10 เทรนด์โดนใจผู้บริโภคสายกรีนยุคดิจิทัล ที่ ‘สุขภาพและสิ่งแวดล้อม’ แยกจากกันไม่ได้

454

ในยุคดิจิทัลที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไวเหมือนติดจรวด จนใครหลายคนก็แทบจะวิ่งตามไม่ทัน โดยเฉพาะเทคโนโลยี นวัตกรรม ต่างๆ ทว่า เทรนด์การบริโภคโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดูจะมีแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่ไม่รวดเร็วเท่าเรื่องอื่นๆ เพราะเหล่าผู้บริโภคยุคใหม่ต่างพิถีพิถันยิ่งขึ้นในการเลือกวิถีการบริโภคที่เหมาะสม ดีต่อสุขภาพตนเองและคนรอบข้าง รวมถึงยังไม่ลืมคิดถึงการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดด้วย

ข้อสันนิษฐานข้างต้นนี้ ไม่ได้กล่าวขึ้นมาลอยๆ แต่มีรายงานการสำรวจระดับโลกล่าสุดมาอ้างอิงอย่างชัดเจนด้วย นั่นคือ รายงานผลวิจัย เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ ในปี 2019 นี้ โดยดำเนินการร่วมกับ บริษัท อิปซอสส์ (Ipsos) ซึ่งได้นำเสนอผลการสำรวจเด่นที่น่าสนใจ เผยให้เห็นความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค 6 กลุ่มใหม่ และแต่ละกลุ่มก็มีทัศนคติที่แตกต่างกันในเรื่อง ‘สุขภาพและสิ่งแวดล้อม’ โดยเฉพาะความรู้สึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของตนเองที่เพิ่มสูงขึ้น


10 เทรนด์การบริโภค ใส่ใจ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ชี้ทิศทางอนาคตผลิตภัณฑ์โดนใจ

บทสรุปจากรายงานเต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ 2019 ทั้ง 10 เทรนด์ต่อไปนี้ ดูผ่านๆ อาจเหมือนการสำรวจทางการตลาดทั่วไป ทว่า ในฐานะผู้นำเสนอโซลูชันการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารชั้นนำของโลก แบรนด์เต็ดตรา แพ้ค จึงตั้งใจสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งนี้ในเชิงลึก ทำให้ได้ข้อมูลที่ทั้งผู้ผลิต และผู้ประกอบการด้านอาหารสามารถนำไปปรับใช้เพื่อวางทิศทางการตลาดของตนได้จริง

  • หนึ่ง ประเด็นด้าน สุขภาพและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด

โดยในตอนนี้ 2 ใน 3 ของผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามในงานวิจัยกับผู้บริโภคทั่วโลกเชื่อว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม และในสัดส่วนเดียวกันยังเชื่อว่าสุขภาพกายและใจยังคงเป็นประเด็นที่สังคมกำลังกังวลอย่างมากเช่นเดียวกัน

  • สอง ยุคที่เรื่องของ ‘สุขภาพและสิ่งแวดล้อม’ แยกจากกันไม่ได้

ในอดีตเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจะแยกกันอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันนี้ กลับมีความเหลือมล้ำกันมากขึ้น โดยเกือบ 3 ใน 5 ของผู้บริโภคคิดว่าสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ยิ่งพวกเขากังวลกับสิ่งแวดล้อมมากเท่าไร ก็จะยิ่ง​​​​กังวลกับกับสุขภาพมากเช่นเดียวกัน

ขณะที่ หลายคนอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เคยวิตกกังวลในอดีตที่ดูช่างเป็นนามธรรมและดูห่างไกล ไม่น่าเชื่อเลยว่ามาในวันนี้ ความเชื่อมโยงกันระหว่างสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจะเห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรมมากขึ้นแบบนี้ ไม่ใช่ต่อตัวปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงครอบครัว ชุมชน และประเทศที่อยู่ด้วย

  • สาม คนรุ่นใหม่คือแรงผลักดันที่แข็งแกร่งสำหรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย ต้องการและหวังว่าพวกเขาจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นและมีอายุยืนนานกว่าพ่อแม่ของเขา จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตของตัวเองตามแนวทางการสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพและสิ่งแวดล้อมนี้ โดยเลือกใช้โซเชียลมีเดียและประสบการณ์ส่วนตัวเป็นเครื่องมือที่สื่อถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กระตุ้นให้เขามีความต้องการที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

