จับจังหวะ ‘อุตสาหกรรมดนตรี’ ให้ถูกทาง แล้วเปลี่ยนความบันเทิง ให้ทำเงินเข้ากระเป๋าแบบไม่รู้ตัว

261

หากวิเคราะห์จากตัวผู้เขียนเอง เสียงเพลงไปจนถึงการแสดงสด ทั้งในรูปแบบคอนเสิร์ตและหลากหลายอีเวนต์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ มีผลต่อการปรับอารมณ์ สร้างความผ่อนคลาย จนเลยเถิดทำให้เสพติดการรับฟัง รับชม ความบันเทิงเหล่านี้ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง ที่เกริ่นมานี้เพื่อนำเข้าสู่ ‘อุตสาหกรรมดนตรี’ ที่กำลังรุ่งโรจน์และไปได้สวย โดยมี ดนตรี เป็นกุญแจสำคัญที่ดึงดูดเอาผู้คนที่รักในเสียงดนตรีหลากสไตล์มารวมกัน ซึ่งแน่นอนว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลกับทุกวงการ วงการดนตรี ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

เทคโนโลยีได้เข้ามาดิสรัปต์ ‘อุตสาหกรรมดนตรี’ ในปัจจุบันอย่างชัดเจน ส่งผลให้พฤติกรรมการฟังเพลงของผู้คนเปลี่ยนไปในทิศทางที่สะดวกและง่ายดายเพียงปลายนิ้ว โดยสามารถฟังเพลงได้ทุกที่และทุกเวลาแค่มีเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง

ทว่า การเดาทางการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เพราะถ้าพูดถึงกลุ่มผู้ชื่นชอบการเสพดนตรีผ่านการแสดงดนตรีแบบเล่นสด ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเทคโนโลยีใดมาแทนที่ได้ ขณะที่มหรสพทางดนตรีในรูปแบบนี้ยังมี Demand สูงในกลุ่มผู้รับชมรับฟังดนตรียุคใหม่อยู่ ธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการแสดงนี้จึงยังคงน่าจับตามอง

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจมิวสิกสตรีมมิงรวมถึงการเป็นผู้จัดการแสดงสด ในตอนนี้ยังคงครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุดในโลก และยังมีลู่ทางสดใสอย่างยิ่ง นี่จึงเป็นความท้าทายของผู้ที่ตัดสินใจจะก้าวเข้ามาใน อุตสาหกรรมดนตรี ที่ต้องทำความเข้าใจตลาดนี้ให้ถ่องแท้ ซึ่งถ้าทำได้ อาจทำเงินเข้ากระเป๋าได้แบบไม่รู้ตัว


จากธุรกิจมิวสิกสตรีมมิง สู่ดาวเด่นขับเคลื่อน อุตสาหกรรมดนตรี โลกแห่งเสียงที่น่าจับตามอง

นับแต่ชาวโลกได้รู้จักกับนวัตกรรมสร้างความบันเทิง ‘มิวสิกสตรีมมิง’ เมื่อปี 2005 นวัตกรรมดนตรีนี้ก็กลายเป็นวัฒนธรรมดนตรียุคใหม่ที่สามารถเชื่อมดนตรี ศิลปิน และผู้ฟังให้เข้าใกล้กันมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต โดยเส้นทางการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรีนับจากวันนั้นมาถึงวันนี้มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงทิศทางด้านการขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด

จากเดิมที่มีผู้ใช้บริการมิวสิกสตรีมมิงแบบจ่ายเงิน 106 ล้านยูสเซอร์ ในปี 2016 มาในวันนี้ คาดการณ์ว่าภายในปี 2025 จะมีสมาชิกที่จ่ายเงินให้กับบริการนี้เพิ่มขึ้นถึง 336 ล้านยูสเซอร์ ซึ่งถ้าพิจารณาจากผู้ใช้งานทั่วโลก Spotify ยังคงเป็นเจ้าตลาดผู้ให้บริการมิวสิกตรีมมิงที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุดในโลก ขณะที่ในบริบทของประเทศไทย Joox ยังคงเป็นตัวเลือกที่ชาวไทยใช้บริการมากที่สุด

