีความสามารถมากกว่าเรา 10 เท่า แต่มีต้นทุนต่ำกว่าเรา 10 เท่า เราจะแข่งกับเขาอย่างไร และสถานการณ์ที่พูดมานี้ มาอย่างรวดเร็วแน่นอน”

“เนื่องมาจาก Trade war ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลให้นักลงทุนจีนเข้ามาในเมืองไทยไม่น้อย ยกตัวอย่าง SCB ตอนนี้ มีหน่วยงานที่ชื่อว่า Digital Ventures ตั้งขึ้นเพื่อปูทางแบงก์ไปร่วมลงทุนในเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ เพราะเราอยากเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ตรงนั้นมาใช้ให้เร็วที่สุด จากแต่ก่อน เราไปติดต่อกับสตาร์ทอัพจีน เขาไม่คุยกับเรานะ เพราะทุนของเราน้อยมาก แค่ 50 ล้านเหรียญ ขณะที่เจ้าอื่นเขาคุยกันเป็นหลักพันล้าน”

“ประเด็นต่อมา คือ ตลาดเราเล็กมาก เขาอยากไปเจาะตลาด US หรือตลาดยุโรปมากกว่า แต่ในตอนนี้ ที่เกิด Trade war ขึ้น ผมมีสตาร์ทอัพจากจีนวิ่งมาหา สัปดาห์ละอย่างน้อย 2 ราย”

“หนึ่งในนั้นมีสตาร์ทอัพที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเอไอ ที่สามารถปล่อย loan ได้ โดยใช้เทคโนโลยีวิดีโอคอนเฟอเรนท์วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของคู่สนทนา จากคำตอบว่า เขามีแหล่งรายได้ทางไหนบ้าง ลงทุนอะไรไว้บ้าง และเอไอนี้ก็จะประมวลผลออกมาเป็นวงเงินกู้ยืมที่แพงกว่าเดิม”

“นี่ทำให้เรารู้ว่า 3 ปีที่ผ่านมา ที่เราลงเงินไปกับการคิดค้นเทคโนโลยีทางการเงิน ทั้งที่เกี่ยวกับเอไอ หรือบล็อกเชน มาวันนี้เมื่อมีการเปรียบเทียบกับชาติที่มีศักยภาพและความสามารถในการคิดค้นเทคโนโลยีด้านนี้ที่มากกว่าแล้ว มันเทียบกันไม่ได้”

“ตอนนี้ผมมีคอนเนคชันทั้งกับสตาร์ทอัพจีนที่โฟกัสเฉพาะการสร้างเอไอด้าน Loan สำหรับธุรกิจเสริมสวย บอกเลยว่า very niche and very deep คือเฉพาะทางและลึกมาก ซึ่งผมมี wealth platform ที่สามารถทำข้อเสนอให้กับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไปได้ด้วย”

“อย่างที่หลายฝ่ายคิดว่าเทรนด์จะเคลื่อนที่ เปลี่ยนโฟกัสจาก individual ไป crowd แต่โดยส่วนตัว ผมคิดว่า เทรนด์กลับเคลื่อนมาโฟกัสที่ individual มากกว่า เพราะเอไอรู้รายบุคคลเลยว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ ผมต้องการอะไร หรือรู้ลึกไปถึงว่า ผมมีความปรารถนา มีศักยภาพที่จะจ่ายมากน้อยขนาดไหน”

“มาถึงในบริบทของแบงก์ ถามว่าตอนนี้เราทำอะไร มาตรการแรกที่เราโฟกัสคือ Lean the bank เพราะตอนนี้ cost ของเราประมาณ 48 เปอร์เซ็นต์ และเราเชื่อว่าเราจะแข่งกับดิสรัปเตอร์อื่นได้ เราต้องเอาลงมาให้ได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเทียบปีนี้ จำนวน Financial Transaction ผ่านสาขาของไทยพาณิชย์เหลืออยู่แค่ 4 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 96 เปอร์เซ็นต์มาทางดิจิทัล แต่คำถามคือ ทำไม cost ของเราไม่ลดลงเท่าไร”

“สาเหตุคือ เราติดกับ infrastructure ของเดิม แบบที่ยังขยับไม่ได้มาก ต้องบอกตามตรงว่า ทางทฤษฎี เราควรเอาคนออกเพราะงานไม่มีแล้ว แต่ในความเป็นจริง ในทางปฏิบัติ เราทำได้ยากมาก กลับมาที่ว่า Cost to income จะทำอย่างไรจึงจะลงมาได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มันทำได้ยากมาก”

“มาถึงมาตรการที่สอง ตอนนี้ Financial transaction มาทางดิจิทัลเกือบทั้งหมดแล้ว เราต้องคิดว่าตอนนี้จะทำอย่างไรให้ฐานลูกค้าในระบบดิจิทัลใหญ่ขึ้น และต่อมาเมื่อมีฐานข้อมูลลูกค้าออนไลน์ ทีนี้จะเอาฐานข้อมูลลูกค้าตรงนี้มาต่อยอดเป็น Assist business หรือธุรกิจข้างเคียงได้อย่างไร อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายไม่น้อยเลย”

