สาลิกาคาบข่าว Vol.316/62

243

EEC HDC ดึง บ.ผลิตเครื่องบินเล็ก Alpha Aviation ปักหมุดไทย เชื่อม มทร.ตะวันออก พัฒนาบุคลากร

นายอภิชาต ทองอยู่ (คนกลาง)

นายอภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) ได้ประสานงานบริษัท Alpha Aviation Manufacturing Limited (AAML) ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญการผลิตเครื่องบินเล็กและอากาศยานหลายรูปแบบ และ Massey University, Auckland, Nz มหาวิทยาลัยสอนหลักสูตรการบินชั้นนำระดับโลก ลงนามความร่วมมือ (MOU) 3 ฝ่ายกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก) เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรด้านอากาศยานรองรับจำนวนความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของอีอีซี ประกอบกับการเกิดขึ้นของโครงการเมืองการบินตะวันออกและสนามบินอู่ตะเภา ยิ่งทำให้ความต้องการบุคลากรด้านนี้มีมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว พร้อมกันนี้ยังได้เชิญชวนบริษัท Alpha Aviation ให้ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดย มทร.ตะวันออกจะช่วยประสานงานกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุน และจะใช้พื้นที่ของมทร.ตะวันออกเป็นสถานที่ดำเนินการทดสอบเครื่องบินเล็กเชื่อมกับการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านอากาศยานของมหาวิทยาลัยซึ่งจะช่วยเร่งทั้งปริมาณและคุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการอย่างสมบูรณ์

ปรับถนนอีอีซีเพิ่มศักยภาพขนสินค้าเกษตรบ้านค่ายวังจันทร์สู่ตลาดโลก

นายปฐม เฉลยวาเรศ รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ทช.ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย รย.4058 แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3138 (3575)-ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 344 อำเภอบ้านค่าย, อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยเป็นการปรับปรุงถนนเดิมให้เป็นถนนลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต 2 ช่องจราจร ผิวจราจรกว้าง 7 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 1-2 เมตร พร้อมก่อสร้างสะพานข้ามคลองชลประทาน 1 แห่ง รวมระยะทาง 32.807 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 159.948 ล้านบาท ปัจจุบันการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 71% คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม 2563 เมื่อก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์นอกจากจะสนับสนุนในเรื่องการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกหรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) แล้ว ยังช่วยสนับสนุนการขนส่งสินค้าให้เกษตรกรในพื้นที่โดยเฉพาะการขนส่งยางพาราไปยังตลาดกลางยางพาราภาคตะวันออก และยังเป็นเส้นทางเลือกในการเดินทางจากอำเภอบ้านค่ายไปยังอำเภอวังจันทร์อีกด้วย ทั้งนี้ ทช.ดำเนินการโครงการตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานให้แก่นักลงทุนในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

สภาดิจิทัลฯจับมือหอการค้าปฏิรูประบบเทคโนโลยี ยกอันดับแข่งขันไทยเทียบนานาชาติ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย หรือ สภาดิจิทัล กล่าวถึงผลการประเมินศักยภาพทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศปี 2562 พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 40 จากทั้งหมด 63 ประเทศ ขณะที่ปีก่อนอยู่ในอันดับที่ 39 โดยประเมินจาก 3 ปัจจัยได้แก่ 1. ความรู้เกี่ยวกับดิจิทัลและเทคโนโลยี 2.เฟรมเวิร์คทางเทคโนโลยี เงินทุน และกฎหมาย และ 3.วิสัยทัศน์และความคล่องตัวของธุรกิจ รวมถึงทรัพยากรมนุษย์เพื่อการปรับตัวสู่อนาคต ในการประชุมหารือความร่วมมือระหว่างสภาดิจิทัลและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยตั้งเป้าภายในปี 2562 จะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาโครงการและงานอีเว้นท์สำหรับปฏิรูปเศรษฐกิจและการค้า โดยตั้งเป้าที่จะร่วมกันจัดกิจกรรมหรือร่วมโครงการเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นดิจิทัลของภาคธุรกิจต่างๆในประเทศไทย สร้างความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ อาทิ การพัฒนาสินค้าและบริการด้านดิจิทัลต่างๆ, การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เช่น เข้าร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เพื่อปรับแผนการเรียนการสอนที่สอดรับกับความต้องการในตลาด และร่วมกับสภาหอการค้าฯขอการรับรองอย่างเป็นทางการสำหรับหลักสูตรการเรียนนอกห้องเรียน, การสร้างโอกาสความเสมอภาคทางสังคมผลักดันให้เกิดศูนย์ข้อมูลแบบเสรีและสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ต่างชาติยกนิ้ว! มาตรฐาน สคช. ก้าวหน้าระดับโลก ครอบคลุม 692 อาชีพ   

นางสาววรชนาธิป จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) พร้อมด้วยนางสาวธัญมาศ ลิมอักษร หัวหน้าส่วนงานสร้างความร่วมมือ สคช. เดินทางเข้าร่วมประชุมกับสมาคมวิชาชีพธุรกิจความงาม International Professional Standards Network (IPSN) กับประเทศสมาชิก 5 ประเทศทั้งนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2562 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเผยแพร่บทบาทภารกิจของสคช. โดยได้บรรยายเกี่ยวกับผลงานของ สคช. ในการสนับสนุนผู้ประกอบการสาขาอาชีพต่างๆ ให้มีความเข้มแข็ง รวมถึงจัดทำความร่วมมือกับธนาคารออมสิน และ SME Bank เพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อสำหรับผู้ที่ผ่านการประเมิน ในการประชุมยังได้มีการพูดคุยความคืบหน้าการจัดทำมาตรฐานอาชีพของ สคช. รวมทั้งการพัฒนาใช้แอปพลิเคชันเพื่อส่งเสริมช่องทางรายได้ให้กับคนในอาชีพที่ผ่านการประเมินสมรรถนะและได้ใบรับรองพร้อมตรา “มอช. มืออาชีพ” จาก สคช. ที่นำร่องแล้วคือแอป “ปักหมุดมืออาชีพ” ช่างเสริมสวย โดยจะพัฒนาต่อยอดขยายผลไปยังอาชีพอื่นๆ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการเสนอแนวทางการเทียบเคียงและรับรองมาตรฐานอาชีพเสริมสวยตามกรอบมาตรฐาน IPSN พร้อมชื่นชมการจัดทำมาตรฐานอาชีพของไทยเป็นอย่างมากโดยเฉพาะ สคช. เป็นองค์กรที่เพิ่งจัดตั้งได้ไม่นาน แต่สามารถจัดทำและพัฒนามาตรฐานอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วครอบคลุมถึง 692 อาชีพ