เพื่อทำความรู้จักกับบริการมิวสิกสตรีมมิงให้มากขึ้น ขอหยิบเอาผลงานการค้นคว้าของ ภโวทัย ประเทืองสุขสกุล เรื่อง “อิทธิพลด้านการรับรู้คุณภาพและการรับรู้ประโยชน์ต่อความตั้งใจในการใช้บริการแอปพลิเคชัน มิวสิกสตรีมมิง ของกลุ่มเจเนอเรชันวาย” นักศึกษาจากหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปีการศึกษา 2560 ที่ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์ มิวสิกสตรีมมิง ซึ่งครองใจคนเจนวายยุคนี้ไว้ว่า

“มิวสิกสตรีมมิง (Music Streaming) คือ รูปแบบการฟังเพลงผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ออนไลน์ โดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง ลักษณะเหมือนการเช่าเพลงฟัง ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดเพลงได้ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน ภายใต้เงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย ซึ่งช่วยลดการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ในระดับหนึ่ง” 

“ปัจจุบันประเทศไทยมีบริการ มิวสิกสตรีมมิง จากผู้ให้บริการหลากหลายมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีของอุตสาหกรรมเพลง เพราะชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มเข้าใจและเข้าถึงบริการมากขึ้น รวมไปถึงทิศทางการหารายได้ของศิลปินและค่ายเพลงก็เพิ่มขึ้นด้วย”

“เมื่อตลาดนี้เริ่มเติบโต สิ่งที่ตามมาคือ คู่แข่งที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ให้บริการที่สามารถเข้าถึงใจผู้บริโภคได้มากกว่า อาจเป็นผู้ชนะในตลาดนี้ โดยในปัจจุบัน มีผู้ให้บริการ มิวสิกสตรีมมิง ในประเทศไทยอยู่ 6 ราย ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายก็จะนำเสนอบริการและเพลงในสไตล์ที่แตกต่างกัน”

จากการวิจัย ผู้วิจัยได้สรุปผลว่า เล็งเห็นถึงโอกาสการเติบโต กระแสความนิยม และมูลค่ารายได้ของธุรกิจ มิวสิกสตรีมมิง ในอนาคต โดยผู้บริโภคที่ใช้บริการมิวสิกสตรีมมิง จะมีการรับรู้ประโยชน์ที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ด้านราคา ด้านความสะดวกสบาย และด้านสันทนาการ เพื่อใช้ในการประเมิน เปรียบเทียบ ประกอบการตัดสินใจในการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการเป็นหลัก


แนะเทคนิคเข้าใจง่าย ปรับใช้ได้จริง จาก startup ธุรกิจดนตรีตัวจริง 

มาในส่วนของเคล็ดลับการจับจังหวะการเติบโตของธุรกิจดนตรี ธุรกิจมิวสิกสตรีมมิง แล้วเปลี่ยนให้เป็นช่องทางทำเงิน ขอนำคำแนะนำบางส่วนของ คุณท็อป – ศรัณย์ ภิญญรัตน์ จาก ฟังใจ Startup ที่ทำทั้ง Streaming และ Event เกี่ยวกับดนตรี มาแชร์กัน โดยคุณท็อปได้พูดไว้ในการเสวนาเรื่อง Music Marketing, The Hidden Secret of Brands ในงาน CTC2019 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้อย่างน่าสนใจว่า

“สำหรับใครที่อยากจะเริ่มทำ Music Marketing แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ผมมีทริคง่ายๆ ที่ชื่อว่า “The Orchestra” จาก PGM Mediabrands มาแชร์ โดยลองจินตนาการว่าตัวคุณเองกำลังจะตั้งวง Orchestra เริ่มต้นกันที่ Tune คือการตั้งเสียงหรือปรับจูนให้เข้ากัน หมายถึงการเลือกแนวดนตรี หรือเพลงที่สะท้อนถึงตัวแบรนด์หรือแคมเปญได้ดีที่สุด” 

