‘Lifelong Learning’ ทักษะศตวรรษที่ 21 ที่ต้องมีติดตัว เพื่อให้รอดจากวิกฤตเลิกจ้าง

373

วิกฤตเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ส่อเค้าลุกลามหนักหน่วงขึ้น จากที่ในช่วงต้นปี 2562 มีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่เลิกจ้างพนักงาน แต่นับตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นมา กลับมีข่าวโรงงานทยอยปิดตัว เลิกจ้างพนักงานและลูกจ้าง โดยสาเหตุหลักที่ระบุในรายงานข่าว คือ ภาวะเศรษฐกิจไทยและทั่วโลกที่ชะลอตัว ประกอบกับสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ที่ยังไม่มีท่าทีที่จะสิ้นสุด รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยวของประเทศไทย จากวิกฤตเลิกจ้างนี้ จึงนำสู่การระดมสมอง นำเสนอทางออก ซึ่งการไม่หยุดพัฒนาตัวเองของแรงงานทุกระดับก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้รอดได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง กับการเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือ Lifelong Learning

ในบทความเรื่อง “Lifelong Learning ใช้ต่อกรกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุค Disruption” ที่เขียนโดย ลินดา วัชรเสถียรพงศ์ ผู้จัดการส่วนสื่อสารองค์กร ส่วนสื่อสารองค์กร ฝ่ายกลยุทธ์และการตลาด สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้ให้คำแนะนำในการปรับตัวสู่วงการการเรียนรู้ตลอดชีวิตไว้อย่างน่าสนใจ


วิกฤตขาดแคลนแรงงานทักษะ นำไปสู่การพัฒนา Lifelong Learning ทักษะช่วยรอดในยุคดิสรัปต์เทคโนโลยี

ผู้เขียนบทความ ระบุถึงความจำเป็นชัดเจนของการเรียนรู้ตลอดชีวิตว่า สถานการณ์แรงงานโลกกำลังปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แรงงานซึ่งเป็นที่ต้องการในโลกอนาคตจำเป็นต้องเป็น “แรงงานทักษะสูง” รองรับการทำงานที่ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีได้ ส่งผลให้ภาวะการจ้างงานนั้นเปลี่ยนแปลงไป หลายภาคธุรกิจต้องการบุคลากรที่มีความรู้มีทักษะแบบใหม่เข้าทำงาน แต่ก็ประสบปัญหาในการหาแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการ

“ปัญหานี้มาจากการที่แรงงานไม่สามารถใช้โอกาสที่เกิดจาก technological disruption ได้อย่างเต็มที่ เพราะขาดการเรียนรู้ ขาดทักษะใหม่ แต่ทว่า ทักษะที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานนั้นก็อาจจะเปลี่ยนไปตาม demand ของธุรกิจ หรือปัจจัยความเปลี่ยนแปลงต่างๆ”

“ดังนั้น ทักษะที่เราพัฒนาในวันนี้ก็อาจจะไม่เป็นที่ต้องการในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่แรงงานจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง การส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือ Lifelong Learning อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้การพัฒนาและยกระดับทักษะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำธุรกิจให้อยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง”

ตามรายงาน Talent Trends 2019 : Upskilling for a Digital World ของ PwC ที่ผู้เขียนหยิบยกมาอ้างอิงพบว่า 79% ของซีอีโอทั่วโลกที่สำรวจในปีนี้ แสดงความกังวลถึงการขาดแคลนทักษะแรงงานที่จำเป็นของพนักงานภายในองค์กร ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคาม และมีผลต่อการเติบโตขององค์กรในอนาคต เปรียบเทียบกับ 63% ในปี 2557 นับเป็นข้อยืนยันว่า ความกังวลเกี่ยวกับทักษะได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

สภาวะที่กล่าวมานี้ ทำให้การเพิ่มพูนทักษะใหม่ (Upskilling) และเสริมสร้างทักษะเดิมที่มีอยู่ (Reskilling) กลายเป็นวาระสำคัญของซีอีโอทั่วโลก ผลสำรวจยังพบอีกว่า ซีอีโอกำลังปรับเปลี่ยนวิธีปิดช่องว่างทางทักษะความสามารถให้กับแรงงานของตน โดยเกือบครึ่งหรือประมาณ 46% ของซีอีโอทั่วโลกกล่าวว่า การฝึกอบรมทักษะเดิมที่มีอยู่ และการเพิ่มพูนทักษะใหม่ กลายเป็นโครงการความคิดริเริ่มที่มีความสำคัญที่สุดต่อการปิดช่องว่างทางทักษะ


เรียนรู้จากต้นแบบ ประเทศที่สร้างชาติด้วยทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ต่อมาผู้เขียนได้ยกตัวอย่างรัฐบาลที่ใช้ทักษะ Lifelong Learning มากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย นั่นคือ ประเทศสิงคโปร์ ที่ได้กำหนดเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมประชาชนให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก dynamic future ด้วยการเสริมทักษะดิจิทัลให้กับประชาชนผ่านโครงการ SkillsFuture โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การพัฒนายกระดับความรู้และเสริมทักษะพื้นฐานด้านดิจิทัลให้กับชาวสิงคโปร์มากกว่า 100,000 คน ในระยะเวลา 3 ปี

สำหรับโครงการ SkillsFuture Singapore (SSG) คือ คณะกรรมการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่วางนโยบายและจัดงบประมาณพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้กับแรงงานและประชาชนทุกคนในทุกวัย รวมทั้งเด็กนักเรียน ผู้ที่ทำงานในระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง และคนทำงานในระดับสูง