“ตอนนี้ การทุ่มไปที่นวัตกรรมอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เพราะองค์กรอื่นที่ไม่ได้ innovative เขาก็อาจไปสร้างจุดแข็งมาแข่งขันกับเราในแง่อื่น ไม่มีใครยอมเสียส่วนแบ่งการตลาด หรือ Market share ตรงนี้ไป เพราะสมรภูมินี้ไม่ได้ชี้วัดกันว่า คุณมีนวัตกรรม แล้วเกมจบได้ การนำข้อมูลที่มีอยู่มาต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ให้ก้าวนำคู่แข่งไปอีกขั้น จึงสำคัญกว่า”

“ดังนั้น ประเด็นสำคัญและท้าทายต่อมาคือ ทำอย่างไรที่จะ Set up bank as a platform แต่ก่อนผมมีเงิน ผมอยากได้ดอกเบี้ยจึงวิ่งมาหาแบงก์ ผมอยากทำธุรกิจ อยากได้เงินกู้ จึงวิ่งมาหาแบงก์ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ผมมีเงิน มีทางเลือกมากมาย สามารถซื้อกองทุนรวมหรือ Mutual fund ได้ ถ้าเอาจีนเป็นตัวอย่าง ตอนนี้คนเอาเงินเข้า Alipay หรือ Aliwallet ก็สามารถลงทุนใน Mutual fund ได้เลย ไม่ต้องผ่านแบงก์”

“หรือตอนนี้ อยากทำธุรกิจก็วิ่งหา VC ได้เงินในอัตราที่มากกว่ากู้จากแบงก์เยอะ เพราะ VC คำนวณการให้ทุนตาม revenue เพราะฉะนั้น ด้วยวิธีนี้จึงระดมทุนได้มากกว่าที่คาดคิด”

“เทรนด์ตอนนี้ เงินไปอยู่ที่แวดวงสตาร์ทอัพมาก ซึ่งท้าทายและน่าดึงดูดกว่ามาก อย่างตอนนี้ VC ให้ Value สตาร์ทอัพ 10 เท่าของ revenue เพราะฉะนั้น growth มันอยู่นอกอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารไปแล้ว ทางแบงก์ก็ต้องคิดว่าเราจะเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจแบงก์ได้อย่างไร โดยยังคงมีสายสัมพันธ์กับทางแบงก์”

“สุดท้าย ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมการเงินการธนาคารหรือแบงก์เท่านั้น ที่ต้องลุกขึ้นมาตระหนักว่าต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม อย่างรวดเร็ว เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่ามันมีวัฏจักรการเปลี่ยนแปลง มี Up cycle มี Down cycle เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว มันเป็นโลกของ Displacement ไปแล้ว”

“ต้องยอมรับว่าความอยู่รอดของธุรกิจจะสั่นคลอนถ้ามีคนมาดิสรัปต์แล้วไม่สามารถต่อสู้ ไม่สามารถผันตัวได้ ธุรกิจนั้นก็ย่อมหายไป อย่างที่เราได้เห็นกันว่า มีธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ล้มลงและปิดกิจการไป โดยจุดที่แต่ละธุรกิจนั้นล้มอยู่ในระดับที่สูงมาก คือ ไม่ได้ตายจากจุดที่ทำธุรกิจได้ไม่ดี ประสบปัญหา แต่ตายจากการผ่านจุดที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งสิ้น”

“มาในตอนนี้ ผมอยากให้ทุกท่านลองเอาโมเดลที่ผมเล่ามาจากภาคการเงินการธนาคาร ที่ไทยพาณิชย์ เจอ ลองไปสกัดและวิเคราะห์กับธุรกิจของท่าน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม ที่จะอยู่รอดอย่างสวยงามต่อไปในยุคดิสรัปชันเทคโนโลยี เพราะธุรกิจสื่อ การท่องเที่ยว เทเลคอม เจอมากันหมดแล้ว แบงก์กำลังจะเจอ แล้วอย่างนี้ ใครบ้างที่จะไม่เจอกับสถานการณ์แบบนี้?”


ที่มา : เรียบเรียงจาก การสัมมนาวิชาการประจำปี ACMA Business Forum 2019 หัวข้อ “Digital Transformation – A Paradigm Shift for Leaders” เผยแพร่ทางช่อง Youtube : Money Chat Thailand


ยังมีมุมมองและคำแนะนำจากกูรูเฉพาะทาง แนะแนวทางการอยู่รอดขององค์กร ภาคอุตสาหกรรม ในยุคดิสรัปชันเทคโนโลยี

The Unicorn’s Yoda เมื่อ Mark Zuckerberg เรียกข้าว่า “อาจารย์” (ตอนแรก)

‘สาธิต ปิตุเตชะ’ กับ แซนด์บ็อกสาธารณสุข โมเดลการให้บริการทางการแพทย์ รับการพัฒนาเมืองแบบขยาย

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าแบงก์ชาติ กับ 3 แนวทาง ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทย รับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยั่งยืน