ร่วมลด ‘ขยะพลาสติกในทะเล’ ให้โลก ด้วยนวัตกรรม ‘ถุงพลาสติกจากแป้งมัน’ ผลงานจากความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน

309

ในตอนนี้ นับเป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกต่างตื่นตัวกับกระแสวิกฤตขยะพลาสติกกันอย่างมาก เพราะผลกระทบที่ประจักษ์กับสายตาชาวโลกมากมาย กอปรกับการรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ในปัจจุบัน พบพลาสติกที่สะสมในทะเลและมหาสมุทรได้แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ จนถึงขนาดที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เรียกกันว่า “ไมโคร พลาสติก” และจนถึงวันนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่า จะแยกเอาไมโครพลาสติกเหล่านี้ออกจากระบบนิเวศทางทะเลได้อย่างไร ซึ่งสถานการณ์นี้นำมาซึ่งมหันตภัยต่อชาวโลกที่ยากจะคาดเดา ดังนั้น ปัญหาเรื่องขยะทะเลจึงจัดเป็นปัญหาที่ทั่วโลกต้องหาทางมาร่วมกันแก้ไข ซึ่งล่าสุด สำหรับประเทศไทย ก็เป็นที่น่ายินดีว่านักวิจัยภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนไทยได้ร่วมกันคิดค้น ‘ถุงพลาสติกจากแป้งมัน’ ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการนำไปผลิตเพื่อใช้จริงแล้ว


อัปเดต วิกฤตขยะพลาสติกในทะเล ปัญหาระดับโลกที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง

ก่อนอื่น ขออัปเดต สถานการณ์ขยะพลาสติกในทะเล แรงบันดาลใจหนึ่งที่ทำให้เกิดกระบวรการวิจัยเพื่อคิดค้นนวัตกรรมมาแก้ปัญหานี้ ซึ่งถ้าอ้างอิงผลสำรวจจากรายงานของ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ปี ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559) ระบุข้อมูลได้น่าตกใจว่า “ขยะทะเล” เป็นวิกฤตระดับโลก ที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนมาก และประเภทของขยะที่ก่อปัญหามากที่สุด หนีไม่พ้น ขยะพลาสติก นั่นเอง

โดยขยะในทะเลที่เราเห็นเป็นแพขยะจำนวนมหาศาลในมหาสมุทรหลายแห่งทั่วโลกนั้น ถือเป็นเพียงร้อยละ 0.5 ของขยะในทะเลเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร

ขณะที่ร้อยละ 60-90 หรือบางครั้งอาจถึงร้อยละ 100 ของปริมาณขยะที่สะสมบริเวณชายหาด ที่ลอยบนผิวน้ำทะเล และที่ท้องทะเลนั้น พบว่า คือ ขยะพลาสติกชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือ หลายชนิดรวมกัน โดยร้อยละ 80 ของขยะบริเวณชายหาดทั่วโลกที่พบ คือ ก้นบุหรี่ ถุงพลาสติก เครื่องมือประมง และบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 90 ของขยะที่พบบริเวณท้องทะเล คือ พลาสติก

และพลาสติกที่อยู่ในร่างของขยะ นี้เองที่อยู่ในท้องเต่าทะเลทุกตัว และยังพบในวาฬอีก ร้อยละ 59 ในแมวน้ำ ร้อยละ 36 และในนกทะเล ร้อยละ 40

ไม่เพียงเท่านั้น พลาสติกสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่เล็กมาก เช่น แพลงตอน จนถึงขนาดใหญ่มากขึ้น เช่น หอย ปลา การตรวจวิเคราะห์ปลาในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ จำนวน 141 ตัว (รวม 27 ชนิด) พบว่า จำนวน ร้อยละ 9 มีพลาสติกอยู่ในท้อง เช่นเดียวกับการศึกษาที่พบว่า ร้อยละ 30 ของปลาที่จับได้ในช่องแคบอังกฤษมีพลาสติกสะสมในท้องเช่นกัน แม้ว่าขณะนี้ยังเป็นเรื่องยากในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพของปลา กับ ไมโครพลาสติก แต่คาดว่าย่อมมีผลในระยะยาว

ได้มีการคำนวณผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอันเนื่องจากมลพิษพลาสติกต่อมหาสมุทร คาดว่ามีมูลค่าอย่างน้อย 8 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปีทีเดียว

