วิเคราะห์ RCEP โซนเสรีที่ไทยเลือกจีน ส่วน ‘อินเดีย’ ขอดูท่าทีก่อน

348

ตามที่วิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ไม่ถึงเดือนในเพจ Global trend 2300 ว่า โลกกำลังทำงานเป็นสองขั้ว โดยแองโกลแซกซอนและสหภาพยุโรปเป็นขั้วหนึ่ง และอินเดีย จีน, อียิปต์ อิหร่าน, ตุรกี, ญี่ปุ่น เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอีกขั้วหนึ่ง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองที่เท่าเทียมกันและคาดการณ์ล่วงหน้า


แน่นอนว่าระหว่างประเทศในเอเชียที่เปิดโอกาสให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจจริง จะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและเกิดผลดีต่อผู้มีส่วนร่วมในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ขั้วเอเชียก็ยังขาดอุดมการณ์ในกลุ่มประเทศของตนเอง

ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ณ กรุงเทพฯ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ประเด็นหนึ่งที่ทั่วโลกจับตามองคือ ความก้าวหน้าของข้อตกลงทางการค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)

ตรงนี้น่าจะมีความแจ่มชัดมากในด้านภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งระบุได้ว่า ยังขาดอุดมการณ์ของกลุ่ม ทำให้อินเดียปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสนธิสัญญาการค้า RCEP อาจก่อให้เกิดบล็อกกิจกรรมทางการค้าที่สำคัญกับกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาค ซึ่งครอบคลุมเกือบหนึ่งในสามของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจากทั่วโลก

อินเดียรอสัญญาณอะไรบางอย่าง ต้องติดตาม!!!

อินเดียมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์เบื้องต้นของตนเอง ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขในด้านวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน โดยข้อตกลงการค้า RCEP ที่จะลงนามปีหน้านั้น สร้างความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเพิ่มขึ้น การปกป้องสหรัฐที่เพิ่มขึ้นและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้เพิ่มแรงกระตุ้นให้เกิดการเจรจาและการประเมินความเป็นธรรมกับความสมดุลของข้อตกลงมากยิ่งขึ้น

ในสถานการณ์เหล่านี้ อินเดียยังกังวลเกี่ยวกับศักยภาพการนำเข้าของจีนที่เพิ่มขึ้น และอินเดียกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก การเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวหลายภาคส่วนรวมถึงภาคการผลิตกำลังประสบปัญหา และมีความยากลำบากในการสร้างงานให้เพียงพอ

นักวิเคราะห์ของ ยูเรเซียกรุ๊ป (Eurasia Group) ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ภายใต้ RCEP การเข้าถึงตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริการและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบนั้นจะง่ายกว่าภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือที่ครอบคลุมและก้าวหน้ากว่า TPP ก่อนหน้านี้ ที่เสนอโดยสหรัฐ

ข้อตกลงนี้จำกัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของการทำธุรกรรมในระยะสั้น และการไม่มีอินเดียจะทำให้ผลประโยชน์ลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะกลาง ในด้านความสำคัญเนื่องจากอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดจะค่อยๆ ลดลง

ความขัดแย้งทางการค้ายังคงมีอิทธิพลต่อวาระการประชุมระดับโลก ประเทศในเอเชียจึงต้องมองลึกลงไปและเสริมสร้างการรวมกลุ่มในภูมิภาคเพื่อรักษาและกระตุ้นการเติบโต

การยืนยันความเคลื่อนไหวของสินค้า บริการ และทุนในภูมิภาค จะช่วยรักษาตำแหน่งศูนย์กลางของอาเซียนในภาคการค้าโลก สิ่งนี้จะเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการสร้างงานในประเทศ และช่วยให้ประเทศรักษาการเติบโตไว้ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

การมีส่วนร่วมใน RCEP จะช่วยให้อินเดียรวมเข้ากับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกได้ดีขึ้น สมาชิกของการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ RCEP ไม่จำเป็นต้องเปิดตลาดในประเทศของตนในภาคบริการเท่านั้น เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและต้นทุนต่ำของอินเดียอีกต่อไป

จีนซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเขตการค้าเสรี RCEP รวมถึงอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น

แต่ภายใต้ข้อตกลงที่เคยเผชิญกับภัยคุกคามของอินเดีย ดูจะเคลื่อนไหวช้าเกินไป


รัฐบาลกรุงเทพฯ ชัดเจนในการเลือกค่าย!!!

