สาลิกาคาบข่าว Vol.321/62

149

ไทยญี่ปุ่นสานสัมพันธ์ทางทหาร จับมือยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ การเยี่ยมคำนับของนายโคโนะ ทะโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ในโอกาสเดินทางเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมประชุม ADMM–Plus ทั้งสองฝ่ายได้ชื่นชมความสัมพันธ์ทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ที่แน่นแฟ้นยาวนาน และยินดีที่ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างกันคืบหน้าไปมาก พร้อมหารือร่วมกันถึงการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางทหารและความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกันให้มากขึ้น โดยนายโคโนะ ทะโร กล่าวถึงความมุ่งมั่นกระชับความสัมพันธ์กับไทยและอาเซียน โดยเฉพาะความมั่นคงบนพื้นฐานความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมเคารพมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ต้องการให้ปลอดขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ ด้านพล..ประยุทธ์กล่าวขอบคุณญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษามากขึ้น และย้ำว่าความมั่นคงของประเทศและภูมิภาคเป็นพื้นฐานของความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม โดยไทยพร้อมเป็นแกนกลางอาเซียนเข้าร่วมแก้ปัญหาต่างๆของภูมิภาค พร้อมเชิญชวนญี่ปุ่นแสวงหาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

กยศ. คืนเงินต้น 50% นักศึกษาอาชีวะยืมเงินเรียน 10 S-Curve หนุนกำลังคนพัฒนาชาติ

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยความคืบหน้าผลการให้กู้ยืมปีการศึกษา 2562 ว่า ขณะนี้มีนักเรียนนักศึกษากู้ยืม 534,904 คน เป็นเงินกู้ยืม 26,198.50 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ยืมให้แก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 439,827 คน เป็นเงิน 19,412.99 ล้านบาทและเงินกู้ยืมให้แก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่ศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการหลัก ซึ่งมีความชัดเจนของการผลิตกำลังคนและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ 95,077 คน เป็นเงิน 6,785.51 ล้านบาท ซึ่งการให้กู้ยืมปีการศึกษา 2562 กองทุนมีเงินเพียงพอให้กู้ยืมสำหรับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทุกราย โดยไม่ได้จำกัดโควตาการกู้ยืม ทั้งนี้กองทุนยังมีโครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและ 3 โครงสร้างพื้นฐาน สำหรับผู้กู้ยืมระดับปริญญาตรีเมื่อสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาที่กำหนดจะคิดดอกเบี้ยอัตราไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 30   สำหรับผู้กู้ยืมระดับอาชีวศึกษาเมื่อสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาที่กำหนดจะคิดดอกเบี้ยอัตราไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 50 เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) รวมถึงเป็นการป้อนกำลังคนสายอาชีวะ, สายวิชาชีพที่ยังขาดแคลนสู่ตลาดแรงงานทั่วประเทศ โดยให้สิทธิ์กับผู้กู้ยืมที่เรียนระหว่างปีการศึกษา 2562-2566

หนุนน้ำมันบนดิน B10-แก๊สโซฮอล์ E20 พลิกเศรษฐกิจฐานราก

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกล่าวปาฐกถาเรื่อง “B10 น้ำมันบนดิน เพื่อเศรษฐกิจฐานรากจัดขึ้นที่จ.นครศรีธรรมราชว่าการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพจากไบโอดีเซลและเอทานอลถือเป็นน้ำมันบนดินที่มาจากผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นจุดแข็งของไทย ช่วยสร้างเสถียรภาพราคาผลผลิตทางการเกษตรให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการใช้ไบโอผสมในน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น B10 นั้น ขณะนี้ได้ประกาศให้ตั้งแต่วันที่ 1 ..2563 น้ำมัน B10 จะเป็นดีเซลพื้นฐานของประเทศแทน B7 โดยที่น้ำมันดีเซล B7 เป็นทางเลือกสำหรับรถเก่า และรถยุโรปที่ยังรองรับไม่ได้ และมี B20 เป็นทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งหากผลักดันการใช้ B10 สำเร็จจะทำให้การใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นราว 2.1 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มประมาณ 40%จากปัจจุบันที่มีปริมาณการใช้ไบโอดีเซล 5.15 ล้านลิตรต่อวัน ก็จะเพิ่มเป็นประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวันในปี 2563 สำหรับราคา B10 ถูกกว่า B7 ถึง 2 บาทต่อลิตรเพื่อเป็นการจูงใจให้เกิดการใช้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้จะส่งเสริมเอทานอลที่ผลิตจากอ้อย มันสำปะหลัง เพื่อผสมในน้ำมันเบนซิน โดยมีแผนยกระดับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 เป็นน้ำมันพื้นฐานกลุ่มเบนซิน และมีแผนจะลดจำนวนชนิดน้ำมันแก๊สโซฮอลที่จำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันลง โดยใช้กลไกส่วนต่างราคาปลีกจูงใจประชาชนหันมาใช้ E20 เพิ่มขึ้น