จากรายงานฉบับเดียวกันนี้ของ UNEP ได้เสนอแนะให้ประชาคมโลกร่วมกันดำเนินการด้วยวิธีต่างๆ เพื่อลดความรุนแรงของปัญหาและป้องกันปัญหาในระยะยาว เช่น ให้ความสำคัญกับการป้องกัน ด้วยการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ส่งเสริมการยืดอายุการใช้พลาสติก และในระยะสั้น ควรให้ความสำคัญกับการจัดการและระบบการเก็บรวบรวมขยะพลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ผลักดันนโยบายให้ทันต่อสภาพปัญหาและสถานการณ์ และสร้างสรรค์นวัตกรรมจากงานวิจัยที่มีส่วนช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก

สำหรับประเทศไทย ได้มีความพยายามทั้งจากภาคประชาชนและภาคประชาสังคม ระดับชุมชนท้องถิ่น และการดำเนินงานระดับนโยบายเพื่อมุ่งแก้ปัญหา “ไมโครพลาสติก” ของภาครัฐ คือ การประกาศยกเลิกการใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (แคปซีล) ตั้งแต่ เมษายน 2560 และมีเป้าหมายให้ผู้ผลิตทั้งหมดยกเลิกการใช้แคปซีลภายในปี 2562 เนื่องจากมีน้ำหนักเบา จัดเก็บยากสามารถกระจายทั่วไป เพราะประเทศไทยผลิตน้ำดื่มประมาณ 4,400 ล้านขวดต่อปี ใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 520 ตันต่อปี


ร่วมบรรเทาปัญหา ขยะพลาสติกในทะเล ด้วยนวัตกรรม ถุงพลาสติกจากแป้งมัน ฝีมือนักวิจัยไทย

เพราะปัญหาขยะพลาสติกในทะเล ได้รับการนิยามว่าเป็นปัญหาวิกฤตข้ามพรมแดนที่ประชาคมโลกต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน ดังนั้น ขยะพลาสติกในมือของทุกคน อาจถูกทิ้งและไหลออกไปยังมหาสมุทร กลายเป็นการส่งต่อ ขยะทะเล โดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้

ด้วยเหตุนี้ เพื่อลด “ขยะพลาสติก” ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลําดับที่ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกสู่ท้องทะเลมากที่สุดในโลก สาเหตุสําคัญมาจากพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-use Plastic) หน่วยงานวิจัยเอ็มเทค หรือ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ จับมือกับภาคเอกชน บริษัทผู้ผลิตแป้งมันสําปะหลัง บริษัทผู้ผลิตเม็ดพลาสติกบริษัทเป่าขึ้นรูปถุงพลาสติก ผลิต ถุงพลาสติกจากแป้งมัน หรือถุงพลาสติกย่อยสลายได้จากแป้งมัน ที่ได้นำมาใช้จริงแล้วใน งานกาชาด ประจําปี 2562 ระหว่างวันที่ 15-24 พ.ย. ที่สวนลุมพินี จำนวน 2 หมื่นใบ

จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อํานวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กล่าวว่า

“ขยะพลาสติก เป็นประเด็นสําคัญที่ทั่วโลกตื่นตัวกันมากในตอนนี้ และประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลําดับที่ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกสู่ท้องทะเลมากที่สุดในโลก โดยมีอัตราส่วนที่มากถึง 40% ของขยะพลาสติกทั้งหมด ซึ่งพลาสติกชีวภาพเพียง 1% ของการใช้พลาสติกทั้งหมด ภาครัฐและเอกชนจึงมีความตระหนักร่วมกันด้วยการจัดทําแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก 20 ปี และวางแผนลดและเลิกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง 7 ชนิด ที่พบมากในทะเลของไทยและก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม”

ด้าน วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานกรรมการ บริหารบริษัทเอสเอ็มเอสคอร์ปอเรชั่น จํากัด ผู้แทนสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ไทย (TBIA) กล่าวเพิ่มเติมในมุมของตัวแทนผู้ประกอบการด้านนี้ว่า

