‘Sharing Economy เศรษฐกิจแบ่งปัน’ จากเทรนด์โลก สู่ปัจจัย เสริมอนาคตเศรษฐกิจไทยให้สดใสได้อย่างไร?

403

ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เราพูดถึง ‘Sharing Economy เศรษฐกิจแบ่งปัน’ แต่ที่หยิบเอาประเด็นนี้มาเขียนถึงอีกครั้ง เพราะได้อ่านบทความเรื่อง “Sharing Economy : นัยต่อเศรษฐกิจไทย” ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งฉายภาพกว้างของเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน ที่มีอิทธิพลต่อหลากหลายอุตสาหกรรมและผู้บริโภคในทุกระดับ รวมถึงนัยต่อเศรษฐกิจประเทศไทยในเชิงกระตุ้นให้เกิดปัจจัยบวกและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจที่สดใสยิ่งขึ้น


บทความนี้ มีทีมนักวิจัยที่มาเขียนบทความให้ความรู้ชิ้นนี้ขึ้น คือ ปราณี สุทธศรี, ณฐ์ภัชช์ พงษ์เลื่องธรรม, วิศรุต มาลสุขุม และ ณัชพล จรูญพิพัฒน์กุล ที่เกริ่นถึงนิยามของ ‘Sharing Economy เศรษฐกิจแบ่งปัน’ ในช่วงต้นของบทความก่อนว่า

“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด (Disruptive Technology) และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทำให้แนวคิดเรื่อง ‘Sharing Economy’ หรือเศรษฐกิจของการแบ่งปัน เริ่มเป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น”

“เห็นได้จากการมีธุรกิจใหม่ๆ หลากหลายประเภทที่นำแนวคิดเรื่อง ‘การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านการแบ่งปันร่วมกับผู้อื่นโดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นตัวกลาง’ มาใช้เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจและประสบความสำเร็จในระดับโลก อาทิ Uber Lyft หรือ Airbnb”

รูปแบบของเศรษฐกิจแบบแบ่งปันนี้ ไม่เพียงส่งผลดีกับเจ้าของกิจการที่อาศัยแนวคิดนี้ในการสร้างรายได้จากการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่เจ้าของทรัพยากรผู้ให้บริการและผู้บริโภคยังได้อานิสงส์จากการทำธุรกิจในรูปแบบนี้ด้วย เนื่องจากผู้ให้บริการสามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่และบางครั้งไม่ได้ใช้ (Underutilized Assets) มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างสร้างสรรค์

ขณะที่ ในมุมผู้บริโภคเอง ก็มีทางเลือกมากขึ้นในการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเต็มราคาเพื่อซื้อสินทรัพย์มาครอบครองและมีภาระในการดูแลรักษา ซึ่งความเปลี่ยนแปลงในการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่มาแบ่งปันและการเข้าถึงทรัพยากรโดยไม่ต้องเป็นเจ้าของนี้เองที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ความจำเป็นที่เราต้องศึกษาและเรียนรู้เศรษฐกิจแบบแบ่งปันให้ถ่องแท้นั้น ควรมีการจัดเก็บข้อมูลและการวัดผลกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจาก Sharing Economy ให้ครบถ้วน ถูกต้องและแม่นยำ เนื่องจากกระแสความนิยมใน Sharing Economy จัดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่กำลังมาแรงนั่นเอง ผู้เขียนบทความนี้จึงต้องการสื่อสารว่า

การศึกษาฉบับนี้อยู่ในรูปแบบของ Futuristic Research Paper เพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเป็นไปได้มากที่สุดในอนาคต (Possible Future) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบธุรกิจและพฤติกรรมของทั้งผู้ลงทุน ผู้ให้บริการ และผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากกระแสความนิยม Sharing Economy ผ่านการตอบคำถามหลัก 3 ข้อ ได้แก่

  1. ประเภทของธุรกิจ Sharing Economy ในปัจจุบันมีอะไรบ้าง รวมถึงธุรกิจใดกำลังได้รับความนิยมและเติบโตในไทย
  2. สถานการณ์และปัจจัยที่ทำให้ Sharing Economy เป็นที่นิยม
  3. ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของ Sharing Economy ต่อประเทศไทย โดยศึกษาจากบทเรียนของต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปและความเข้าใจในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคต

อัปเดต ตลาดและรูปแบบของ ‘Sharing Economy เศรษฐกิจแบ่งปัน ที่เกิดขึ้นบนโลกในตอนนี้

