BIG 3 ยึดฐานตะวันออกชิงดำ EV OF ASEAN

413

เมื่อเอ่ยชื่อโตโยต้าบีเอ็มดับเบิลยูมิตซูบิชิทุกคนต้องคิดถึงค่ายรถยนต์ระดับโลกที่แข่งขันในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน แต่ไม่ว่าอดีตจะเป็นเช่นไร นับจากนี้สมรภูมิการแข่งขันจะเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนจากยุคน้ำมันก้าวสู่ยุคไฟฟ้า


ประเทศไทยเคยได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็นดีทรอยต์ออฟเอเชีย หรือศูนย์กลางการผลิตรถยนต์แห่งเอเชีย เนื่องจากนโยบายสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่โดดเด่นและประสบความสำเร็จอย่างสูง

รถยนต์ค่ายยักษ์ในเอเชีย ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา ล้วนมีฐานการผลิตสำคัญในเมืองไทย

ส่งผลให้ยานยนต์กลายเป็น 1 ใน 5 ยุทธศาสตร์ของประเทศ เป็นสินค้าส่งออกชั้นนำของไทย

แม้ในช่วงปี 2561 ที่เศรษฐกิจโลกซบเซาจากปัญหาเทรดวอร์ ไทยก็ยังสามารถส่งออกรถยนต์ได้ถึง 1.14 ล้านคัน คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 5.94 แสนล้านบาท

วันนี้! ประเทศไทยก้าวสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ยุคใหม่ คือ รถยนต์ไฟฟ้า หรือ ELECTRIC VEHICLE : EV

เปลี่ยนจากการใช้น้ำมันมาเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้า

จากตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ พบว่า บีโอไอได้มีการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยตามที่ผู้ประกอบการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนแล้วมากกว่า 51,550 ล้านบาท

รวมทั้งหมด 9 โครงการประกอบด้วย

1. รถยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle–HEV) ยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อน จำนวน 4 โครงการ

2. รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ยานยนต์มีลักษณะการทำงานคล้ายกับยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด แต่มีระบบประจุไฟฟ้าจากภายนอกเพิ่มเติมเข้ามา สามารถขับขี่โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ระยะทางมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด จำนวน 4 โครงการ

3. รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle–BEV) เป็นยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ ไฟฟ้าขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว จำนวน 1 โครงการ

นอกจากนี้ยังมีโครงการเกี่ยวกับการผลิตแบตเตอรี่รถ EV ที่ได้รับการอนุมัติจากบีโอไอแล้ว 10 โครงการวงเงินลงทุน 6,800 ล้านบาท


โตโยต้าตั้งเขตส่งเสริมพิเศษ

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ถือเป็นรถยนต์ค่ายแรกๆ ที่ขอรับการส่งเสริมลงทุนโครงการรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี

โดยได้ยื่นเรื่องขอจัดตั้งเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมในพื้นที่โรงงานโตโยต้า บ้านโพธิ์ .ฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 1,640 ไร่ เนื่องจากมีความพร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสามารถขยายกำลังการผลิตได้อีก 1 เท่าตัว จากปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์พื้นที่เพียง 287 ไร่ หรือ 18% ของพื้นที่ทั้งหมด หรือใช้กำลังการผลิตไปเพียง 44% คิดเป็นปริมาณการผลิตรถยนต์หนึ่งแสนคันต่อปี

TOYOTA Ha:mo is parking at station to recharge electric power on October 25, 2019 at Chulalongkorn University, Bangkok, Thailand. Ha:mo is compact EV Car sharing.

สำหรับการขอจัดตั้งเขตส่งเสริมดังกล่าว ทางบริษัทโตโยต้าจะใช้เป็นฐานการลงทุนสำหรับการต่อยอดไปสู่การผลิตรถยนต์สมัยใหม่ในโครงการ IMV (Innovation International Multi-Purpose Vehicle) ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท

พัฒนาการผลิตรถยนต์ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (HEV) รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ Li-ion มอเตอร์ไฟฟ้า

ซูซูมุ มัตสึดะ ประธานบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ เอเชียแปซิฟิก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อีอีซีเป็นฐานการผลิตสำคัญของโตโยต้าในภูมิภาค จึงได้เร่งรัดให้บริษัทโตโยต้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบในประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคและส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในอนาคต


BMW เปิดโรงงานแบตเตอรี่แรงดันสูง

BMW เป็นอีกค่ายที่สนใจลงทุนผลิตรถยนต์ในพื้นที่อีอีซี

ดังที่ สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้กล่าวบรรยายหัวข้อ “EEC อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตในงานสัมมนา “EEC ไม่มีไม่ได้ในโอกาสครบรอบ 35 ปีผู้จัดการว่า

BMW มีฐานการผลิตอยู่ทั่วโลก แน่นอนรวมถึงอาเซียนและในประเทศไทยด้วย ซึ่ง BMW ก็ได้เลือกประเทศไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และเริ่มผลิตรถยนต์ที่โรงงาน จ.ระยอง เมื่อปี 2000 เหตุผลที่ตัดสินใจในช่วงนั้นเป็นเพราะว่าประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและ Supply Chain เข้มแข็ง รวมถึงศักยภาพของคนไทยที่จะมาทำงานร่วมกันทั้งระดับปริญญาและระดับอาชีวศึกษา