“ประเทศไทยส่งออกมันสําปะหลังเป็นอันดับ 1 ของโลก สามารถทํารายได้สูงถึงแสนล้านบาทต่อปี และในฐานะผู้ผลิตแป้งมันสําปะหลังดัดแปร สําหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร กระดาษ กาว สิ่งทอและอีกหลายอุตสาหกรรม ได้เห็นความสําคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้วัตถุดิบจากมันสําปะหลังชนิด KU50 ที่มีปริมาณแป้งในหัวมันสูงซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่มากในประเทศไทย ผสานกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าให้กับมันสําปะหลังเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้กับชาวไร่ของไทย นำมาสู่การคิดค้น TAPIOPLAST เม็ดพลาสติกจากแป้งมันสําปะหลัง มีคุณสมบัติที่เหมาะสมสําหรับการผลิตพลาสติกชีวภาพ”

“โดยเม็ดพลาสติกชนิดนี้จะย่อยสลายกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปุ๋ยในดินที่เป็นประโยชน์กับพืช จึงดีต่อสิ่งแวดล้อมและมีส่วนช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะก่อปัญหาต่อโลกได้จริง จากผลสำเร็จนี้ จึงได้ร่วมมือกับ เอ็มเทค สวทช.เพื่อผลิตเป็นถุงขยะและนำไปใช้จริงใช้ในงานกาชาด นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนถุงพลาสติกในการจัดการขยะภายในงานแล้วยังต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์โดยทําให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้นด้วย”


แป้งมันสำปะหลัง วัตถุดิบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พระเอกขี่ม้าขาวที่จะมาทดแทน พลาสติก ได้บางส่วน

นพดล เกิดดอนแฝก นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูงเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า

“จุดเด่นของถุงพลาสติกย่อยสลายได้ คือ การใช้ส่วนผสมจากวัตถุดิบธรรมชาติคือแป้งมันสําปะหลังกว่า 50% ในการผลิต แป้งคือคีย์ฟังชั่นในการเร่งสร้างสปีดให้ย่อยสลายได้เร็วขึ้นจึงนํามาเป็นวัตถุดิบหลัก ผสมกับพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ 2 ชนิดคือ PLA และ PBAT ด้วยสัดส่วนที่เท่ากัน โดยแป้งช่วยเรื่องราคา PBAT ช่วยเรื่องความเหนียว และ PLA ช่วยเรื่องความแข็งแรงมาผสมผสานเข้าด้วยกันด้วยการใช้ความร้อนหลอมไม่เกิน 200 องศาเซลเซียส”

“เม็ดพลาสติกชีวภาพนี้จึงมีความเหนียว ยืดหยุ่นและมีความแข็งแรงสามารถเป่าขึ้นรูปได้ง่ายด้วยเครื่องจักรที่ใช้กับพลาสติกทั่วไป โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องจักร ทั้งยังผ่านการทดสอบในเล็บด้วยการนําขยะอินทรีย์จําพวก เศษกล้วยเศษข้าว 1,500 กิโลกรัมใส่ในถุงพลาสติกย่อยสลายได้แล้วนําไปฝังดิน พบว่าสามารถย่อยสลายได้ในระยะเวลาเพียง 3 เดือนที่อุณหภูมิปกติหากนําไปใช้งานจริงในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็จะทําให้มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสูงตามไปด้วย”

เพราะโดยทั่วไปแล้ว คุณนพดลอธิบายว่าขยะครัวเรือนจะมีสัดส่วนขยะอินทรีย์หรือเศษอาหารประมาณ 65% ที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ทีมวิจัยจึงคาดหวังว่าถุงขยะย่อยสลายได้นี้จะถูกนําไปใช้งานจริงอย่างเหมาะสม และช่วยให้พนักงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บขยะ สามารถจัดการขยะเปียกได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกันทีมวิจัยจะติดตามการย่อยสลายขยะและถุงขยะไปอีก 3 เดือนในสภาวะจริง เพื่อประเมินผลผลัพธ์ของการใช้ถุงขยะชนิดนี้ ด้วย


ที่มา :


อัปเดตสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลก พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้โลก ด้วยหลากหลายวิธีต่อไปนี้

กล้า ก้าว ไกล กับแนวคิดการจัดการ “ขยะ” สู่ชุมชนตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน

รวมพลังลดขยะให้เหลือศูนย์ แบบ ‘Chula zero waste’ ต้นแบบการบริหารจัดการขยะครบวงจร

รีวิว 3 ต้นแบบ ‘ภาชนะจากวัสดุธรรมชาติ’ จากมันสมองคนไทย สร้างชื่อดังไกลทั่วโลก