กทม. ปลื้ม! กระทง 5 แสนใบทำจากวัสดุธรรมชาติ 96.3% ‘ลาดกระบัง’ แชมป์

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการจัดเก็บกระทงในพื้นที่กรุงเทพมหานครประจำปี 2562 ว่า กทม.ได้ระดมเจ้าหน้าที่ดำเนินการเก็บกระทงในแม่น้ำเจ้าพระยา ลำคลองต่างๆ และสวนสาธารณะทั้ง 30 แห่งที่เปิดให้ประชาชนลอยกระทงทั่วพื้นที่กทม. ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นับและคัดแยกกระทงเสร็จสิ้นในเวลา 06.00 น. ของวันที่ 12 พ.ย.62 รวมจัดเก็บกระทงได้จำนวนทั้งสิ้น 502,024 ใบ กระทงส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติและวัสดุที่ย่อยสลายได้จำนวน 483,264 ใบ คิดเป็นร้อยละ 96.3 และกระทงที่ทำจากโฟมจำนวน 18,760 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.7สำหรับปี 2562 จัดเก็บกระทงได้ลดลงกว่าปี 2561 จำนวน 339,303 ใบ (ปี 2561 จัดเก็บกระทงได้จำนวน 841,327 ใบ) โดยกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและวัสดุที่ย่อยสลายเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 94.7 เป็นร้อยละ 96.3 ส่วนกระทงโฟมลดลงจากร้อยละ 5.3 เป็นร้อยละ 3.7 ทั้งนี้ พื้นที่เขตที่มีปริมาณกระทงมากที่สุดคือเขตลาดกระบัง จำนวน 33,353 ใบ และเขตที่มีปริมาณกระทงน้อยที่สุดคือเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายจำนวน 214 ใบ เขตที่มีจำนวนกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติมากที่สุดคือเขตลาดกระบังจำนวน 33,321 ใบ และเขตที่จำนวนกระทงโฟมมากที่สุดคือเขตประเวศจำนวน 1,250 ใบ

ทูตพาณิชย์เผยร้านอาหารไทยในฮ่องกงปิดหนีม็อบ นักลงทุนขอข้อมูลย้ายฐาน

นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) หรือทูตพาณิชย์ ณ เมืองฮ่องกง กล่าวถึงสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงขณะนี้ที่ทวีความรุนแรงและมีลักษณะเป็นดาวกระจายมากขึ้น ทางสคต.ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวพบว่าผลกระทบส่วนใหญ่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศของฮ่องกงเอง โดยเฉพาะธุรกิจบริการ เช่น  ร้านอาหาร ร้านค้า โรงแรม ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในส่วนของร้านอาหารไทยเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าร้านอาหารไทยที่มีอยู่กว่า 600 ร้านค้า จำนวนหนึ่งได้ปิดตัวลง บางรายก็ย้ายไปเปิดสาขานอกเมืองเพื่อลดผลกระทบจากยอดขาย เนื่องจากม็อบฮ่องกงทำให้นักท่องเที่ยวลดลงกว่า 40 % ขณะที่ยอดพักของโรงแรมลดลงกว่า 50-60% ขณะที่นักลงทุนฮ่องกงหลายรายได้เข้ามาติดต่อสอบถามสคต.เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย โดยต้องการย้ายฐานการผลิต นอกจากนี้ยังมีความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้าน อาคารชุด ซึ่งทางสคต.ก็ให้ข้อมูลและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แล้ว

แบงก์ชาติเมืองลอดช่องควัก 6 หมื่นล้าน ผุดการเงินสีเขียวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

Ong Ye Kung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางสิงคโปร์ กล่าวในงาน Singapore Fintech Festival ว่า Green Investment Program หรือ GIP เป็นแผนงานสำคัญที่จะช่วยดำเนินการด้าน Green Finance โดย GIP มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเติบโตของระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่งและความหลากหลายของ Green Finance ในสิงคโปร์ โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้มอบเงิน 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6 หมื่นล้านบาท ตั้งกองทุน GIP เพื่อผลักดันการรักษาสิ่งแวดล้อมออกในระดับภูมิภาค ส่งเสริมโครงการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสิงคโปร์และภูมิภาค โดยจะมอบหมายให้ผู้จัดการสินทรัพย์ที่สามารถผลักดันด้านสิ่งแวดล้อมออกไปในระดับภูมิภาครวมทั้งการพัฒนาด้าน Green Finance และมีส่วนร่วมในการริเริ่ม Green Finance อื่นๆ ของ MAS ซึ่งการลงทุนครั้งแรกภายใต้โครงการนี้จะเป็นการนำเงินทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 พันล้านบาทในกองทุนตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond Fund) สนับสนุนแผนริเริ่มด้านการเงินสีเขียวระดับโลก โดยแบงก์ชาติสิงคโปร์หวังว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นตลาด Green Bond ต่อไป