ประชาชนวอนรัฐบาลคุมราคาสินค้า ลดค่าครองชีพ แก้ปัญหาว่างงาน

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ในสายตาประชาชนโดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 1,207 คน ระหว่างวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2562 เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนจากกรณีสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ณ วันนี้และในปี 2563 ที่กำลังจะมาถึงประชาชนมีความคาดหวังต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาลและคาดการณ์ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นไปในทิศทางใด สรุปผลได้ดังนี้ อันดับ 1 ข้าวของแพง ค่าครองชีพสูง 65.54% สาเหตุจากสินค้ามีต้นทุนสูง ทุกอย่างปรับขึ้นราคา รัฐขึ้นภาษีสินค้าต่าง ๆ ทำให้มีราคาแพงขึ้น นายทุนเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ วิธีแก้ไขคือควบคุมราคาสินค้า มีส่วนลดสำหรับประชาชน ลดราคาน้ำมัน ของกินของใช้ ดำเนินการกับผู้ที่เอารัดเอาเปรียบอย่างจริงจัง ฯลฯ อันดับ 2 ภาวะเศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ 39.19% อันดับ 3 การว่างงานตกงาน 31.76% อันดับ 4 รายได้ลดลงเงินไม่พอใช้ 25.68% และ อันดับ 5 การส่งออกการค้าและการลงทุน 17.48% สาเหตุจากเศรษฐกิจโลกซบเซา ต่างชาติ ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุน ส่งออกนำเข้ามีปัญหา ค่าเงินบาทแข็งทำให้ได้กำไรลดลง

ถึงเวลาทุกคนร่วมมือประหยัดน้ำจริงจัง สทนช. เตือน 28 จังหวัดหยุดนาปรัง

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงผลการวิเคราะห์ติดตามสภาพอากาศ และคาดการณ์ปริมาณฝนในเดือนพฤศจิกายน 2562 พบว่าปริมาณฝนรวมในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางจะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติ 30% ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ 20% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ ส่วนเดือนธันวาคม 2562 และเดือนมกราคม 2563 ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติ 50% โดยพบว่ามีถึง 10 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% เช่น เขื่อน ภูมิพล กระเสียว จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลางน้ำน้อย 74 แห่งส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคเหนือ 28 แห่ง อีสาน 37 แห่ง พื้นที่เขตชลประทานมี 8 จังหวัดที่น้ำไม่พอทำการเกษตร ได้แก่ สุพรรณบุรี อุทัยธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ จึงขอแจ้งให้ชาวนาทราบว่าในพื้นที่ภาคกลางให้งดปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องรับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์จะไม่มีน้ำส่งมาให้ ถ้าปลูกไปก็จะเกิดความเสียหาย ส่วนในพื้นที่นอกเขตชลประทานมี 109 ตำบล 54 อำเภอ 20 จังหวัดที่เสี่ยงขาดน้ำเกษตร ขณะที่กรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้ และเพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

เอลซ่าผุดแอพสอนพูดภาษาอังกฤษด้วย AI ตั้งเป้าคนเรียน 10 ล้านคน

อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC-Southeast Asia Center หรือ เอสอีเอซี ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่าได้จับมือกับ “เอลซ่า” (ELSA-English Language Speech Assistant) สตาร์ทอัพด้านการศึกษาระดับซีรีส์เอจากซิลิคอนวัลเลย์ ร่วมกันสร้างความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของคนไทย ซึ่งเอลซ่าก่อตั้งโดย “วู แวน” ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดร่วมกับดร.ซาเวียร์ อังกูเอร่าผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจจับคำพูดและปัญญาประดิษฐ์ ได้รับเงินจากการระดมเงินทุนถึง 12 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (ระดับซีรีส์เอ) จากผู้ร่วมลงทุนยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Gradient Ventures บริษัท AI Fund ของกูเกิล Monk’s Hill Ventures และ SOSV ทั้งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นท้อบ 4” ที่ใช้เทคโนโลยี AI มาเปลี่ยนแปลงโลก โดยพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ชื่อ “เอลซ่า สปีคทำหน้าที่เสมือนเป็นโค้ชสอนภาษาส่วนตัว สามารถวิเคราะห์สำเนียงของผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ให้ฟีดแบ็คว่าผู้เรียนพูดหรือออกเสียงผิดตรงไหน ผิดอย่างไร และมีคำแนะนำว่าที่ถูกจะต้องพูดหรือออกเสียงอย่างไร ด้วยบทเรียนกว่า 6,000 บทเรียน ครอบคลุม 37 หัวข้อ ที่เป็นสำนวนภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและการทำงาน ตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะยกระดับคะแนนความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษของคนไทยให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ 3-5 เลเวล และมีคนไทยเข้าเรียนในแพลตฟอร์มนี้จำนวน 10 ล้านคน

เวียดนามคว้ารางวัลข้าวหอมมะลิดีสุดในโลกปี 62 หลังซุ่มวิจัยนาน 5 ปี

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงผลการประกวดข้าวโลกปี 62 ในงานประชุมสัมมนาข้าวโลกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ปรากฎว่าข้าวหอมมะลิเวียดนามพันธุ์ ST24 คว้ารางวัลข้าวหอมที่ดีที่สุดในโลกปีนี้ไปครอง ส่วนข้าวหอมมะลิจากไทยได้อันดับและข้าวหอมจากประเทศฟิลิปปินส์เป็นอันดับนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ข้าวหอมมะลิไทยไม่สามารถคว้าแชมป์ข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลก หลังจากข้าวไทยเคยได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งมาแล้ว 5 สมัย โดยในปีที่แล้วข้าวหอมมะลิที่ดีสุดในโลกเป็นข้าวหอมมะลิกัมพูชาลีอังกอร์ อันดับ 2 เป็นของไทย แสดงให้เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวต่อเนื่อง จนมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับข้าวไทยโดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามที่ใช้เวลาพัฒนาประมาณ 5 ปีพัฒนาข้าวพันธุ์ ST24 จนได้รับรางวัลในปีนี้ สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาจะดูจากลักษณะทางกายภาพ รสชาติ มีกรรมการที่เป็นเชฟจากโรงแรมต่างๆมาเป็นร่วมตัดสิน