โดยโปรแกรมพัฒนาที่รู้จักกันดีคือ SkillsFuture Credit ที่ให้เงินงบประมาณอุดหนุนค่าเล่าเรียนจำนวน 500 เหรียญสิงคโปร์ให้กับพลเมืองทุกคนที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป ที่ผ่านการอนุมัติให้เข้าคอร์ส และยังอุดหนุนการเรียนของคนทำงานในระดับกลางของอาชีพด้วย โดยในปี 2016 ได้จัดให้มีการเรียนถึง 18,000 คอร์ส มีผู้เข้าเรียนกว่า 126,000 คน

SkillsFuture มีการอบรม 8 ด้าน ประกอบด้วย Data Analytics, Finance, Tech-enabled Services, Digital Media, Cyber Security, Entrepreneurship, Urban Solutions และ Advanced Manufacturing โดยมี Institutes of Higher Learning (IHL) เป็นองค์กรที่รับผิดชอบพัฒนาหลักสูตรได้ถึง 800 หลักสูตร

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ยังได้ขยายโอกาสด้าน reskill และยกระดับทักษะ upskill ไปยังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดหลักสูตรย่อยมากขึ้น หลักสูตรเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินล่วงหน้าแล้ว 70% และมีหลายหลักสูตรที่ได้ปรับให้เป็น Professional Conversion Programmes (PCPs) ซึ่งมีเป้าหมายคือ ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพในช่วงกลางของอาชีพ เพื่อเพิ่มทักษะด้านการสนทนา และขยับขึ้นไปสู่อาชีพใหม่หรือไปอยู่ในภาคธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มจะก้าวหน้า

Ong Ye Kung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (การศึกษาระดับสูงขึ้นและทักษะ) ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“การสำเร็จการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยด้วยเวลา 3-4 ปี ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียนการศึกษา เพราะการเทรนนิงการเพิ่มทักษะมีความสำคัญมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในอนาคต มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอื่น จะมีบทบาทมากขึ้นในการศึกษาผู้ใหญ่ เพื่อส่งเสริมศิษย์เก่า SkillsFuture ไม่ใช่เรื่องของการเก็บหน่วยกิต และไม่ใช่เพียงการจัดหลักสูตรของ IHL ให้กับประชากรวัยผู้ใหญ่ แต่เป็นการปฏิรูประบบการศึกษา ที่เปิดให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ค้นหาความสนใจและความชื่นชอบของตัวเขาเอง และมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต”

“นอกจากนี้ ยังเป็นระบบที่ให้นายจ้างเอกชนเทรน และ IHL ต่างทำหน้าที่ของตัวเองในการส่งเสริมการเรียนรู้ รวมไปถึงสังคมที่จะตอบรับและตระหนักถึงผลสำเร็จ”

นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยที่เป็นอิสระก็ได้ขยายขอบเขตของการมอบประกาศนียบัตรเพื่อแสดงถึงการยอมรับและตระหนักถึงความสำเร็จของการเรียนรู้ของบุคคล โดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่านการเรียนแบบทางการเต็มรูปแบบ

อีกทั้ง องค์กรจากภาครัฐและเอกชนก็ได้ส่งเสริม Lifelong Learning โดยมีสถาบันการศึกษา 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore: NUS) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (Nanyang Technological University: NTU) ได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ศิษย์เก่าและประชาชนทั่วไป โดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ พัฒนาหลักสูตร NUS Lifelong Learners NUS L3 ให้กับศิษย์เก่าทุกคนไม่ว่าจะเรียนจบไปกี่ปีแล้วก็ตาม ได้มีโอกาสกลับมารื้อฟื้นความรู้ รวมทั้ง upskill และ reskill เพื่อให้มีความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดแรงงานอยู่ตลอด


ในบทสรุปของบทความนี้ ผู้เขียนชวนให้ผู้อ่านหันกลับมามองประเทศไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า การจะทำให้แรงงานไทยมีทักษะและความรู้ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระตุ้นให้คนในชาติหมั่นเรียนรู้ พัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

แต่โจทย์สำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้แรงงานได้พัฒนาทักษะใหม่ (reskill) ให้ทันต่อความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น อีกทั้งยังมีความแตกต่างระหว่าง แรงงาน 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มที่มีทักษะสูง-รายได้สูง และกลุ่มที่มีทักษะต่ำ-รายได้ต่ำ ปัจจัยด้านการเงินและพื้นฐานการศึกษาที่แตกต่างกัน

การจะทำให้แรงงานทั้ง 2 กลุ่ม มีความต้องการและความพร้อมในการเรียนรู้ต่อเนื่องแตกต่างกัน รัฐควรมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดรูปแบบการเรียนรู้ต่อเนื่องที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับเงื่อนไขชีวิตแต่ละบุคคลและตรงกับความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน เพราะการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะก่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม และปรับตัวเองได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุค Disruption นี้


ที่มา :


ยังมีอีกหลายทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนควรมี เพื่อช่วยให้รอดพ้นจากการถูกดิสรัปต์ได้

STEAM4INNOVATOR : 4 ขั้นตอนสร้าง ‘นวัตกร’ พัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย

การศึกษายุคใหม่ อย่างน้อยต้องปรับสร้างการจัดการใหม่ 3 เรื่องสำคัญ เพื่อพ้นจากความล่มสลาย!

จาก ‘STEM สู่ STEAM’ เจาะแผนปั้นมัธยมศึกษาต้นแบบ ความหวังใหม่สร้างเยาวชนคุณภาพป้อนภาคอุตสาหกรรมไทย