จาก Climate Change สู่ ‘ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ’ Climate Crisis กับทางแก้ที่ต้องทำเพื่อโลกก่อนสาย

199

“บรรดานักวิทยาศาสตร์จาก 153 ประเทศทั่วโลก จำนวนกว่า 11,000 คน ร่วมกันลงนามสนับสนุนรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกฉบับล่าสุด รวมทั้งออกแถลงการณ์ประกาศ ‘ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ’ (Climate emergency)”

ทันทีที่ทราบข่าวอัปเดตล่าสุดจากเว็บไซต์ BBC ไทย ก็อดคิดไม่ได้ว่า แค่ทุกวันนี้ เราได้รับผลกระทบจาก ภาวะโลกร้อน ที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change ก็เรียกว่าเดือดร้อนกันไปทั่วโลกแล้ว หากวิกฤตภูมิอากาศโลกอัปเกรดสู่ “ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ” ประชากรโลกจะได้รับผลกระทบมากมายเพียงใด

อย่างน้อย เพื่อชะลอเวลาการเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงเสาะหาแนวทางมาแนะนำและขอความร่วมมือให้ทุกคนช่วยกันประวิงเวลาเพื่อให้ชาวโลกเผชิญกับภาวะ Climate Crisis ช้าลง


สุขภาวะโลก น่าเป็นห่วงแค่ไหน ถึงประกาศ ‘ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ’

แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ สื่อทรงอิทธิพลของอังกฤษอย่าง The Guardian จะรายงานข่าวโดยเปลี่ยนคำว่า Climate Change เป็น Climate Crisis เพื่อหวังสะท้อนหายนะของโลกที่กำลังเกิดขึ้น และต้องการให้คนทั่วโลกตระหนัก พร้อมลงมือแก้ไขอย่างจริงจังทันที ทว่า ในความเป็นจริง ยังคงมีประชากรในสังคมโลกไม่น้อย ที่มองว่าวิกฤตภูมิอากาศโลกเป็นแค่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว

ทั้งที่ล่าสุด กรีนพีช องค์กร NGO ระดับโลก เคลื่อนไหวด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมโลกโดยอัปเดตข้อเท็จจริงและเรื่องจริงที่ก่อให้เกิดผลกระทบขึ้นทั่วทุกภูมิภาคบนโลก โดยเริ่มต้นจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง ดังนี้

  • ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากธารน้ำแข็งที่กำลังละลาย และอุณหภูมิทั่วโลกที่กำลังสูงขึ้นจากการขยายตัวของความร้อนของน้ำในมหาสมุทร
  • ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมามหาศาล มาจากชั้นดินเยือกแข็งและป่าที่กำลังตาย
  • มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดสภาพอากาศรุนแรง เช่น คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง น้ำท่วม ซึ่งในปัจจุบัน ความแห้งแล้งทั่วโลกได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 30 ปีที่ผ่านมาถึง 2 เท่า
  • ผลกระทบรุนแรงในระดับภูมิภาค เช่น ยุโรป จะเกิดน้ำท่วมจากแม่น้ำเพิ่มขึ้นในพื้นที่ส่วนมากของทวีป และตามพื้นที่ชายฝั่งจะเสี่ยงต่อน้ำท่วม การกัดเซาะ และการสูญเสียพื้นที่ในทะเลเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ระบบทางธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ ธารน้ำแข็ง ปะการัง ป่าชายเลน ระบบนิเวศของทวีปอาร์กติก ระบบนิเวศของเทือกเขาสูง ป่าสนแถบหนาว ป่าเขตร้อน เขตลุ่มน้ำในทุ่งหญ้า และเขตทุ่งหญ้าในท้องถิ่น จะถูกคุกคามอย่างรุนแรง
  • สัตว์สายพันธุ์ต่างๆ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากขึ้น และเกิดความสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ผลกระทบที่รุนแรงกว่าจะตกอยู่กับประเทศยากจน ได้แก่ ประเทศที่กำลังพัฒนาของทวีปแอฟริกา เอเชีย และมหาสมุทรแปซิฟิก ที่มีความสามารถน้อยที่สุดในการป้องกันตนเองจากระดับทะเลที่สูงขึ้น การแพร่กระจายของเชื้อโรค และผลผลิตภาคเกษตรที่ต่ำลง
  • ภาวะโลกร้อนทุกระดับจะทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาประสบกับความทุกข์ทรมานมากที่สุด

