สาลิกาคาบข่าว Vol.323/62

129

พระสันตะปาปาฟรานซิสประมุขแห่งโรมันคาทอลิก เสด็จเยือนไทยในรอบ 35 ปี

ardaghdiocese.org

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระสันตะปาปาลำดับที่ 266 จะเสด็จเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน ตามคำเชิญของรัฐบาลไทยและสภาประมุขแห่งบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย โดยมีชื่อในการเสด็จครั้งนี้ว่า ‘APOSTOLIC JOURNEY OF HIS HOLINESS FRANCIS TO THAILAND’ นับเป็นความปลื้มปิติไม่เฉพาะในหมู่คริสต์ศาสนิกชน แต่รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ การเสด็จเยือนไทยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี หลังจากการเสด็จเยือนไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ในปี 1984 เพื่อร่วมกิจกรรมสำคัญคือพิธีบูชาขอบพระคุณหรือมิสซาที่สนามศุภชลาศัย ในวันที่ 21 .. รวมถึงพิธีบูชาขอบพระคุณสำหรับเยาวชน ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก พร้อมกันนี้ได้มีการแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์วันที่ 21 .. สันติบาลจะปิดถนนซอยจุฬา 5 ตั้งแต่ถนนพระราม 1-ซอยจุฬา 12 เนื่องจากจะมีประชาชนประมาณ 5 หมื่นคน เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จึงแจ้งมาเพื่อรับทราบและขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางถนนพระรามที่ 1 ถนนพญาไท ถนนบรรทัดทอง ในวันที่ 21 .. ตั้งแต่เวลา 13.00 – 20.00 .

อีอีซีปักหมุดเมดิคัลฮับดึงเงินลงทุนสหรัฐเกาหลีจีน 2 หมื่นล้าน

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยหลังการประชุมอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) ที่มีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าและมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งหมด 3 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 14 โครงการ งบประมาณ 3,000 ล้านบาท  โดยจะมีการทำศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ เมดิคัลฮับด้านการแพทย์ ด้านจีโนมิกส์  หรือการศึกษาเกี่ยวกับการหาดีเอ็นเอและรหัสพันธุกรรม เพื่อยกระดับด้านการแพทย์จีโนมิกส์ทำให้ประชาชนในพื้นที่อีอีซีเข้าถึงการรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพ สำหรับสถานที่จัดตั้งเมดิคัลฮับจะใช้พื้นที่ในอาคาร 10 ปีเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ประมาณ 3.8 ไร่ เป็นอาคารรวม 12 ชั้น พื้นที่อาคารรวมประมาณ 24,000 ตารางเมตร โดยจะมีการลงทุนตั้งโครงการศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ เพื่อพัฒนาการให้บริการด้านแพทย์จีโนมิกส์ในระยะแรก 1,700 ตารางเมตร ซึ่งรัฐบาลจะเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนเครื่องมือประมาณ 1,250 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมีนักลงทุนหลายประเทศสนใจจะมาลงทุนในโครงการศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ อาทิ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น คาดว่าจะมีเงินลงทุนจากเอกชนราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งทางบอร์ดอีอีซี จะรีบนำเสนอรายชื่อผู้ที่สนใจลงทุนต่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในเดือนธันวาคมนี้

สทนช. วางแผนบริหารจัดการน้ำ 3 จว.ตะวันออก รองรับศักยภาพ 20 ปี

วิกฤตน้ำ

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าปริมาณฝนตกค่าเฉลี่ยในภาคตะวันออกจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10% ส่งผลให้พื้นที่ 3 จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ แม้ปริมาณการใช้น้ำในขณะนี้จะยังคงเพียงพอ  แต่ในบางช่วงที่ฝนไม่ตกอาจจะเกิดปัญหาขลุกขลักบ้างโดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน พื้นที่ปลูกไม้ผล ที่เดิมจะอาศัยการสูบน้ำบาดาลมาใช้ในความลึก 60 เมตร แต่การสูบในปีนี้จะต้องเจาะให้ลึกลงไปอีกอาจจะถึง 70 เมตร ซึ่งจะเกิดปัญหาความเค็มของน้ำ ดังนั้นในวันที่ 20 ..นี้ สทนช.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งอีสต์วอเตอร์มาหารือและวางแผนล่วงหน้า เพื่อเสนอให้คณะอนุกรรมการโครงการสำคัญและโครงการขนาดใหญ่พิจารณาในวันที่ 6 .. นี้ หากได้รับความเห็นชอบจะเสนอให้คณะกรรมการจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาในวันที่ 20 .. ต่อไป ทั้งนี้ สทนช.ได้มีการประเมินความต้องการใช้น้ำในระยะ 20 ปี (..2560-2580) พบว่ามีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นทั้ง 3 จังหวัดคือชลบุรีเพิ่มขึ้น50%จากด้านอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ระยองเพิ่มขึ้น52%จากอุตสาหกรรมเป็นหลัก และ ฉะเชิงเทราเพิ่มขึ้น12%จากด้านเกษตรกรรมเป็นหลัก ขณะที่ประชาชนในพื้นที่อีอีซีมีอัตราเพิ่มขึ้นของผู้ใช้น้ำ จาก 4 ล้านคนเป็น 6 ล้านคน โดยเฉพาะในเขต จ.ชลบุรี