ทางการกรุงเทพฯ เปรียบตนเองเหมือนมดน้อย บางครั้งก็สามารถช่วยพญาราชสีห์ และพญาคชสารได้ ซึ่งทางปักกิ่งคงจะได้สัญญาณเกี่ยวกับการขยายอิทธิพลทางการค้าและการคุ้มครองเส้นทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ของอินเดียเอง

นั่นหมายถึง หลายโครงการความร่วมมือในอนาคต แต่อาจจะต้องประสบปัญหาหลายอย่างตามมาหากขาดวิสัยทัศน์ เพราะ

1. จีนได้เจรจาการค้ากับหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นชาติที่นิยมผลทางปฎิบัติเป็นสำคัญ หากไม่สามารถดำเนินการได้ จีนก็พร้อมที่จะถ่ายเทการกระจายสินทรัพย์ของตนเองไปประเทศอื่นๆ ดังนั้นการจับมือกันนั้นเป็นแค่สัญญาชั่วคราว

2. จีนประสบปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า ความล้นเหลือของทุนส่งผลให้อัตรากำไรลดลง หรือขาดแรงกระตุ้นในการลงทุน อีกทั้งจีนมีปัญหาหนี้สินซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมของภาคธนาคาร ซึ่งสามารถทำให้เศรษฐกิจจีนล่มสลายอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้เกิดปัญหาระดับโลกได้

เนื่องจากปัญหาการเติบโตของจีนในรอบหลายทศวรรษ สะสมหนี้สินที่ปกปิดไว้ถึง 300% ของจีดีพี และจีนมีทางเดียวในตอนนี้คือ ต้องส่งทุนออกนอกประเทศ นั่นคือในเขตการค้าเสรีใหม่ ดังนั้น บรรษัทยักษ์ใหญ่ของแต่ละชาติในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องถูกท้าทายอย่างแน่นอน

ฉะนั้น จงเตรียมตนเองไว้ โดยเฉพาะประเทศที่มีฐานวัตถุดิบ หรือขาดโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งโลจิสติกส์

3. สิ่งที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ขาดการเจรจาในการตกลงกับจีนหรือสมาชิกอาเซียนที่เป็นหมากสำคัญทางการค้าคือ โซนเงินอาเซียนที่ใช้ในการเจรจาขยายการค้า เพราะกรุงเทพฯ ประสบปัญหาอย่างหนักและการลดอัตราดอกเบี้ยตามหลักคำสอนเศรษฐศาสตร์แบบใหม่ มีแต่ทำให้เกิดการกระจุกตัวของตลาด และหากข้อความนี้เป็นจริง การลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่ช่วยเศรษฐกิจไทยอีกต่อไป

ในด้านตรงกันข้าม การเพิ่มปริมาณเงินไม่เพียงแต่ไม่ได้นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ แต่ยังช่วยลดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจด้วย และหากสำรองเงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศจะทำให้สินทรัพย์ด้อยค่าลงร้อยละ 30 ซึ่งธนาคารกลางในกลุ่มสหภาพศุลกากรยูเรเชียเผชิญอยู่

ถึงตอนนี้ของการเปิดโซนการค้าเสรีใหม่นี้ก็ไม่ได้มีหลักประกันแก่รัฐบาลกรุงเทพฯ ว่าจะขยายตัวระดับการค้าได้ เพราะค่าโดยเฉลี่ยลดลงในปี 2017 เหลือประมาณ 5.15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในออสเตรเลียและแคนาดาที่บันทึกไว้ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 อย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาที่สำคัญตอนนี้คือ ทางการกรุงเทพฯ มีแผนรับมืออย่างมีวิสัยทัศน์อย่างไร หากต้องแลกกับการส่งออกทุนที่ล้นเหลือของจีน ในนามบรรษัทรัฐข้ามชาติในปีหน้า


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย


บทความที่เกี่ยวข้องกับ RCEP ซึ่งเรานำเสนอไปไม่นานมานี้

RCEP จิ๊กซอว์ที่ยังไม่สมบูรณ์