ส่วนรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกฉบับดังกล่าว ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Bioscience เป็นที่มาของการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศในครั้งนี้ ได้รายงานข้อมูลการวิจัยที่รวบรวมมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ครอบคลุมตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างขวางและหลากหลาย ตั้งแต่อัตราการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ปริมาณการบริโภคเนื้อ อัตราการเจริญพันธุ์และการเติบโตของประชากรโลก อัตราการแผ้วถางป่าและตัดไม้ทำลายป่า ระดับอุณหภูมิพื้นผิวโลก อัตราการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ไปจนถึงตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างสุดขั้ว


จากวิกฤตนำไปสู่ทางรอดมนุษยชาติ ชะลอ ‘ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ’ ให้แผลงฤทธิ์ช้าลง

ดร.โทมัส นิวซัม นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย หนึ่งในแกนนำของกลุ่มผู้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศบอกว่า

“จากข้อมูลที่เรามีอยู่นั้น ชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญกับภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ หากมนุษย์ไม่เร่งแก้ไข มีความเป็นไปได้สูงว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่าที่เคยพบเจอกันมาอย่างมาก เช่นบางพื้นที่ของโลกอาจไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป” 

โดยการออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงในครั้งนี้ ก็เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เห็นภาพชัดเจนให้กับรัฐบาลของประเทศต่างๆ และสาธารณชน ได้เห็นและตระหนักถึงสถานการณ์ที่ภัยด้านสิ่งแวดล้อมกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วทุกขณะ แต่กลับถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังมานานหลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมระดับโลกระบุในรายงานข้างต้นด้วยว่า มีมาตรการ 6 ด้าน ที่ผู้คนสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที เพื่อชะลอและหยุดยั้งผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

  • วางนโยบายอนุรักษ์แหล่งพลังงานและประหยัดพลังงานในระดับมหภาค

ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หันมาใช้พลังงานทดแทนที่ยั่งยืน ยกเลิกนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันหรือนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล คิดค่าการปล่อยคาร์บอนให้สูงพอที่ธุรกิจต่างๆ จะหลีกเลี่ยงการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

  • ลดสารก่อมลพิษระยะสั้น

ควรลดการใช้และปล่อยมีเทน สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน รวมทั้งเขม่าควันต่างๆ เนื่องจากอาจจะช่วยลดความรุนแรงของภาวะโลกร้อนในช่วง 20-30 ปีข้างหน้าลงได้ถึง 50%

  • หยุดบุกรุกป่า & ทำลายธรรมชาติ

ควรหยุดยั้งการแผ้วถางพื้นที่ป่า อนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น ป่าไม้ ทุ่งหญ้า ป่าโกงกาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลก

  • สร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ควรบริโภคพืชผักให้มากขึ้นและลดผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ลง ซึ่งจะช่วยตัด/ลดการปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ รวมทั้งลดการแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อการทำปศุสัตว์ด้วย

  • ปรับเปลี่ยนทิศทาง/นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อโลก  

ยกเลิกแผนการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก เปลี่ยนทิศทางนโยบายที่มุ่งแสวงหาแต่ความมั่งคั่งและเพิ่มตัวเลขจีดีพีด้วยการทำลายทรัพยากร มาเป็นนโยบายที่คำนึงถึงความยั่งยืนของ ‘ชีวมณฑล’ ในระยะยาวแทน

  • ควบคุมจำนวนประชากรโลกให้พอดี

พยายามจำกัดจำนวนประชากรโลกให้อยู่ในระดับคงที่และเหมาะสม โดยใช้วิธีการที่มีความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากในปัจจุบันมีประชากรเกิดใหม่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2 แสนคนต่อวัน


ที่มา :


ร่วมกันปกป้องสิ่งแวดล้อมโลกได้ด้วยมือของเรา กับหลากวิธีต่อไปนี้

รีวิว 3 ต้นแบบ ‘ภาชนะจากวัสดุธรรมชาติ’ จากมันสมองคนไทย สร้างชื่อดังไกลทั่วโลก

ถอดบทเรียน ‘ฟินแลนด์’ ต้นตำรับการพัฒนา ‘ประเทศสีเขียว’ และ ‘เศรษฐกิจยั่งยืน’

แค่ร่วมติดแฮชแท็ก #PrayforAmazonas ไม่พอ! คนไทยทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยยืดอายุ ‘ผืนป่าแอมะซอน’