  • Tune คือ การตั้งเสียงหรือปรับจูนให้เข้ากัน หมายถึงการเลือกแนวดนตรี หรือเพลงที่สะท้อนถึงตัวแบรนด์หรือแคมเปญได้ดีที่สุด
  • Voice คือ เลือกเสียงร้องที่โดนใจ หมายถึง ฟังเสียงของลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย ศึกษา insight ของพวกเขา เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าควรทำ Content แบบไหนถึงจะโดนใจ
  • Instrument คือ เลือกเครื่องดนตรีที่เหมาะ หมายถึงการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย
  • Lyrics คือ เนื้อร้องที่ใช่ หมายถึงการเลือกใช้ massage ที่เหมาะสมและเรื่องราวที่ใช่ เพื่อที่จะพูดคุยกับกลุ่มเป้าหมาย
  • Hall คือ เวทีแจ้งเกิด หมายถึงการเลือกพื้นที่เพื่อที่จะได้พบกับกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ สร้างความใกล้ชิด และทำให้พวกเขารู้สึกว่าแบรนด์ “เป็นพวกเดียวกัน” และสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตของพวกเขาได้

เรียนรู้จากต้นแบบ ‘Tomorrowland’ เทศกาลดนตรี EDM ที่เข้าไปนั่งในใจคนทั่วโลก

ดังที่เกริ่นมาตอนต้นว่า บทความนี้ นอกจากจะพูดถึงอุตสาหกรรมดนตรีที่เป็นธุรกิจการฟังเพลงออนไลน์ หรือมิวสิกสตรีมมิงแล้ว ยังขอกล่าวถึงอีกหนึ่งฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดนตรี นั่นคือ การแสดงสด หรือ เทศกาลดนตรี กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ คือ การจัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่รวบรวมเอาศิลปินในแนวต่างๆ มาไว้ในที่เดียว ซึ่งในตอนนี้กำลังเป็นเทรนด์ธุรกิจทำเงินระดับโลก

และด้วยผู้เขียนเองมีความหลงใหลในดนตรี EDM หรือ Electronic Dance Music จึงขอกล่าวถึงเทศกาลดนตรี EDM ที่สาวกชาว EDM ทั่วโลกต่างใฝ่ฝันว่าอยากไปพาตนเองไปอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของงานนี้สักครั้ง ซึ่งบทความเรื่อง Is Tomorrowland World’s Best Music Festival? โดย Kayvan Nikjou ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ forbes.com ได้เขียนวิเคราะห์ถึงเส้นทางความสำเร็จของการสร้างแบรนด์ Tomorrow Land ให้เป็นมากกว่าแค่เทศกาลดนตรี แต่มีความหมายต่อผู้คนที่รักดนตรีแนวนี้ทั่วโลก ชนิดที่ว่า ถ้าวันนี้โลกขาดเทศกาลนี้ไป สาวกเพลง EDM อาจลงแดงตายได้เลยทีเดียว

“สำหรับคนทั่วไป เทศกาลดนตรี คือ เทศกาลที่พวกเขาจะได้ไปปลดปล่อย ร้องเพลง เต้น กับศิลปินที่ตนเองชื่นชอบ ทว่า Tomorrowland ไม่ใช่เทศกาลดนตรีธรรมดาดาษดื่นแบบนั้น เพราะนับแต่ครั้งแรกในปี 2005 ที่ชาวโลกรู้จักกับงานเทศกาลดนตรี EDM ซึ่งจัดขึ้นในประเทศเบลเยี่ยม มาในวันนี้ ชื่อของ Tomorrowland ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบรนด์เทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำที่สุดแบรนด์หนึ่งในโลกทีเดียว”

“ตั้งแต่การจัดงานครั้งแรก เทศกาลดนตรีนี้สามารถดึงดูดผู้คนผู้ชื่นชอบในเพลงแนว EDM ให้เข้ามาร่วมได้ทั้งหมด 500-1,000 คน มาในการจัดครั้งที่ 3 จำนวนผู้เข้าชมได้เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 คน กระทั่งในปี 2019 ที่ได้ชื่อว่า เป็นการจัดงานที่ใช้เงินลงทุนไปในงาน Production มหาศาลที่สุดเท่าที่ได้จัดเทศกาลดนตรีนี้มา พร้อมเปิดรับสาวกผู้ชื่นชอบเพลง EDM จากทั่วโลกถึง 400,000 คน ที่จะมามันส์ไปกับแนวเพลงที่เขาชื่นชอบใน 18 เวที บนพื้นที่ 38 เฮคเตอร์”