  • สี่ ผู้บริโภคเชื่อว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบอันดับแรกทั้งต่อสุขภาพของตัวเองและสภาพแวดล้อมของโลก

ตลอดจนยังเชื่อเพิ่มมากขึ้นว่าการใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อะไรก็ตามที่เราดื่มและรับประทานเข้าไปมีผลกระทบเชิงลบทั้งต่อทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หลายคนจึงต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้สอดคล้องกัน แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ขาดความรู้ และขาดตัวเลือกที่ซื้อหาได้หรือเชื่อถือได้ เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค แต่ในอีกทางหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์สินค้าต่างๆที่จะช่วยผู้บริโภคแก้ปัญหาที่กล่าวมานี้และตอบสนองความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดีและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

  • ห้า อาหารและเครื่องดื่มเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญของการเชื่อมโยงกันของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

เรื่องที่คนรุ่นใหม่คาดหวังว่าจะเปลี่ยนแปลง และมาแรงเป็นอันดับหนึ่งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม นั่นคือ การเปลี่ยนมาบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าจากธรรมชาติ ออร์แกนิก ซึ่งหากจัดเป็นหมวดหมู่ น้ำผลไม้ 100% นมจืด น้ำดื่มในบรรจุภัณฑ์ น้ำมะพร้าว และเครื่องดื่มจากพืช จะได้รับความสนใจมากที่สุดในตอนนี้

  • หก บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ จะโดนใจผู้บริโภคยุคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากอาหารเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพแล้ว บรรจุภัณฑ์ของสินค้านั้นๆก็ควรต้องรีไซเคิลได้ด้วย จึงจะโดนใจผู้บริโภคสายกรีนยุคนี้ เพราะปัจจัยเรื่องความสามารถในการรีไซเคิล นับเป็นความเชื่อมโยงอันดับต้นๆของสินค้าที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจากผลสำรวจเป็นตัวบ่งชี้ที่น่าสนใจเป็นอันดับสามของผลิตภัณฑ์อาหารหรือเครื่องดื่มโดยรวม และผลสำรวจยังเผยว่าเกือบ 4 ใน 5 ของผู้บริโภคทั่วโลกก็ยินดีที่จ่ายมากขึ้นเพื่อบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ เกือบ 2 ใน 5 บอกว่าพวกเขายินดีจ่ายสูงกว่าให้กับอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

  • เจ็ด การต่อต้านการใช้พลาสติกมีมากขึ้นเกือบ 2 ใน 3 ของผู้บริโภค

หากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ข้อควรปฏิบัติอันดับแรกๆคือ ควรจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้บรรจุภัณฑ์หรือสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ทำมาจากพลาสติก โดย 1 ใน 3 ของผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจครั้งนี้กล่าวตรงกันว่ามีแผนที่จะซื้อและใช้พลาสติกน้อยลงในอีก 12 เดือนข้างหน้า

  • แปด ผลสำรวจเปิดเผยถึงกลุ่มผู้บริโภค 6 กลุ่ม ที่มีลักษณะแตกต่างกัน

จากความเกี่ยวเนื่องกันของการตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยแต่ละกลุ่มมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันทั้งความเชื่อและค่านิยม แรงผลักดันและความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งแหล่งข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ โดยสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างโอกาสให้กับผลิตภัณฑ์เป้าหมาย การสื่อสาร และอื่นๆ ได้ด้วย

  • เก้า แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในอนาคตต้องแสดงถึงการมีส่วนร่วมกับสังคมในเชิงบวก

นอกเหนือไปจากการนำเสนอสินค้าและบริการที่ดี แบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตจะต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายและการมีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อสังคม อย่างไรก็ตาม ทั้งจากงานวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพได้แสดงให้เห็นถึงช่องว่างด้านความน่าเชื่อถือในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะนี้ แบรนด์ต่างๆที่อยู่ในรายชื่อของผู้นำทางความคิดในด้านนี้ มีเพียง 1 ใน 10 ของผู้บริโภคเท่านั้นที่รู้สึกว่าได้รับคำแนะนำหรือแรงบันดาลใจจากแบรนด์เด่นๆ เหล่านี้

