อัตราดอกเบี้ย มีความหมายมากกว่าการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

473

ถึงตอนนี้ ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะต้องยอมรับว่า ไม่สามารถจัดการวงจรธุรกิจและเตรียมการรองรับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้


เจ้าหน้าที่การเงินส่วนใหญ่ในปัจจุบันคงจะหมดใจและรอดูว่าจะมีเครื่องมืออื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือเปล่า

การเงินนิยม (Monetarism) จึงเป็นได้แค่อุดมการณ์ทางการเมืองและความเชื่อทางเศรษฐกิจที่ล้าสมัยเท่านั้น!!!

แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อเป็นปรากฏการณ์ทางการเงินอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างการขยายตัวทางการเงินกับเงินเฟ้อ และจนถึงตอนนี้ ความคิดเห็นแนวนี้ก็ยังคงถูกห้าม แม้ว่าธนาคารกลางในหลายประเทศทั่วโลกกำลังพิมพ์เงินใหม่ ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่สามารถจินตนาการได้มาก่อน และไม่มีผลกระทบด้านเงินเฟ้อก็ตาม

ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา การกู้ยืมเงินของรัฐบาลและหนี้สินรวมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว นักลงทุนไม่เพียงแต่ไม่ต้องตกใจกับการคุกคามของภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเรียกร้องเบี้ยประกันที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะเป็นการให้กู้ยืมเงินแก่รัฐบาลในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และในหลายประเทศยังตกลงกับการรับประกันความสูญเสียในรูปแบบของ ‘อัตราดอกเบี้ยติดลบ’

กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ธนาคารกลางและผู้นำทางเศรษฐกิจในปัจจุบันเชื่อว่า นโยบายทางการเงินมาถึงขีดจำกัดแล้ว และนโยบายงบประมาณควรเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการวงจรธุรกิจและรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นักการเมืองจำนวนมากโดยเฉพาะในยุโรปยังคงปฏิเสธที่จะยอมรับว่า ยุคของการสร้างรายได้ผ่านไปแล้ว และการจัดการใช้ทางเลือกเดียวตามแนวคิดของ ‘เคนส์’ จะเป็นการพลิกสถานการณ์ก่อนที่เศรษฐกิจจะถดถอย

อัตราดอกเบี้ยที่สูงจะช่วยยับยั้งอัตราเงินเฟ้อ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจและนำไปสู่การลดสวัสดิการของประชากรได้ ถ้าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำยังสร้างผลกระทบทางยุทธศาสตร์ ในทางตรงกันข้าม ก็ลดแรงจูงใจของบริษัทที่จะลงทุนในการเพิ่มผลผลิตได้ ยิ่งกว่านั้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาวเข้าใกล้ศูนย์ ผลกระทบเชิงกลยุทธ์ของการหดตัวทางเศรษฐกิจก็จะเริ่มถูกครอบงำ

ดังนั้น ในสภาวะปัจจุบันของการลดอัตราดอกเบี้ยต่ำกับความน่าจะเป็นในระดับสูง จะนำไปสู่การชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการลดลงของการเจริญเติบโตของผลผลิต ผลกระทบเชิงกลยุทธ์นี้เกิดขึ้นจากการแข่งขันกันภายในภาคอุตสาหกรรม อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงนั้นกระตุ้นให้ทุกบริษัทในอุตสาหกรรมหนึ่งๆ เพิ่มการลงทุน แต่สำหรับผู้นำตลาด สิ่งจูงใจเหล่านี้แข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆ เป็นผลให้อัตราดอกเบี้ยในระยะยาวลดลง เมื่อเวลาผ่านไป ภาคเศรษฐกิจมีการผูกขาดมากขึ้น

อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง (ชาติ) ควรอิงการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าเฟดเงินเฟ้อ!!!

อัตราดอกเบี้ยจะลดลงอย่างต่อเนื่องในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลจะดูแลผลประโยชน์ของผู้ผลิตเป็นไปได้มากที่สุด หากแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจโลกยังคงดำเนินต่อไป

คาดว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อัตราดอกเบี้ยจะลดลงอีก 0.5% แต่เป็นการยากที่จะคาดการณ์เพิ่มเติม เพราะความจริงที่ว่า เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับตลาดโลกเป็นอย่างมาก

นโยบายทางเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างจะถูกกำหนดจากความท้าทายภายนอกเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือ เมื่อธนาคารกลางลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ไม่เพียงแค่เป็นการกำหนดกฎของเกม แต่เป็นการพยายามปรับให้เข้ากับเฟด โดยอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยหลักในไทย ซึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่มีการใช้อยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

นี่ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยที่ธุรกิจสามารถรับได้ อัตราการขยายตัวของจีดีพีที่ไม่สดใสเป็นผลมาจากนโยบายการตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นและการให้สินเชื่อที่มีราคาแพงมากสำหรับองค์กรส่วนใหญ่

อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้?

คำตอบคือ โครงการลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งอัตราผลตอบแทนภายในต่ำกว่าต้นทุนของกองทุนที่ยืมมา

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนสินค้าและบริการเพื่อประกันว่าการผลิตจะต้องดึงดูดเงินกู้ยืมระยะสั้นที่มีราคาแพงเพื่อเติมเต็มเงินทุนหมุนเวียน สิ่งนี้นำไปสู่การลดลงของรายได้ที่แท้จริงของประชากรและเป็นผลให้แรงผลักดันที่สำคัญลดลง เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจตามความต้องการของผู้บริโภค

อัตราดอกเบี้ย มีราคาแพงสำหรับการปรับให้ระบบเศรษฐกิจมีอุตสาหกรรมที่ทันสมัยไม่สามารถดำเนินการได้ หากนโยบายของธนาคารกลางกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดอัตราดอกเบี้ยนั้น ไม่เพียงพอ เพราะต้องคำนึงถึง “รูปแบบเทคโนโลยี” หมายถึง ลำดับความสำคัญของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้วย ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มากกว่าการเติบโตของจีดีพี 

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (การสร้างอุตสาหกรรม) มีผลระยะยาว ธนาคารกลาง
ควรให้ความสำคัญกับงานเพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งในที่สุด เงินจะถูกลงและไปทำงานในภาคธุรกิจจริง

แต่น่าเสียดายที่ความสำคัญตอนเริ่มต้นของการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจสมัยใหม่ยังไม่ได้คำนึงถึงการเติบโตของจีดีพี ไม่ได้พิจารณามาตรฐานการครองชีพของประชากร รวมทั้งไม่ได้แสดงให้เห็นประสิทธิภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นแค่การยับยั้งอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น ผลเลยเป็นอย่างที่เราเห็นกัน


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย