Music Disruption ฌาปนกิจ CD ไทย

169

สัญญาณหายนะของวงการขาย CD เพลงทั่วโลก เริ่มต้นจากการเกิดขึ้นของ Napster เว็บไซต์ Upload Download แลกเปลี่ยนไฟล์เพลง MP3 ราวกลางปี ค.ศ. 1999


ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดในยุคการฟังเพลงผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Music Streaming เหมือนที่หลายคนพยายามจะทำความเข้าใจว่า CD เพลง ล่มสลายในยุค Disruption นี้

เพราะแม้ Napster จะถูกบังคับคดีให้ล้มเลิกงานให้บริการ Upload Download แลกเปลี่ยนไฟล์เพลง MP3 ทว่า Platform แบบ Napster ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น การฆ่า Napster ก็เหมือนการยิงซอมบี้แค่ตัวเดียว เพราะเชื้อโรค Napster ระบาดไปสู่เว็บไซต์แชร์ไฟล์เพลง MP3 นับหมื่นแห่ง ลุกลามบานปลายอย่างหยุดไม่อยู่

CD ไทย ฟังเพลง

แวดวง CD เพลง ที่แม้จะมี Honeymoon Period ที่ยาวนานกว่า 20 ปี คือตั้งแต่ 1980 จนถึง 1999 ด้วยคุณภาพที่คมชัดและทนทานกว่าเทป อีกทั้งพกพาง่ายกว่าแผ่นเสียง

CD จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แม้ในช่วงแรกราคาจะแตะ 500 บาท แต่ก็ลดลงมาเรื่อยๆ ตามหลัก Demand-Supply จนมานิ่งอยู่ที่แผ่นละไม่เกิน 120 บาท แต่ก็ยังไม่พอ

เพราะกราฟวงการขาย CD เริ่มตกนับตั้งแต่นั้น บทพิสูจน์สำคัญคือการเลิกกิจการของ Tower Record ในปี 2006 ตามมาด้วยแมงป่อง ช่วงปี 2013 และล่าสุด B2S ปี 2018

ห่วงโซ่ที่นำไปสู่การปิดหน้าร้านของ Brand เหล่านี้ คือปัญหาการไม่มี CD ออกใหม่ เพียงพอจะดึงดูดวัยรุ่นให้เข้าร้าน เมื่อคนเข้าร้านน้อยลงเรื่อยๆ โอกาสที่จะขายย่อมลดลง

และการที่ค่ายเพลงไม่ออก CD ใหม่ ก็เป็นผลมาจากความเหนื่อยหน่าย และท้อถอย จากสาเหตุที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ CD เพลงในรูปแบบไฟล์เพลง MP3 นำโดย Vampire Record

โดยเหตุผลหลักที่ทำให้ Vampire Record และขบวนการเทปผี CD เถื่อนเติบโต ก็มาจากความเบื่อหน่ายของผู้รักเสียงดนตรีที่มีต่อค่ายเพลงซึ่งทำอัลบั้ม CD ที่ไร้คุณภาพ

CD ไทย

แปลไทยเป็นไทยก็คือ CD หนึ่งชุด จะมี 10 เพลง แต่เพลงฮิต เพลงที่ฟังได้ หรือเพลงเพราะจริงๆ จะมีเพียง 1 หรือ 2 เพลง เต็มที่สุดๆ ก็ 3 เพลง นอกนั้นอีก 7 เพลงคือขยะ

เมื่อลูกค้าเสียเงินซื้อเพลงขยะที่มีมากกว่าเพลงดีใน CD หนึ่งอัลบั้ม บ่อยครั้งเข้า พอมาเจอกับ Vampire Record ที่อัดเพลง MP3 ได้ถึงกว่า 200 เพลง ในราคาถูกกว่า 10 เพลง

Winamp คือ Application ที่รองรับการฟังเพลง MP3 ถ้าเปรียบกับยุคนี้ก็คือ YouTube ที่ร้านกาแฟ อาหารตามสั่ง ร้านเสริมสวย เปิด YouTube แช่ไว้ฟังวนไปได้ทั้งวัน