  • สิบ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นอุตสาหกรรมแรกที่เห็นเทรนด์ในการเชื่อมโยงกันของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

นับเป็นโอกาสใหม่ที่เปิดกว้างสำหรับแบรนด์ต่างๆโดยเฉพาะแบรนด์ในภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ทรงพลังระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค โดยการวางเป้าหมายและเชื่อมโยงส่วนตัวกับผู้บริโภค ด้วยการสื่อสารทั้งในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไปในเวลาเดียวกัน เพื่อสร้างการยอมรับในผลิตภัณฑ์และสินค้าในหมู่ผู้บริโภค


ลับเฉพาะสำหรับการสร้างแบรนด์ อาหารเครื่องดื่ม ในใจผู้บริโภคสายกรีน 6 กลุ่ม ต่อไปนี้

รายงาน เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ 2019 ไม่เพียงเผยเทรนด์และทิศทางของผู้บริโภคสายกรีนในยุคนี้เท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงผู้บริโภคทั้ง 6 กลุ่ม ที่จะกลายมาเป็นผู้นำเทรนด์ ซึ่งถ้าแบรนด์ไหน ต้องการประสบความสำเร็จ ต้องทำทุกทางเพื่อคว้าใจผู้บริโภคเหล่านี้ไว้ให้ได้นั่นเอง

  1. ACTIVE AMBASSADORS ผู้นำเทรนด์ : เป็นกลุ่มผู้นำทางความคิด ผู้เชียวชาญ ควรให้ความรู้เชิงลึก ข่าวสารและข้อเท็จจริงกับพวกเขาให้มากที่สุด
  2. PLANET FRIENDS รักษ์โลกเป็นชีวิตจิตใจ : กลุ่มนี้ต้องการทราบข้อเท็จจริง มองหาความเห็นและงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้มายืนยันก่อนจะเชื่อ
  3. HEALTH CONSCIOUS ใส่ใจสุขภาพเป็นที่หนึ่ง : ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้คนกลุ่มนี้ค้นหาวิธีการใหม่ๆในการดูแลสุขภาพ กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อแชร์ประสบการณ์สุขภาพที่ดีที่ได้ทำ
  4. FOLLOWERS เห็นว่าดีก็ตามเทรนด์ทันที : ค้นหาทางเพื่อสนับสนุนความต้องการของพวกเขาให้ได้ ด้วยการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้ง่าย ให้กำลังใจและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์
  5. SKEPTICS ทลายกำแพงความเชื่อเฉพาะกลุ่ม : การเข้าถึงกลุ่มคนในท้องถิ่นที่มีความเชื่อเฉพาะให้ได้ จำเป็นต้องหาผู้นำความคิดที่พวกเขารู้จักและเชื่อถือแบบ “คนพวกเดียวกัน” เป็นผู้นำทางไปพิชิตใจคนเหล่านี้
  6. LAGGARDS เปลี่ยนอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป : พยายามเปิดให้พวกเขาได้สัมผัสกับประเด็นความเปลี่ยนแปลงที่จะช่วยให้สุขภาพและสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเขาดีขึ้น ซึ่งบางทีอาจเป็นการให้ความรู้ทั่วไปที่เข้าใจง่าย นำไปปรับใช้ได้จริงก็ได้

ที่มา : รายงานผลการสำรวจ “​​​​​​​​​​​​​​เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ 2019: การเชื่อมโยงกันทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม” หรือ The Convergence of health and environment 2019 จากเว็บไซต์ tetrapak.com/th


อัปเดตหลากหลายเทรนด์ ที่ได้ทั้งสุขภาพและรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วย

จาก Climate Change สู่ ‘ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ’ Climate Crisis กับทางแก้ที่ต้องทำเพื่อโลกก่อนสาย

ร่วมลด ‘ขยะพลาสติกในทะเล’ ให้โลก ด้วยนวัตกรรม ‘ถุงพลาสติกจากแป้งมัน’ ผลงานจากความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน

‘นม’ ผนวก ‘นาโนเทค’ หนึ่งในกลยุทธ์ผลักดัน ‘แบรนด์นมแห่งชาติ’ จากไทยไปอาเซียน