แท้จริงแล้ว ธุรกิจที่กล่าวได้ว่าใช้แนวคิดของ Sharing Economy นั้นมีความหลากหลายมาก ผู้วิจัยจึงแบ่งประเภทธุรกิจดังกล่าวตามลักษณะของสินค้าหรือการให้บริการเป็น 8 ประเภทใหญ่ ดังนี้

  • Peer-to-Peer (P2P) Lending

เป็นการกู้ยืมเงินกันโดยตรงระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้โดยไม่ผ่านตัวกลางสถาบันการเงิน (สง.) แต่จะกู้ยืมกันผ่านแพลตฟอร์มที่มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น Big Data แทน ซึ่งจากประสบการณ์ในต่างประเทศพบว่า P2P Lending ทำให้ผู้ให้กู้ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินกับสถาบันการเงิน แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าเช่นกัน ขณะที่ผู้กู้ได้รับประโยชน์จากต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำกว่าการกู้จาก สถาบันการเงิน ยิ่งไปกว่านั้น ระยะเวลาการทำสัญญา การเผยแพร่สัญญาเงินกู้ต่อผู้ลงทุน จนถึงการให้เงินกู้นั้น สั้นกว่าเวลาในการดำเนินการผ่านสถาบันการเงินค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ P2P ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การขอกู้ของ สถาบันการเงิน ซึ่งส่วนมากจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือ SMEs เนื่องจากแพลตฟอร์ม P2P สามารถหาผู้ให้กู้ที่ยอมรับความเสี่ยงให้ได้ ด้วยเหตุนี้ P2P จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และจีน

สำหรับความคืบหน้าของธุรกิจ Sharing Economy แบบ P2P Lending นี้ ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์ม P2P Lending เนื่องจากผู้กู้ในระบบ P2P มีความเสี่ยงที่สูงกว่าผู้กู้ผ่านระบบสถาบันการเงิน ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการสะสมความเสี่ยงเชิงระบบแก่เศรษฐกิจได้

  • Crowdfunding

เป็นการขอกู้เงินแบบระดมทุนจากผู้ที่ต้องการลงทุน โดยผู้กู้จะนำโครงการหรือความคิดมานำเสนอพร้อมข้อเสนอ ทั้งในรูปผลตอบแทนหรือสิ่งของเป็นข้อแลกเปลี่ยนแก่ผู้ที่ต้องการลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งในหนึ่งโครงการอาจมีผู้ที่ต้องการลงทุนมากกว่าหนึ่งราย ทั้งนี้ การระดมทุนลักษณะนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากธุรกิจ Startup ซึ่งมีความเสี่ยงต่อผู้ที่ต้องการลงทุนค่อนข้างสูง จึงต้องมีความระมัดระวังในการพิจารณาและออกกฎเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลด้วย โมเดลธุรกิจที่เป็นตัวอย่างของ Crowdfunding ซึ่งเป็นที่รู้จัก คือ Kickstarter

  • Ride/Vehicle Sharing

ธุรกิจการแบ่งปันยานพาหนะหรือการเดินทาง (โดยเฉพาะรถยนต์) เช่น การให้บริการร่วมโดยสารไปกับเจ้าของหรือการให้ยืมรถยนต์ในช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้ โดยนอกจากเจ้าของรถยนต์จะได้รับผลประโยชน์แล้ว ผู้โดยสารก็สามารถเดินทางได้โดยไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์เป็นของตนเอง ทั้งนี้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Grab Uber Lyft Car2go หรือ Zipcar ซึ่งเป็นตัวแทนสะท้อนถึงกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี

  • House/Apartment Sharing

โมเดลของธุรกิจไม่ต่างกับ Ride Sharing ต่างกันแค่สินทรัพย์ที่นำมาแบ่งปัน เปลี่ยนจากยานพาหนะเป็นห้องพักอาศัย โดยเจ้าของห้องพักสามารถกำหนดช่วงเวลาที่ตนไม่ได้ใช้บ้านหรืออพาร์ตเมนต์นั้น แล้วกำหนดราคาให้เข้าพักต่อคืน โดยส่วนใหญ่แล้วห้องพักประเภทนี้จะกำหนดราคาที่ต่ำกว่าการเข้าพักในโรงแรมทั่วไป ส่วนหนึ่งเนื่องจากไม่มีบริการและมาตรฐานความปลอดภัยเท่ากับโรงแรม

นอกจากนี้ในมุมมองของนักท่องเที่ยว การเข้าพักแบบนี้ยังนับเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างและแปลกใหม่ด้วย ธุรกิจประเภทนี้จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Airbnb หรือ Couch Surfing ซึ่งล้วนมีอัตราการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

  • Coworking

เป็นวัฒนธรรมการแบ่งปันพื้นที่สำนักงาน แบ่งปันคลังเก็บสินค้า หรือแบ่งปันอุปกรณ์สำนักงาน ต่างๆ จึงเหมาะสำหรับผู้รับจ้างทำงานอิสระ (Freelancers) หรือธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถระบุเวลาการใช้งานได้ตามต้องการ โดยผู้ให้บริการสามารถกำหนดเงื่อนไขการให้บริการได้อย่างอิสระ

เช่น ผู้ให้บริการบางรายกำหนดให้ต้องจองห้องประชุมและจ่ายค่าบริการเพิ่มเมื่อต้องการใช้ ซึ่งการทำเช่นนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี

Sharing Economy ประเภทนี้จึงเป็นที่นิยมตามหัวเมืองใหญ่ เนื่องจากการใช้บริการสำนักงานในลักษณะนี้มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการเช่าสำนักงานตลอดเวลาแบบดั้งเดิม

  • Reselling & Trading

เป็นธุรกิจ Sharing Economy อีกประเภทหนึ่งที่มีมานานและมีลักษณะใกล้เคียงกับการค้าขายแบบดั้งเดิม โดยธุรกิจประเภทนี้มีลักษณะเป็นการฝากขายสินค้ามือสองต่างๆ ผ่านผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม อาทิ eBay ซึ่งจะเน้นการทำหน้าที่โฆษณาตัวแพลตฟอร์มดังกล่าวให้เป็นที่รู้จักเพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการให้เข้ามาเลือกซื้อสินค้า เปรียบเสมือนการใช้ร้านค้าและโฆษณาต่างๆ ร่วมกัน

ผู้ให้บริการในธุรกิจนี้สามารถกำหนดหมวดสินค้าเพื่อทำให้แพลตฟอร์มมีจุดขายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นได้ อาทิ Kidizen ที่กำหนดให้ขายเฉพาะของเล่นและเสื้อผ้าเด็กเท่านั้น ทั้งนี้ เห็นได้ว่าธุรกิจ Sharing Economy ประเภทนี้จะตัดคนกลางอย่างร้านรับซื้อสินค้ามือสองออก ทำให้ผู้ต้องการซื้อและผู้ต้องการขายพบกันได้ง่ายขึ้น

  • Knowledge/Talent Sharing

ธุรกิจประเภทนี้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีและสื่อโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การแบ่งปันความสามารถหรือความรู้ต่างๆ (Content) แก่ผู้อื่นทำได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งผู้ที่แบ่งปัน (Contributor) สามารถสร้างรายได้จากความรู้เหล่านั้นได้ด้วย โดยหากย้อนกลับไป 5 – 10 ปีก่อนหน้านี้ Youtuber อาจยังเป็นอาชีพที่หายากและทำเงินได้ไม่สูงมากนัก แต่ในปัจจุบันอาชีพนี้กลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการแบ่งปันความรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าง Youtube แล้ว Knowledge/Talent Sharing ยังครอบคลุมถึงการแบ่งปันความสามารถอื่นๆ อีกด้วย เช่น การสอนพิเศษหรือการรับจ้างให้คำปรึกษาทางการเงิน ดังนั้น ธุรกิจประเภทนี้จึงทำให้ตลาดเกิดความคล่องตัวมากขึ้น ผู้ที่มีความสามารถด้านต่างๆ จึงสามารถสร้างรายได้เสริมจากความรู้และทักษะที่ตนมีได้อีกด้วย

  • Niche Services

เป็นการแบ่งปันบริการในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจาก 7 ประเภทข้างต้น อาทิ DogVacay หรือบริการหาบ้านที่สามารถดูแลสุนัขเมื่อเจ้าของติดธุระ Sharing Economy ประเภทนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งธุรกิจดังกล่าวเกิดจากผู้ที่มีเวลาว่างสามารถเสนอตนเองเพื่อให้บริการบางอย่าง เช่น ส่งของ ส่งอาหาร ผ่านแพลตฟอร์มได้ ยกตัวอย่าง LINEMAN นั่นเอง


