จาก The Shining ถึง Doctor Sleep ภาพสะท้อน “เศรษฐศาสตร์การเมือง” สหรัฐอเมริกา (ตอนที่ 2)

191

ฉากสุดท้ายในหนังเรื่อง The Shining ซึ่งกล้องได้แพนไปที่กรอบรูปบนผนังของโรงแรม Overlook (The Stanley Hotel) มันเป็นภาพงานเลี้ยงใหญ่ครั้งหนึ่งของที่นั่น ซึ่ง Stanley Kubrick ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Shining ได้สั่งให้ตากล้องซูมเข้าไปที่ใบหน้าของ Jack Torrance (แสดงโดย Jack Nicholson) ที่นอกจากจะสร้างความงงงวยปนสยดสยองให้กับผู้ชมแล้ว ยังเป็นการสื่อนัยทางการเมืองที่แยบยลอีกด้วย


แฟนพันธุ์แท้ภาพยนตร์เรื่อง The Shining คงทราบดีว่า วันเวลาและเรื่องราวในท้องเรื่อง The Shining นั้น เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1980 โดยหลังจากที่อัตราเงินเฟ้อได้ลากยาวมาจากปี 1973 ถึง 1976 ในระดับ 9% ผนวกด้วยอัตราการว่างงานที่พุ่งสูงขึ้น และที่ตามมาติดๆ ก็คือปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรม ไปจนกระทั่งถึงการทำแท้ง ขณะที่สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอีก 3-4 ปีถัดมา ยังฟุบไม่ฟื้น ต้นทศวรรษที่ 1980 จู่ๆ โลกก็ก่อกำเนิดมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชาติใหม่ที่ทะลึ่งพรวดขึ้นมาอย่างน่าตื่นตะลึง นั่นก็คือ การปรากฏตัวของญี่ปุ่น

ความบอบช้ำจากหายนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งผมได้เคยลงรายละเอียดเอาไว้ในบทความชุด สำรวจ GLORYLAND ในวันที่อำนาจสั่นคลอน นั้น ทำให้ทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ต่างซุกซ่อนความแค้นไว้แน่นอก รอวันชำระความ ซึ่งการตอบโต้ของญี่ปุ่นมาในรูปของการรุกรานทางเศรษฐกิจ ที่ในยุคทศวรรษ 1980 หลังประสบความสำเร็จกับการบริหารเศรษฐกิจภายในประเทศ และก้าวขึ้นสู่สถานะเบอร์หนึ่งของวงการเศรษฐกิจโลกได้อย่างสวยงาม ญี่ปุ่นฉีกหน้าสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ ด้วยการไล่ซื้อกิจการที่ด้านหนึ่งเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของชาวอเมริกัน นั่นคือ อุตสาหกรรมภาพยนตร์

ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า วัฒนธรรม Hollywood นั้น คือหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนสหรัฐฯ ทั้งมวล ที่นอกจากจะผลักดันอารยธรรมแบบอเมริกันส่งออกไปให้คนทั่วโลกได้ชื่นชมแล้ว ยังสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล เมื่อญี่ปุ่นหักหน้าสหรัฐฯ ด้วยการเข้าครอบครองกิจการใน Hollywood โดยเฉพาะการแสดงแสนยานุภาพเป็นเจ้าของ Columbia Pictures ยักษ์ใหญ่ในโลกภาพยนตร์ของอเมริกา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ OPEC ดำเนินนโยบายด้านน้ำมันที่แข็งกร้าวเพื่อตอบโต้อเมริกาที่ให้การสนับสนุนให้เกิดสงคราม Yom Kippur 1973 ระหว่างตะวันออกกลางกับอิสราเอล ทำให้สหรัฐเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างหนัก เนื่องจากรถยนต์สัญชาติอเมริกันนั้นได้ชื่อว่า กินน้ำมันมหาศาล และราคาน้ำมันก็ถีบตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เปิดโอกาสให้บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น TOYOTA หรือ NISSAN และน้องใหม่อย่าง HONDA ซึ่งกินน้ำมันน้อยกว่า เริ่มเป็นที่นิยม ทำให้ญี่ปุ่นเร่งส่งออกรถยนต์เข้าไปตีตลาดสหรัฐอเมริกาจนเสียกระบวน

ยังไม่นับการบุกตลาดรถยนต์ในอีกหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเดิมเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้ว รุ่งเรืองและเฟื่องฟูถึงขีดสุด ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลานี้จนหลายชาติได้แต่มองตาค้าง และในที่สุดญี่ปุ่นได้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก บี้สหรัฐอเมริกามาติดๆ

และญี่ปุ่นก็ไม่รอช้า เงื้อดาบซามูไรฟันซ้ำลงไปบนใบหน้าของคนอเมริกันด้วยขบวนพาเหรดเครื่องใช้ไฟฟ้า และกองทัพอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาในด้านคุณภาพสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูง แถมยังใช้งานได้ทนทานนานหลายปี ที่สำคัญก็คือ มีราคาที่ถูกกว่าแบรนด์อื่นๆ ทุกยี่ห้อ ส่งผลให้เกิดลูกค้ารายใหม่จำนวนมากในหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก ที่เลือกใช้สินค้าสัญชาติญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้หลายชาติขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นต่อมาเป็นเวลาอีกหลายปี

และผู้ขาดดุลรายใหญ่ที่สุด แน่นอนว่า ย่อมเป็นสหรัฐอเมริกาอย่างไม่ต้องสงสัย

นัยสำคัญของกรอบรูปบนผนังของโรงแรม Overlook ในภาพยนตร์เรื่อง The Shining ที่แม้ฉาก เหตุการณ์ และการโลดแล่นของตัวละคร จะเกิดขึ้นในช่วงปี 1980 ทว่า ในซีนสุดท้าย Stanley Kubrick ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Shining ได้แช่ภาพ Jack Torrance (Jack Nicholson) ที่ทะลึ่งเข้าไปอยู่ในกรอบรูปนั้นด้วย เพราะใน Shot ต่อมา Stanley Kubrick ได้เฉลยว่า แท้ที่จริงแล้ว ภาพเก่าใบนี้ได้ถ่ายเอาไว้ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1921

อ่านต่อเลย จาก The Shining ถึง Doctor Sleep ภาพสะท้อน “เศรษฐศาสตร์การเมือง” สหรัฐอเมริกา (ตอนที่ 3)


บทความตอนแรก หากคุณยังไม่ได้อ่าน

จาก The Shining ถึง Doctor Sleep ภาพสะท้อน “เศรษฐศาสตร์การเมือง” สหรัฐอเมริกา (ตอนแรก)