นอกจากข้อมูลอันเป็น “ที่สุด” ที่กล่าวมานี้ ยังมีข้อมูลน่าสนใจเพิ่มเติมจากการจัดงานครั้งล่าสุดในปีนี้ ณ เมือง Boom ในประเทศเบลเยียม โดยจัดเป็น 2 ช่วง คือวันที่ 19-21 และ 26-28 กรกฎาคม 2562

  • มีคนมากกว่า 2 ล้านคน เข้าไปในระบบเพื่อลงทะเบียนซื้อบัตรเข้างาน Tomorrowland โดยในจำนวนนี้มีผู้ชมชาวเกาหลีเหนือ อัฟกานิสถาน และซีเรียรวมอยู่ด้วย ทว่า มีผู้โชคดีเพียง 400,000 คน เท่านั้น ที่ได้รับบัตรเข้าร่วมงาน
  • อายุเฉลี่ยของผู้เข้าชม คือ 27 ปี และผู้ชมที่อายุมากที่สุดที่ได้บัตรคอนเสิร์ตครั้งนี้ไปคือ ผู้ชมอายุ 87 ปี ชาวเบลเยียม ซึ่งเข้าร่วมเทศกาลดนตรี Tomorrowland ตั้งแต่การจัดงานครั้งแรก
  • บัตรถูกขายหมดภายในเวลาเพียง 45 นาที นับตั้งแต่เวลาเปิดขาย สถิตินี้เป็นรองแค่งานเทศกาลดนตรีที่ Glastonbury ซึ่งบัตรขายหมดภายใน 36 นาทีเท่านั้น แต่งานที่ Glastonbury มีผู้เข้าชมงานเพียง 267,000 คน
  • ว่ากันว่ารายได้จากการขายบัตรงานนี้ ทำกำไรให้ผู้จัดถึง 20 ล้านยูโร หรือราว 668,544,000 ล้านบาท
  • งานนี้ใช้ Staff กว่า 15,000 ชีวิต และทั้งหมดได้รับค่าจ้าง ไม่มีใครเป็นอาสาสมัครเลย
  • เฟซบุ๊ก ไลฟ์ของงานนี้ มีผู้ชมมากกว่า 210,000 คน ทั่วโลก ในเวลาปกติ แต่ในช่วงพีค มีผู้เข้าชมทั่วโลกมากถึง 718 ล้านคน

เทศกาลดนตรีนี้มีมาตรฐานด้านการจัดงานซึ่งได้เสียงตอบรับจากผู้ชมงานว่าพึงพอใจและในบทสรุปของบทความ ผู้เขียนบอกชัดเจนว่า “การมีโอกาสไปร่วมเทศกาลดนตรีอันยิ่งใหญ่นี้สักครั้ง คุณจะได้รับพลังชีวิตครั้งใหญ่” 

Debby Wilmsen ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารของ de facto face of the festival ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมในงาน Tomorrowland กล่าวถึงการทำงานของ staff ในงานนี้ว่า มีความเป็นมืออาชีพและมีจิตใจที่จะช่วยเหลือผู้เข้าร่วมงานทุกคนในทุกเงื่อนไขแบบไม่เกี่ยง ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่ง key success ของการจัดงานมหกรรมดนตรีที่ผู้จัดงานมองข้ามไปไม่ได้ นั่นคือ การมี staff ที่มีจิตใจบริการพร้อมช่วยเหลือ โดย staff ที่ดี ต้องอยู่ข้างกายผู้ชมงานเสมอเมื่อต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะหลงกับเพื่อน หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม

