3 ปมปัญหาเกี่ยวกับ Digital Technology ที่ทำให้ไทยเดินไปไม่ถึงไหน

407

หลังจากคลุกคลีในวงการวิจัย 17 ปี และได้ทำงานขับเคลื่อนโครงการเมืองอัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนวัตกรรมของประเทศ ผมจึงได้พบปะเจรจา ศึกษาความต้องการของภาคเอกชนทั้งไทยและเทศ รวมถึงชักชวนนักลงทุนมากหน้าหลายตาด้านไอโอทีและเทคโนโลยีดิจิทัลอื่นๆ มาร่วมขับเคลื่อนและส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยในบทความแรกนี้ ผมอยากแบ่งปันมุมมองจากประสบการณ์ให้ทุกท่านทราบเพื่อให้เห็นปัญหา ความต้องการและจำเป็น ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมีผลสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยิ่ง


มุมมองต่อดิจิทัลเทคโนโลยีและการพัฒนาประเทศ

เทคโนโลยีดิจิทัลสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นเรื่องของ ไอโอที (IoT : Internet of Things) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) 

ไอโอทีทำหน้าที่ตรวจจับรับรู้ข้อมูลจากโลกภายนอกแบบอัตโนมัติและแม่นยำผ่านเซ็นเซอร์ต่างๆ ซึ่งเปรียบเหมือน ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนังของมนุษย์ ส่วนปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและตอบสนองอย่างชาญฉลาดเปรียบเสมือนมันสมองของคน

อย่างไรก็ตาม ไอโอทีและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทยยังติดขัด เดินไปไม่ถึงไหน แม้ภาคอุตสาหกรรมตระหนักว่า จะเกิดการปั่นป่วน (disruption) และต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจ (transformation) แต่ก็ยังไม่มีการนำไอโอทีและปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังประสบปัญหา ไม่ทราบว่าจะปรับเปลี่ยนธุรกิจอย่างไรดี ส่วนในฝั่งผู้จัดหาหรือพัฒนาระบบไอโอที (IoT) และปัญญาประดิษฐ์เองก็ยังใหม่กับเทคโนโลยี จึงขาดความมั่นใจ

ทั้งนี้ ฝั่งผู้จัดหาหรือพัฒนาระบบ เป็นฝั่งที่สำคัญที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนกว่าฝั่งปัญหา โดยผมสรุปเป็นประเด็นใหญ่ๆ ว่าเราขาดอะไรไว้ 3 ข้อ ดังนี้

 1.
ขาดรูปแบบ/แนวทางการทำงานที่เป็นมืออาชีพ

ตรงนี้ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการออกแบบระบบ การเลือกใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสมกับงาน  การบำรุงรักษาระบบ การพัฒนาโปรแกรม รวมถึงการประมวลผลข้อมูลขั้นสูงในเชิงวิเคราะห์ (data analytics) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

เนื่องจาก IoT และ AI เพิ่งเป็นที่รู้จักและแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยไม่กี่ปี ผู้จัดหาหรือพัฒนาระบบฯ จึงมักเป็นแค่ระดับมือสมัครเล่น (makers) ทำเล่นใช้เองหรือทดลองใช้ หรือทำเป็นลักษณะโครงการ CSR ขององค์กรใหญ่ๆ แล้วจบ มีที่ทำเป็นธุรกิจบ้างแล้ว แต่เป็นขนาดเล็กหรือไม่ซับซ้อนมาก ทำให้ไม่กล้ารับงานโครงการใหญ่ หรือเมื่อรับแล้วก็เกิดปัญหาในการปิดงานให้มีคุณภาพอย่างมืออาชีพ

การเลือกใช้และติดตั้งเซ็นเซอร์ไอโอที ก็ยังเป็นเรื่องยากต้องอาศัยประสบการณ์ เช่น รุ่นไหนแบบไหนเหมาะที่สุด (ซื้อรุ่นแพงๆ มาใช้ ไม่ได้แปลว่าจะดีที่สุด) ตำแหน่งติดเซ็นเซอร์ตรงไหน ติดกี่ตัวดี เช่น ต้องการติดตามอุณหภูมิของตู้แช่ขนาดใหญ่ ถ้า 1 ตู้ 1 ตัว พอตรวจจับได้ทั่วถึงหรือไม่ เซ็นเซอร์มีเพี้ยนหรือไม่ และเสียบ่อยแค่ไหน (ถ้าเซ็นเซอร์เสียบ่อยก็จะเป็นปัญหาด้านบำรุงรักษา)

การเชื่อมต่อสื่อสารข้อมูล ใช้อะไรดี จะเป็น Wifi, 3G/4G/5G, LoRa, Sigfox, NB-IoT สารพัดวิธีจะเลือกอย่างไรให้เหมาะสม เพราะแต่ละวิธีมีจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง  นอกจากนี้ หากระบบสื่อสารเสีย เช่น Wifi ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่าย 3G/4G ล่ม ก็ต้องมีวิธีการและระบบตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง

เรื่องการประมวลผลข้อมูลก็ท้าทาย เช่น กรณีต้องการดูแลตู้แช่อาหารของเครือข่ายร้านสุกี้ให้ทำงานได้ต่อเนื่อง เสียน้อยที่สุด จะทราบอย่างไรว่าเงื่อนไขแบบไหนที่เหมาะสมที่สุดที่จะต้องเตือนให้ช่างไปซ่อมแซมก่อนเสีย (predictive maintenance) ไม่ช้าไปไม่เร็วไป เช่น ระบบไวเกิน (เตือนบ่อย) ช่างก็เบื่อหน่าย หรือเตือนช้าไปก็ไม่แก้ปัญหา เหล่านี้ต้องอาศัยการทดลองเก็บข้อมูล และหาจุดที่เหมาะสมที่สุด ไม่มีสูตรตายตัว นอกจากนี้ การเตือนให้ไปซ่อมนั้นมีหลายระดับหรือไม่ เช่น

  • ระดับความด่วน (รอได้ 2-3 วัน 2-3 อาทิตย์ หรือ 2-3 เดือน)
  • ระดับความสำคัญ (ต้องการช่างธรรมดา หรือฝีมือชำนาญ) หรือจะทำให้เป็นขั้นสูงกว่านั้นได้หรือไม่ เช่น จะวิเคราะห์ให้ด้วยหรือไม่ ว่าข้อมูลจากเซ็นเซอร์มารูปแบบนี้ แสดงว่าให้ไปเปลี่ยน thermostat หรือให้ไปเติมน้ำยาทำความเย็น ต้องการช่างข้างนอก หรือใช้ช่างข้างในทำเองได้

 2.
ขาดการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติ

การส่งเสริมภาคเอกชน แม้จะไทยจะมีการดำเนินการอยู่แล้ว เช่น มาตรการสิทธิประโยชน์ภาษีหรือศุลากากรต่างๆ แต่ก็ยังไม่ถือเข้มข้นพอ เพราะเป็นการส่งเสริมทางอ้อม เทียบกับในต่างประเทศที่ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันครอบคลุมทั้งเงินทุน กำลังซื้อ (ตลาด) และเทคโนโลยี เช่น จีนเน้นความเป็นตลาดขนาดใหญ่ (mass market) ที่เป็นการสนับสนุนจากรัฐ 

ยกตัวอย่างในช่วงปี 2017 ปีเดียว มีการติดตั้งกล้อง CCTV ในจีนกว่า 20 ล้านตัว ภายใต้โครงการ Skynet แห่งชาติจีน มีจุดประสงค์เพื่อตรวจตราความปลอดภัยตามเมืองใหญ่ๆ

ต่อด้วยโครงการ Sharp Eye ซึ่งขยายขอบเขตออกไปยังเมืองในชนบททั่วทั้งประเทศจีน กล้อง CCTV ในจีน จนทำให้ในจีน นับถือปี 2017 บริษัทวิจัยตลาดชื่อ IHS Markit [1] คาดการณ์ว่ามีการติดตั้งกล้อง CCTV ในจีนไปประมาณ 176 ล้านตัว เทียบกับสหรัฐซึ่งมีเพียง 50 ล้านตัว ด้วยเหตุนี้ภาคเอกชนจึงได้มีโอกาสลองผิดลองถูกกับงานใหญ่ๆ มีทั้งทักษะและเครื่องมือที่ครบครัน เข้าใจการคิดและออกแบบอย่างเป็นระบบมองเห็นปัญหาได้ล่วงหน้าก่อนทำโครงการ

HikVision AI Summit 2019 Digital Technology
HikVision AI Summit 2019 ที่ผมไปร่วมงานในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

จีนไม่เพียงสร้างกำลังซื้อขนาดมหาศาลเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนเกิดการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนมีทักษะความชำนาญสูง แต่รัฐบาลยังมีการลงทุนถือหุ้นในบริษัทเอกชนจีนด้วย เช่น บริษัทผลิต CCTV ชื่อ HikVision ซึ่งรัฐถือหุ้น 42% บริษัทตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว หากใครไปเยือนจะพบว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยกล้อง CCTV ตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน ไปจนถึงทางเท้าริมถนนและร้านค้าต่างๆ

นอกจากนี้ ด้วยความที่กฎหมายหรือระเบียบต่างๆ ของไทยยังไม่มีความชัดเจน ยังไม่เรียบร้อย เช่น กฎระเบียบการนำเข้า การขออนุญาต การประกอบธุรกิจ และหากลงทุนแล้วในอนาคตรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ส่งเสริมหรือควบคุมไปในทิศทางไหนหรือไม่อย่างไร อีกทั้งเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่มีแนวทาง (guideline) ที่ชัดเจน เรื่องการเก็บข้อมูลจากกล้องและเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่อาจจะละเมิดความเป็นส่วนตัว จะป้องกันหรือดำเนินธุรกิจอย่างไรให้ถูกต้อง? 