Winamp

วงการขาย CD ไทย จากยุคที่มี CD ใหม่ออกวางแผงสัปดาห์ละครั้งต่อค่าย บางค่ายสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งลงอัลบั้มอย่างน้อย 4-5 ชุด บางช่วงมีขายมากกว่า 10 ชุด

ปัจจุบัน RS ที่เลิกผลิต CD มาตั้งแต่ปี 2015 ก็ไม่หวนกลับมาวงการอีกเลย คีตา มีรวมฮิตออกมาประปรายจนถือได้ว่าแทบไม่เห็น นิธิทัศน์ ขายแต่แผ่นเก่าหรือผลิตซ้ำก็น้อยมาก

เบเกอรี่ ที่ขายให้ Sony ก็แทบไม่มีงานใหม่อีกแล้ว แม้กระทั่ง Warner ที่ถืองานคาราบาวซึ่งมีฐานแฟนเพลงกว้างที่สุดยังไม่ผลิต CD ใหม่เลย Universal กับเพลงไทยไม่ต้องพูดถึง

เหลือก็แต่ รถไฟดนตรี ที่ทำ Re-issue แต่ก็เป็นงานเก่าทั้งหมด และ Grammy ที่มีแต่งานรวมฮิต นานๆ หลายเดือน จึงจะมีอัลบั้มใหม่จริงๆ ออกมาสัก 1 ชุด 2 ชุด ไม่เกิน 3 ชุด

แม้กระทั่ง แม่ไม้เพลงไทย หรือ Metro ที่ถืองานลูกทุ่ง ลูกกรุง ยุคคลาสสิกจำนวนมาก มีข่าวประกาศยุติการผลิต CD ยังไม่นับ Rose ที่เคยออก CD เป็นระยะก็ดูเหมือนจะหยุดไป

CD ไทย

CD ศิลปินไทยที่ถือเป็นผลงานใหม่ ก็เห็นจะมีแต่ศิลปิน Indy ค่ายเพลงอิสระ ค่ายเล็ก ค่ายน้อยเท่านั้น และก็ออกกันมาแบบ Limited Edition ไม่ได้วางตลาดในวงกว้างเสียด้วย

ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือ โรงงานปั๊ม CD ในไทย เหลือให้บริการน้อยมาก อัลบั้มใหม่จำนวนหนึ่งจึงถูกส่งไปทำต่างประเทศ ราคาจึงค่อนข้างแพงตามหลัก Demand-Supply

ประกอบกับศิลปินและค่ายเพลงในยุค Social Media ส่วนใหญ่เปิดให้จอง หรือ Pre-order ในลักษณะขายตรง ผลกระทบนี้ส่งถึงร้านขาย CD โดยตรงที่แทบไม่เหลือแผ่นมาวาง

ร้านขาย CD ที่เหลือน้อยอยู่แล้วในปัจจุบัน จึงแทบไม่มี CD เพลงไทยใหม่ให้ขาย ที่เหลืออยู่ก็เป็นแผ่นค้าง Stock หรือ CD ตีคืนจากร้านที่ปิดตัว จนเรียกว่าทุนหายกำไรหด

เมื่อปัญหาวกไปวนมาเหมือนงูกินหางดังที่เขียนมาทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบรรทัดนี้ ผมจึงขอฟันธงว่า ยุค Music Disruption ได้ประกอบพิธีฌาปนกิจ CD ไทย…เรียบร้อยแล้วครับ


ถ้าคุณรักเสียงเพลง นี่เป็นเรื่องราวที่น่ารู้

ใครช่างคิด ประดิษฐ์ “ซาวเบ๊า” ต้นแบบการฟังเพลงจากมือถือ

รัส โซโลมอน ทั้งชีวิตอุทิศให้ธุรกิจเสียงเพลง Tower Records