สตาร์ทอัพระดับ ‘ยูนิคอร์น’ ฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ลุ้นไปด้วยกันกับความร่วมมือ และ การระดมทุนรอบใหม่ของ บริษัท อินโนสเปซ ที่ใหญ่กว่าเดิม

411

จวบจนถึงตอนนี้ ไทย ยังคงเดินมุ่งหน้าอยู่บนเส้นทางตามความฝันที่อยากจะมี สตาร์ทอัพระดับ ‘ยูนิคอร์น’ ให้ได้เหมือนมิตรประเทศร่วมภูมิภาค อย่าง อินโดนีเซีย ที่มีแบรนด์ธุรกิจ ซึ่งเริ่มต้นจากสตาร์ทอัพ ไต่ระดับไปจนถึง ยูนิคอร์น (Unicorn) จนกระทั่งตอนนี้ ‘Gojek’ ผู้ให้บริการ ride-hailing และ Super App ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ได้ก้าวขึ้นไปอยู่ในขั้นที่เหนือกว่า Unicorn นั่นคือ ‘Decacorn’ (เดคาคอร์น) ไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยมูลค่าธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 3 แสนล้านบาท (อ่านเรื่องราวเส้นทางการเติบโตของ Gojek แบบเจาะลึก คลิกต่อได้เลย)

และวันนี้ ความฝันนั้น มีความหวังว่าน่าจะขยับใกล้ความจริงได้มากขึ้นกับข่าวดีล่าสุด จากรายงานข่าว เรื่อง “’อินโนสเปซ’ ระดมทุนรอบใหม่ หวัง 10 ปี สร้างสตาร์ทอัพระดับ ‘ยูนิคอร์น’” (เผยแพร่ในเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562) ที่ว่า

“หลังจากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมกับองค์กรรัฐ รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนตั้ง บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อระดมเงินและร่วมลงทุน ยกระดับ พัฒนาศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย พร้อมประสานความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำฮ่องกงและเกาหลีใต้ ล่าสุดได้มีอีกหลายองค์กรสนใจเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งจะทำให้ขยายศักยภาพการพัฒนาสตาร์ทอัพได้มากขึ้น และคาดว่าจะสร้างสตาร์ทอัพไทยระดับที่มีขนาดธุรกิจมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้ไม่ต่ำกว่า 1 รายภายใน 10 ปี”

ความหวังครั้งใหม่นี้ จะช่วยให้ไทยคว้าฝันการมี สตาร์ทอัพระดับ ‘ยูนิคอร์น’ สัญชาติไทย ได้อย่างไร ต้องมาร่วมกันเรียนรู้ข้อมูลของเมกะโปรเจกต์นี้ไปด้วยกัน

InnoSpace (Thailand)


ข่าวดีล่าสุด เมื่อ ฮ่องกง ร่วมสานฝันสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับ ยูนิคอร์น

เมื่อวันที่ วันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา บริษัท อินโนสเปซฯ ได้รายงานถึงความคืบหน้าล่าสุด ในเรื่องความร่วมมือกับ ฮ่องกงไซเบอร์พอร์ต นำทีมสตาร์ทอัพที่โดดเด่นของสิงคโปร์ 5 ราย มาพบกับสตาร์ทอัพของไทย 5 ราย เพื่อเจรจาร่วมมือพัฒนาธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพในกลุ่มฟินเทค ดิจิทัลเทคโนโลยี พลังงานแห่งอนาคต และระบบกำจัดน้ำเสีย

ทั้งนี้ ทางบริษัท อินโนสเปซฯ คาดหวังว่าความร่วมมือกับฮ่องกงไซเบอร์พอร์ตในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนาสตาร์ทอัพให้ภาครัฐและสตาร์ทอัพไทย ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว โดยในโอกาสนี้ เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานที่ปรึกษา บริษัทอินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลถึงความน่าสนใจในการพัฒนาสตาร์ทอัพของประเทศฮ่องกง ที่น่ามาสู่ความร่วมมือในการแชร์ประสบการณ์ระหว่างกันครั้งนี้ว่า

เทวินทร์ วงศ์วานิช

“ที่ผ่านมา ฮ่องกงได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่มีความน่าสนใจ เช่น แอปพลิเคชันเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการบริหารจัดการ การให้บริการในโรงแรม โดยพัฒนาเครื่องมือติดตัวพนักงาน ที่สามารถให้ข้อมูลแขกทุกคนที่มาพักในโรงแรมทุกคนอย่างละเอียด เมื่อแขกเดินทางเข้ามาเช็คอินผ่านระบบ ระบบนี้ก็จะส่งข้อมูลเข้ามาทันทีทำให้ทักทายชื่อได้อย่างแม่นยำ และมีข้อมูลส่วนตัวที่บ่งบอกถึงความต้องการเฉพาะตัวทำให้พนักงานให้บริการได้อย่างถูกต้องและประทับใจ