“BMW ได้ให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก มีทั้งสำนักงานขาย โรงงานผลิตของตัวเองที่ลงทุนเองทั้งหมด ไม่ได้เป็น Joint Venture เหมือนในประเทศมาเลเซีย ในประเทศไทยเราลงทุนทั้งหมดอยู่ในระยองและในเขตอีอีซีด้วยสเตฟานกล่าวพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า

ถ้ามองถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตแล้ว แน่นอนทุกคนต้องนึกถึงรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง BMW ก็พัฒนาให้รถยนต์ยังมีเทคโนโลยีเก่า คือ แบบสันดาปอยู่ และมีเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งได้เดินหน้าไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าด้วย รวมไปถึงรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่เรียกว่า แบตเตอรี่อีวี หรือ BEV นั่นเอง รวมไปถึงเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านคือเป็นรถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดหรือการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ โดยมีแผนที่จะผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งแบบ HEV, PHEV และ BEV ภายในปี 2025

ล่าสุด BMW เพิ่งเปิดตัวโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศอย่างเป็นทางการที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2 อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ภายใต้ความร่วมมือกับแดร็คเซิล ไมเออร์ กรุ๊ป บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ BMW มาตั้งแต่ปี 2509 

สำหรับโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงแห่งนี้มีมูลค่าการลงทุน 500 ล้านบาท และเป็นโรงงานแบตเตอรี่แห่งแรกและแห่งเดียวของ BMW GROUP ในภูมิภาคอาเซียน

ซึ่งแบตเตอรี่แรงดันสูงนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

โดยได้เริ่มต้นสายการประกอบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าตามโรดแมปใหญ่ของบริษัทในการมุ่งผลิตยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้ว


มิตซูบิชิปักธงรถยนต์ไร้คนขับ

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประกาศชัดเจนถึงแผนขยายการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug in Hybrid Electric Vehice: PHEV ในประเทศไทยช่วงปลายปี 2563 นี้

โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2562 นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มี พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการส่งเสริมกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid Electric Vehicles – PHEV) ให้บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีเงินลงทุนทั้งสิ้น 3,130 ล้านบาท

สำหรับโครงการผลิตตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรี จะใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ และมีแผนพัฒนาผู้ผลิตวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลตามมาตรการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล

นอกจากนี้ บริษัทฯ จะนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถยนต์เพื่อจ่ายกระแสไฟสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะเดินทาง หรือใช้ในยามเกิดภัยพิบัติได้ด้วย

ซาโตชิ มัตซึชิตะ เจ้าหน้าที่บริหารและประธานกลุ่มงานวางแผนกลยุทธ์และการตลาดทั่วโลก Mitsubishi Electric Corporation ประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าของมิตซูบิชิว่า

จะสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ด้วยการทำยอดขายในเอเชียให้มากกว่า 25% โดยเฉพาะการเพิ่มยอดขายในอาเซียนให้มากขึ้น

จากปัจจุบันยอดขายจากเอเชีย จีน อียู และสหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนยอดขายที่ 25% เท่าๆ กัน

จากนี้มิตซูบิชิจะมุ่งในเรื่องของธุรกิจ 3 ส่วนหลักๆ คือ 1. FA หรือ Factory Automation 2. Auto Pilot และ 3. ระบบพลังงาน

ดังนั้น การลงทุนหลังจากนี้จะเน้นระบบออโต้ไพล็อตและรถยนต์ไร้คนขับ โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิตหลักในอาเซียนและระดับโลก

ในอนาคตหากพูดถึงมิตซูบิชิ อยากให้คิดถึงเรื่องของ Auto Pilot, FA และระบบพลังงาน ซึ่งมิตซูบิชิถือเป็นบริษัทที่มีความพร้อมและมีทรัพยากรหลากหลาย โดยเฉพาะดาวเทียม จึงมีการนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและปลอดภัยมากขึ้นมัตซึชิตะ กล่าว


อีวี ออฟ อาเซียน

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) กล่าวว่า ในช่วงปี 2560-2561 ยอดขอส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ที่มีผู้ประกอบการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าแล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยส่วนมากเป็นการต่อยอดจากของเดิมที่มีอยู่

แน่นอนว่าการลงทุนของภาคเอกชนจะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ทางหนึ่ง เพราะหลังจากมีการลงทุนกลุ่มธุรกิจรถยนต์แล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และน่าจะมีอีก 2-3 รายที่ยื่นขอบีโอไอเพื่อผลิตแบตเตอรี่สำหรับจำหน่ายให้กับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการจัดตั้งสถานีชาร์จแบตเตอรี่ 

ขณะเดียวกันอีอีซีจะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV แห่งภูมิภาค!!!