ดังนั้น แม้ทุกวันนี้การเข้าถึงเทคโนโลยีจะทำได้ไม่ยากเพราะเป็นยุคที่ไร้พรมแดนด้วยอินเทอร์เน็ต แต่ IoT/AI ก็ยังพัฒนาได้ยากอยู่ดี


 3.
ขาดบุคลากรที่จะป้อนเข้าสู่ตลาด

เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็ว ภาคการศึกษาปรับตัวไม่ทัน อาจารย์ในมหาวิทยาลัยจึงยังขาดความรู้และประสบการณ์จริงที่จะมาสอนมาถ่ายทอด วิชาเก่าๆ ที่ล้าสมัยไปแล้วยังคงจำเป็นต้องเรียนเพียงเพื่อให้ได้ใบปริญญาหรือใบประกอบวิชาชีพ ในขณะที่วิชาใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานกลับได้เรียนในปีหลังๆ (ถ้ามีเวลา) หรือไม่ได้เรียนเลย เด็กจึงขาดทักษะประสบการณ์ฝึกทำงานจริง ผิดพลาดจริง แก้ปัญหาจริง

ด้วยปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ประดังเข้ามา เด็กจึงขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง หรือเดินตามสายอาชีพเทคโนโลยีที่กำลังขาดแคลน และกลับไปมัวขายของออนไลน์ หรือเปิดร้านกาแฟ ซึ่งเป็นการทำเงินที่เห็นได้ง่ายและเร็วกว่า

หลักสูตรอบรมที่จัดก็เป็นเพียงการส่งเสริมหรืออบรมให้ผ่านๆ ไปแบบโดดเดี่ยว ตัวอย่างแบบฝึกหัดก็ไม่ได้มาจากโจทย์จริง ข้อมูลจริง ข้อจำกัดจริง และไม่ได้มองให้เชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่ คือ ผู้จ้างงาน ผู้สอน ผู้รับการอบรม เป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำโจทย์จริงจากผู้จ้างหรือลูกค้า มาใช้ในการฝึกอบรม

ในส่วนของเงินทุนสนับสนุนจากรัฐ เช่น ที่ให้สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ในลักษณะของเงินรางวัล เพื่อเลี่ยงการที่รัฐต้องเข้าไปร่วมลงทุนกับเอกชน จึงทำให้ไม่สามารถติดตามตรวจสอบการเติบโตได้ แม้มีหลายหน่วยงานที่มีพระราชบัญญัติจัดตั้งหน่วยงานรองรับให้สามารถเข้าร่วมลงทุนกับภาคเอกชนได้ แต่ด้วยความที่การร่วมทุนกับเอกชนยังเป็นแนวคิดค่อนข้างใหม่ จึงทำให้บุคลากรของรัฐยังขาดประสบการณ์ในการบริหารจัดการการลงทุน การคิดในเชิงธุรกิจ และไม่คุ้นชินการทำงานร่วมเอกชนในลักษณะผู้ร่วมทุนร่วมเสี่ยงร่วมสร้างผลงาน และส่วนใหญ่ยังคุ้นชินกับการจัดซื้อจัดจ้าง เขียน TOR สั่งให้เอกชนทำงานส่งเป็นรายโครงการ แล้วตรวจรับงานแทน

สำหรับทางออกและข้อเสนอแนะจะตามมาในบทความถัดไปครับ

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.313/62
Next articleSTEAM4INNOVATOR : 4 ขั้นตอนสร้าง ‘นวัตกร’ พัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย
mm
ดร.มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม มีประสบการณ์ในการจัดทำโครงการสำคัญที่ถือเป็นนวัตกรรมของประเทศหลากหลายด้าน เคยทำงานเป็นนักวิจัยที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (เนคเทค) หลังจาก 17 ปีในการทำงานที่เนคเทค ได้ย้ายข้ามกระทรวงมาเป็น ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาโครงการดิจิทัลและนวัตกรรมอาวุโส สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสถาบันไอโอทีและนวัตกรรมดิจิทัล และปัจจุบันได้ดำรงตำแหน่ง ‘ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ’ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในด้านการศึกษา ดร.มนต์ศักดิ์ เรียนจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท 2 สาขา คือ สาขาวิศวกรรมสำรวจและแผนที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และได้รับทุนไปศึกษาต่อปริญญาเอกในสาขา Information Sciences ที่ University of Pittsburgh สหรัฐอเมริกา