ยิ่งถ้าเป็นลูกค้าเก่าที่เคยมาพักที่โรงแรมอยู่แล้ว ก็จะมีฐานข้อมูลเก่าระบุว่าลูกค้าชอบ หรือไม่ชอบอะไร ช่วยสร้างการบริการที่ประทับใจให้กับผู้ที่เข้ามาพักมากขึ้น ซึ่งก็มีโรงแรมไทยหลายรายสนใจเทคโนโลยีด้านนี้”

นี่เป็นแค่ ตัวอย่างเทคโนโลยีที่สตาร์ทอัพฮ่องกงนำมาพัฒนาเป็นธุรกิจที่ได้รับการยอมรับ จนตอนนี้ ฮ่องกงมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่มีขนาดธุรกิจมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ถึง 5 ราย แล้ว

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่า หลายเคน เมื่อได้ยินชื่อประเทศฮ่องกง อาจมีความกังวลเรื่องความวุ่นวายในประเทศฮ่องกงเองในตอนนี้ว่าจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือกับไทยในครั้งนี้หรือไม่ คุณเทวินทร์ ย้ำชัดว่า ไม่มีผลกระทบใดๆแน่นอน พร้อมให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า

“เพราะสตาร์ทอัพฮ่องกงเดินหน้าเปิดตลาดต่างประเทศเป็นหลัก และความร่วมมือกับสตาร์ทอัพไทยจะช่วยให้สตาร์ทอัพฮ่องกงเข้าไปเปิดตลาดใน CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม) ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่างตอบแทนทั้งสตาร์ทอัพไทยและฮ่องกง ส่วนสตาร์ทอัพไทย การร่วมมือกับฮ่องกง ถือเป็นการเปิดประตูไปสู่มณฑลในภาคตะวันออกของจีนที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้อีกทางหนึ่งด้วย”


อัปเดตสถานะการระดมทุน ดันสตาร์ทอัพไทยให้พัฒนาไปอีกขั้น

นอกจากนั้น คุณเทวินทร์ ยังได้อัปเดตในมุมของการดำเนินงานที่ผ่านมาของบริษัท อินโนสเปซฯ ตามเป้าหมายที่วางไว้ด้วยว่า

“ที่ผ่านมาบริษัทเอกชน สถาบันการเงิน และหน่วยงานรัฐ 30 องค์กร ที่เป็นพันธมิตรร่วมกันจัดตั้ง บริษัท อินโนสเปซฯ ซึ่งมีจำนวน 13 ราย ที่ได้ลงขันสนับสนุนเงินทุนเบื้องต้น 515 ล้านบาท ในการเข้าไปลงทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ เพื่อให้สร้างเทคโนโลยีและธุรกิจใหม่ให้ประเทศ โดยช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 จะเปิดให้องค์กรใหม่ทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมลงทุน 7-8 ราย”

“องค์กรที่เข้ามาร่วมลงทุนเหล่านี้ มีแนวคิดหลักในการเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจสตาร์ทอัพของไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ เพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างเทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับการพัฒนาประเทศโดยรวม ไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนการลงทุนเป็นหลักอยู่แล้ว”

ด้าน เดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบร่วมดูแลโครงการนี้ว่า

เดชา จาตุธนานันท์ // www.dip.go.th

“ขณะนี้มีหลายองค์กรสนใจเข้าร่วมลงทุน 7-8 องค์กร เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยูนิเวนเจอร์ มิตรผล ไทยประกันชีวิต และยังมีบริษัทอีก 1-2 บริษัท วงเงินลงทุนกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับรอบแรกจะมีเงินลงทุนกว่า 800 ล้านบาท”

“อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมลงทุนทั้งหลายมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ต้องการยกระดับสตาร์ทอัพไทยและนำเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาต่อยอดธุรกิจ ซึ่งในระยะสั้นได้ผลตอบแทนน้อยมากเพราะโดย Life cycle ของการสร้างสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น 1 ราย จะต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี”

ส่วนบริษัท อินโนสเปซฯ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวชัดเจนว่า เป็นองค์กรที่เกิดจากการผลักดันของภาครัฐและความร่วมมือกับพันธมิตรจำนวนมาก จึงไม่ได้มุ่งผลกำไรเป็นหลัก แต่ต้องมีกำไรที่เลี้ยงตัวเองได้และมีปันผลคืนกลับให้กับองค์กรระดับหนึ่ง

“สำหรับเงินลงทุนเบื้องต้น 800 ล้านบาท ถือว่าไม่มากแต่หากดำเนินการภายใน 2-3 ปี แล้วน่าพอใจ จะมีเอกชนจำนวนมากสนใจมาลงทุน ซึ่งจะทำให้กองทุนนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นและขยายศักยภาพในการบ่มเพาะสร้างสตาร์ทอัพได้อีกมาก และถ้ามีจำนวนสตาร์ทอัพเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดสตาร์ทอัพยูนิคอร์นได้เร็วขึ้น ซึ่งฮ่องกงใช้เวลา 10 ปี จึงสร้างยูนิคอร์นได้ 2-3 ราย หากภายใน 5 ปี ไทยสร้างยูนิคอร์นได้ 1 ราย ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว”

ส่วนแนวทางการพัฒนาสตาร์ทอัพมีหลายระดับ คือ ระดับ A มีมูลค่าธุรกิจ 100 ล้านบาท ระดับ B มูลค่าธุรกิจ 200 ล้านบาท จนถึงระดับ D จากนั้นก็จะเร่งฟูมฟักกลุ่ม D ให้สู่ระดับยูนิคอร์น ซึ่งธุรกิจจะไม่ได้อยู่แค่ในไทยแต่ขยายไปทั่วโลก

ส่วนการประชุมคณะกรรมการบริษัทอินโนสเปซฯ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ จะมีการหารือแนวทางการทำงาน รวมทั้งจะคัดเลือกประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ มาบริหารจัดการ ซึ่งคัดเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ในการสร้างสตาร์ทอัพระดับนานาชาติ รู้ถึงปัญหาของสตาร์ทอัพไทยและมีแนวทางการแก้ไขที่ถูกจุด มีความรู้ในด้านการลงทุนสตาร์ทอัพ และต้องแสดงวิสัยทัศน์และแผนในการพัฒนาสตาร์ทอัพของไทย ขณะนี้คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาคุณสมบัติผู้สมัคร 3-5 ราย และคาดว่าจะได้ตัวซีอีโอภายปลายปีนี้


อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาร่วมส่งเสริมสตาร์ทอัพ ซึ่งเชื่อว่าในมุมมองของประชาชนทั่วไป อาจมองว่ามีความซ้ำซ้อนกัน และยังไม่สามารถทำให้เกิดผลสัมฤทธิความก้าวหน้าในวงการสตาร์ทอัพไทยเท่าใดนัก ต่อข้อข้องใจตรงนี้ ในรายงานข่าวนี้ มีการชี้แจงจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมว่า

“หน่วยงานที่มาสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยในตอนนี้ มีหน้าที่และบทบาทของตัวเอง ทำงานในเชิงร่วมมือแบบบูรณาการ ไม่ซ้ำซ้อนกัน เพราะหน่วยงานส่งเสริมสตาร์ทอัพ เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กระทรวงอุตสาหกรรม และกองทุนพัฒนาสตาร์ทอัพหลายราย ก็เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการของบริษัทอินโนสเปซฯ และหน่วยงานดังกล่าวก็มีส่วนช่วยคัดเลือกสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพมาต่อยอดกับบริษัทอินโนสเปซฯ ด้วย”

“โดยจะเน้นการส่งเสริมสตาร์ทอัพด้านเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสุขภาพและการแพทย์ และเทคโนโลยีพัฒนาภาคการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลที่กำหนดไว้นั่นเอง”


ที่มา : รายงานข่าวเรื่อง “’อินโนสเปซ’ ระดมทุนรอบใหม่ หวัง 10 ปี สร้างสตาร์ทอัพระดับ ‘ยูนิคอร์น’” (เผยแพร่ในเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562)


ทุกความเคลื่อนไหวในวงการ สตาร์ทอัพไทย ไปจนถึงแวดวงสตาร์ทอัพโลก อัปเดตกันได้ต่อที่นี่

เจาะอาณาจักร Gojek จากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 20 คน สู่ Decacorn ธุรกิจแสนล้านบาท!

2 ภารกิจเร่งด่วน ผลิต ‘แพทย์นวัตกร’ & สตาร์ทอัพ HealthTech พลิกโฉมวงการแพทย์ไทย

‘THE FOUNDER’ โปรเจ็กต์ทดลองสำหรับ ‘พนักงานประจำ’ ที่อยากเป็นสตาร์ทอัพ

สร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล’ ดึงต่างชาติหนุนสตาร์ทอัพ ภารกิจเร่งด่วนขับเคลื่อน ‘ไทยแลนด์ ดิจิทัล วัลเล่ย์’