นอกจากนั้น การออกแบบแต่ละเวทีในงานนี้ ล้วนได้รับการสร้างสรรค์ด้วยความใส่ใจทุกรายละเอียดในแนว Custom made ซึ่งดีเทลเล็กๆ เหล่านี้เองที่สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าร่วมงาน เพราะ “แม้แต่ถังขยะในงานยังออกแบบมาเป็นอย่างดี” 

ด้านการดูแลศิลปิน EDM จากทั่วโลก ทีมผู้จัดงาน Tomorrowland ก็ได้รับคำชื่นชมจากเหล่าศิลปิน เช่น Nervo ดีเจ EDM ฝาแฝด จากออสเตรเลีย ซึ่งได้รับเชิญมาเล่นที่เทศกาลนี้หลายครั้ง และพวกเธอก็ได้รับการต้อนรับที่ดีทุกครั้ง ทั้งยังรู้สึกได้ถึงการให้เกียรติ ไว้วางใจ เคารพ และความรักในเสียงเพลงที่พวกเธอสร้างขึ้น โดยปราศจากอคติ ดังนั้น ทุกครั้งที่ขึ้นเวที Nervo จึงปล่อยพลังแบบเต็มร้อย

ส่วนบรรยากาศที่อบอวลอยู่ในเทศกาลดนตรี Tomorrowland นี้ก็ล้วนเป็นพลังบวก ไร้ซึ่งความขัดแย้งของเชื้อชาติ ชนชาติ ข้อเท็จจริงนี้พิสูจน์ได้ด้วยภาพและคำบอกเล่าจริงของผู้เข้าร่วมงาน หญิงสาวชาวอิสราเอลเต้นอยู่เคียงข้างหญิงชาวอิหร่าน ขณะที่หนุ่มสาวชาวรัสเซียและชาวยูเครนแชร์อาหารและเครื่องดื่มกันระหว่างเอนจอยกับเสียงดนตรีสุดเร้าใจในงาน หรือสาวกเพลง EDM ชาวญี่ปุ่นและจีน จับมือกันร้องเพลง โบกธงสะบัดไปมาตามจังหวะเพลงอย่างรื่นเริง

อีกหนึ่งตัวอย่างที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชมทั่วโลก คือ ความ VIP จากการให้บริการแบบ VIP จนคุ้มค่าเงินที่เสียไป ทั้งอาหารและเครื่องดื่มจากร้านอาหารระดับ Michelin star หรือการจัดให้มีที่พักผ่อน แช่อ่างจาคุชชี่ และจุดชมการแสดงในวิวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนกล่าวในตอนท้ายเพื่อบอกถึงความสำเร็จของแบรนด์เทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland คือ ทุกวันนี้ ผู้เข้าชมงานจำนวนมากนำเอาความประทับที่ได้จากการเข้าชมงาน Tomorrowland ไปเป็นพลังในการใช้ชีวิต ด้วยสโลแกน Live Today, Love Tomorrow, Unite Forever.

ดังนั้น หากผู้จัดเทศกาลดนตรีชาวไทยท่านใดต้องการจะสร้างแบรนด์ “เทศกาลดนตรี” ที่ไม่ใช่แค่สร้างชื่อประเดี๋ยวประด๋าว หากแต่เป็นเทศกาลดนตรีที่จะอยู่ในใจของผู้ชมตลอดกาล คงต้องคิด ออกแบบ วางแผน ให้รอบด้าน โดยวิธีที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้น คือ การศึกษาและเรียนรู้จากต้นแบบนั่นเอง


ที่มา :


ยังมีโอกาสที่รอผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมสร้างความบันเทิงอีกมาก คลิกอ่านต่อเลย

รับสถิติใหม่ ‘ตลาดเกมไทย’ โต 2.2 หมื่นล้านบาท ด้วยมาตรการดันอุตสาหกรรมเกม ให้โตได้สุดทาง

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้ ถ้าอยากดัน อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ให้เฉิดฉายบนพรมแดงจีน

ดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรายได้ดี ‘ทะเลตะวันออก’ โกอินเตอร์ให้สุดทาง ด้วยมหกรรมตอบรับเทรนด์ท่องเที่ยวด้วยเรือยอร์ช ระดับนานาชาติ