จากความหลากหลายสู่แนวทางขยายตลาด Sharing Economy จึงส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโตได้มากขึ้น

“เศรษฐกิจแห่งการแบ่งปัน ถือเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างหนึ่งของโลกที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจ รวมถึงผลกระทบในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญในการปรับตัวเพื่อก้าวตามให้ทันกับกระแสโลก และช่วยในการติดตามทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะมีนัยต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงการออกแบบกฎเกณฑ์กำกับดูแลธุรกิจดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง”

จากบทสรุปที่ทีมนักวิจัยได้ระบุไว้ นำมาสู่ข้อเสนอแนะเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบนี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

“ด้วยความหลากหลายของ Sharing Economy ที่กล่าวมา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การแบ่งปันสินทรัพย์ทั่วไปอย่างรถและที่พัก ไปจนถึงการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ซึ่งปัจจัยร่วมสำคัญที่ทำให้ธุรกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยม คือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการใช้แพลตฟอร์มที่ช่วยทำให้การทำธุรกรรมเกิดขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง สะดวกรวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่พร้อมเปิดรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”

สำหรับประเทศไทย ผู้วิจัยประเมินว่าธุรกิจ Sharing Economy มีทิศทางขยายตัวต่อเนื่องไม่ต่างจากตลาดอื่นๆ ทั่วโลก และน่าจะก่อให้เกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม โดยเฉพาะในด้านการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังช่วยสร้างงานและรายได้เสริมหากประชาชนพร้อมที่จะปรับตัวใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจ โดยถือเป็นตัวรองรับทางเศรษฐกิจ (Cushion) เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้อีกหนึ่งช่องทาง

แต่ในเมื่อเหรียญมีสองด้าน เศรษฐกิจแบบแบ่งปันก็เช่นกัน ธุรกิจเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดต้นทุนทางสังคมขึ้น (Social Cost) อีกทั้งสร้างการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมระหว่างผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการดั้งเดิม และยังมีปัญหาในการจัดเก็บข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำได้ยากหรือมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง อาจทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ภาษีบางส่วน รวมถึงอาจส่งผลต่อการติดตามภาวะและทำความเข้าใจเศรษฐกิจ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายไม่ตรงจุดและไม่สามารถรับมือได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ผู้นำเสนอบทความชี้ชัดว่าธุรกิจ Sharing Economy รูปแบบใหม่ๆ อาจเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคพร้อมเปิดรับ

ดังนั้น เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์รวมถึงลดทอนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งต่อผู้ให้บริการใหม่ๆ ผู้ให้บริการดั้งเดิม ผู้บริโภค รวมถึงภาครัฐ ภาครัฐจึงควรมีการกำกับดูแลที่ชัดเจนและเหมาะสม เช่น ออกกฎหมายว่าด้วยเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy Act) ที่กำหนดข้อพึงปฏิบัติทั่วไปให้ชัดเจน เช่นเดียวกับที่หลายประเทศมี ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างพื้นฐานการทำธุรกิจที่เท่าเทียมกันให้แก่ภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกันภาคเอกชนผู้ให้บริการดั้งเดิมเองก็ควรทำความเข้าใจแนวโน้มการแข่งขันใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อปรับตัวและบริหารความเสี่ยงให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแนวโน้มแห่งอนาคตของโลก (MegaTrend) ไปได้พร้อมๆ กัน


ที่มา : บทความเรื่อง “Sharing Economy:นัยต่อเศรษฐกิจไทย” โดย ปราณี สุทธศรี, ณฐ์ภัชช์ พงษ์เลื่องธรรม, วิศรุต มาลสุขุม และ ณัชพล จรูญพิพัฒน์กุล จากเว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย


รอบรู้เพิ่มเติมกับหลากหลายเรื่องราวสร้างสรรค์ เรื่อง Sharing Economy 

เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ลมใต้ปีกขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในมุมมองใหม่

ถอดบทเรียน ‘ฟินแลนด์’ ต้นตำรับการพัฒนา ‘ประเทศสีเขียว’ และ ‘เศรษฐกิจยั่งยืน’

แอร์บีแอนด์บี (Airbnb) เดินหน้าดัน โฮมแชริ่ง ให้ถูกกฎหมาย สร้าง เทรนด์เศรษฐกิจแบ่งปัน เติบโตในไทยได้อย่างยั่งยืน