CAS สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ผสานพลัง ไทย เปิดตัว Innovation Hub แห่งแรกในสยามประเทศ

244

ความสัมพันธ์ ไทย-จีน ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว โดยโครงการระหว่างประเทศที่จะนำมาบอกเล่าครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง เอสซีจี และ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences – CAS) ซึ่งเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์ระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเป็นแหล่งกำเนิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญของจีน นับเป็นก้าวสำคัญของการร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยเม็ดเงินลงทุนถึง 100 ล้านหยวน หรือราวๆ 500 ล้านบาท เพื่อตั้ง Innovation Hub แห่งแรกในไทย

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ชัดเจนที่จะระดมทัพนักวิจัย เพื่อพัฒนาสุดยอดเทคโนโลยีด้วยความร่วมมือกับ จีน ที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศชั้นนำของโลกด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ความร่วมมือครั้งนี้ ไทยจึงได้ประโยชน์ไม่น้อย


ชวนไปทำความรู้จัก สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) ให้มากขึ้นก่อน

จากบทความที่เผยแพร่ใน Facebook : China Report ASEAN – Thailand ได้แนะนำให้รู้จัก สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences) เรียกสั้นๆ ว่า แคส (CAS) เป็นองค์กรด้านการวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก และอยู่ในฐานะสถาบันวิทยาศาสตร์ระดับสูงของจีน มีหน้าที่พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่มากในจีน มีสถาบันวิจัยมากกว่า 100 แห่ง มีนักวิจัยและทีมงานกว่า 70,000 คน มีเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 800 คน และทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยอีก 3 แห่ง

CAS เริ่มต้นความร่วมมือกับ เอสซีจี องค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมของไทยและภูมิภาคอาเซียน เริ่มวิจัย พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ (กรุงเทพ) ก่อกำเนิดสถาบัน SCG-CAS Innovation Cooperation Center (Bangkok) แห่งแรกในไทย ซึ่งเป็นสาขาที่ 9 ของโลก ด้วยเม็ดเงินสนับสนุนรวมกว่า 100 ล้านหยวน หรือประมาณ 500 ล้านบาท สำหรับเป็นต้นทุนนักวิจัย เทคโนโลยี สถานที่ เครื่องมือในการวิจัยและพัฒนา ผลตอบแทนจากการสร้างสรรค์นวัตกรรม


เปิดความร่วมมือ 5 ด้าน ดัน Innovation Hub แห่งแรกในไทย แหล่งสร้างนวัตกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก

ในโอกาสแถลงข่าวความร่วมมือระหว่างเอสซีจี กับสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ (กรุงเทพฯ) สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน หรือเรียกสั้นๆ ว่า SCG CAS ICCB Innovation Hub นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

“ที่ผ่านมา เอสซีจีจะสร้างความร่วมมือกับสถาบันและองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพองค์ความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เอสซีจีมีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วภูมิภาคอาเซียน เช่น บรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้บริโภค โดยผลิตสินค้าที่แข็งแรงแต่ใช้เม็ดพลาสติกน้อยลง และโซลูชันที่ช่วยแก้ปัญหาการก่อสร้างครบวงจร”

ด้วยการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมล้ำสมัยนี้ ส่งผลให้ในปี 2561 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) มากถึง 184,965 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของยอดขายรวม โดยมีงบวิจัยและพัฒนานวัตกรรม 4,674 ล้านบาท คิดเป็น 1% ของยอดขายรวม

ต่อมา คุณรุ่งโรจน์ ได้ระบุถึงภารกิจของ Innovation Hub แห่งแรกในไทยไว้ว่าจะครอบคลุม 5 ด้าน คือ

หนึ่ง ตั้งศูนย์ความร่วมมือ “SCG-CAS ICCB Innovation Hub”

ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยพัฒนา Open Innovation Center ของเอสซีจีบางส่วน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งในการสร้างความร่วมมือกับภายนอก ให้เป็นพื้นที่สำหรับการจัดแสดงผลงานนวัตกรรม รวมถึงมีพื้นที่ห้องทดลองทำวิจัยและพัฒนาต่อยอด

นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังเปิดกว้างสำหรับการบ่มเพาะธุรกิจและการทดลองเชิงพาณิชย์ (Startup incubation and acceleration) เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพจากจีนที่มีศักยภาพและสนใจมาทำธุรกิจในอาเซียนร่วมกับเอสซีจี ทั้งในรูปแบบของการให้คำปรึกษา การทำโครงการร่วมกัน หรือการทดลองใช้นวัตกรรมเพื่อขยายตลาด เป็นต้น

สอง นำเทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วเบื้องต้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย

ผ่านการถ่ายทอดและอนุญาตให้ใช้สิทธิในเทคโนโลยี ทั้งในรูปแบบการนำเทคโนโลยีที่ CAS หรือเครือข่ายสตาร์ทอัพของ CAS มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในด้านอื่นหรือพัฒนาเป็นโซลูชันใหม่ของเอสซีจี และการขออนุญาตใช้สิทธิในเทคโนโลยีหรือทรัพย์สินทางปัญญาของ CAS ที่มีความจำเพาะเพื่อนำมาพัฒนานวัตกรรม

สาม ร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของเอสซีจี โดยนักวิจัยเอสซีจีและนักวิจัยจาก CAS

สี่ เป็นแหล่งบ่มเพาะเพื่อพัฒนาบุคลากรของไทยและจีน

ผ่านการอบรมเฉพาะทาง การศึกษาขั้นสูง หรือการเรียนในหลักสูตรระยะสั้น ทั้งในรูปแบบของการแบ่งปันความรู้ในหัวข้อเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม

ห้า สร้างความร่วมมือด้านการลงทุน

เพื่อแสวงหาโอกาสในการลงทุนในกองทุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูงในจีน หรือศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมกันในอาเซียน

โดยเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นพัฒนา มีทั้งการสร้างอาคารอัจฉริยะ โรงงานอัจฉริยะ การจัดการมลพิษ การผลิตเม็ดพลาสติกที่มีความแข็งแรงแต่ใช้เม็ดพลาสติกน้อยกว่า นอกจากจะเป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมแล้ว ประเด็นสำคัญคือ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น


นายเจียง เปียว

ด้าน นายเจียง เปียว ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ (กรุงเทพฯ) สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน กล่าวว่า CAS ICCB CAS ICCB Innovation Hub จะมุ่งเน้น 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตซึ่งมีศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจสูง ซึ่งสอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี กำหนดไว้ นั่นคือ

  • เมืองอัจฉริยะ (Smart City) เช่น อาคารอัจฉริยะ (Smart Building) การบริหารพลังงาน (Energy management)
  • ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ (AI / Machine learning and Robotics)
  • เคมีภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Chemicals)
  • ธุรกิจพลังงานใหม่ (New Energy Business) เช่น พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) และ
  • สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Environment and Sustainability)

ทั้งนี้ CAS ICCB Innovation Hub จะตั้งอยู่ที่อาคาร INC2 Tower D สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี


ที่มา :


เรียนรู้อีกหลากหลายแง่มุมความร่วมมือ ไทย-จีน สุดสร้างสรรค์  

9 เดือนเปิดโรงงานใหม่ในอีอีซี 8 หมื่นล้าน! ‘จีน-ฮ่องกง’ ปักหมุดหลัง ‘ไฮสปีด’ ติดเครื่อง

ดู ‘จีน’ ยกระดับสร้างความเจริญก้าวหน้า แล้วย้อนดู ‘ไทย’ กับสิ่งที่ต้องร่วมกันเคลื่อนฝ่าไป!

เขตเศรษฐกิจพิเศษ ‘ติละวา-เจ้าผิวก์’ เมียนมา..ไม่เหมือนเดิม! โอกาสของไทยในการเชื่อมสู่จีนและอินเดีย