ปลดล็อคขนส่งพรมแดนไทยเมียนมา ดันค้าชายแดนแม่สอดแตะ 8 หมื่นล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์การเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทยเมียนมาแห่งที่ 2 และการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างไทยเมียนมา (IICBTA) เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยอานิสงส์ดังกล่าวมีผลขับเคลื่อนการส่งออกของไทยผ่านด่านแม่สอด จ.ตาก จะขยับสูงขึ้นเป็นมูลค่าใกล้เคียง 8 หมื่นล้านบาทในปี 2563 หรือขยายตัวเร่งขึ้นราวร้อยละ 14 อันจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการส่งออกชายแดนไทยเมียนมาในภาพรวมปี 2563 ขยับขึ้นมาแตะ 1.05 ถึง 1.1 แสนล้านบาท ขยายตัวที่ร้อยละ 3.0-8.0 หลังจากนั้นในปี 2564 การส่งออกผ่านด่านแม่สอด จ.ตาก น่าจะแตะ 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ การปลดล็อคข้อจำกัดในการขนส่งระหว่างไทยกับเมียนมายังทำให้ไทยขยับไปเป็นประเทศผู้เชื่อมต่อการผลิตของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือ GMS (Greater Mekong Sub-region) ได้เกือบครบ โดยรถขนส่งไทยสามารถทะลุไปยังทะเลอันดามันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ถึง 8 แห่ง ประกอบด้วย เขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวาในเมียนมา และเขตเศรษฐกิจพิเศษอีก 7 แห่งตลอดแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) คือ 1.เขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี 2.เขตเศรษฐกิจพิเศษพะอัน 3.เขตเศรษฐกิจพิเศษเมาะละแหม่งในเมียนมา 4.เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด 5.เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหารในไทย 6.เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันเซโน และ 7.เขตเศรษฐกิจพิเศษแดนสะหวัน ใน สปป.ลาว

ฟู้ดอินโนโพลิส สวทช. เปิดศูนย์เรียนรู้ด้านกลิ่นรสอาหาร สร้างมูลค่าเพิ่มครัวโลก

ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เทคโนโลยีด้านกลิ่นรสอาหารเป็นเรื่องสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่ฟู้ดอินโนโพลิส สวทช. ได้จัดอบรมหลักสูตรวิทยาศาสตร์พื้นฐานและขั้นสูงด้านกลิ่นรสเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกลิ่นรสของประเทศ (Flavor Academy) ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2 ปี จนกระทั่งในปีนี้ฟู้ดอินโนโพลิส สวทช. พร้อมต่อยอดสนับสนุนการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมอุตสาหกรรมกลิ่นรสในประเทศ ดำเนินการร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท เวิลด์เทค เอ็นเตอร์ไพร์ส์ จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านกลิ่นรสอาหาร เพื่อเพิ่มและพัฒนาศักยภาพด้านงานวิจัยโดยใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูงในการวิเคราะห์กลิ่นรสที่แม่นยำมากขึ้น พร้อมทั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านกลิ่นรสอาหารที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการภาคเอกชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์และวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับการก้าวสู่ครัวโลก

ฟิลิปปินส์จ่อขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าจากไทยตอบโต้ปัญหาส่งออกยาสูบ

นายเซเฟอร์ริโน เอส. โรดอลโฟ ปลัดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (DTI) ของฟิลิปปินส์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลฟิลิปปินส์จะตอบโต้ขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าจากประเทศไทย เนื่องจากไทยไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินของ WTO จากปัญหาไทยฟ้องบุหรี่นำเข้าจากประเทสฟิลิปปินส์ และ WTO ได้ตัดสินให้ฟิลิปปินส์ชนะคดีที่มีกับไทยทุกคดี ประเทศไทยจึงต้องถอนฟ้องคดีอาญาต่อฟิลิป มอร์ริส ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าบริษัทและพนักงานที่ถูกกล่าวหานั้นได้ปฏิบัติตามกฎหมายศุลกากรอย่างถูกต้องครบถ้วน และเรียกร้องให้ประเทศไทยปฏิบัติตามคำตัดสินของ WTO ในทันที แต่ข้อพิพาท WTO นี้กินเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องรับคำตัดสินและดำเนินการปฏิรูปการประเมินภาษีศุลกากรดังที่ระบุในคำตัดสินทั้งหมด แต่ประเทศไทยก็ยังไม่ยอมปฏิบัติตามคำตัดสินดังกล่าว รัฐบาลฟิลิปปินส์จึงมุ่งตอบโต้การส่งออกผลิตภัณฑ์ยานยนต์จากประเทศไทยอย่างจริงจัง เพราะนั่นคือสินค้าที่ฟิลิปปินส์นำเข้าจากประเทศไทยมากที่สุด โดยประเทศไทยเป็นแหล่งนำเข้ารถยนต์อันดับหนึ่งของฟิลิปปินส์ จากปี 2557 ถึงปี 2561 ฟิลิปปินส์นำเข้ารถจากประเทศไทย 428,000 คัน

สิงคโปร์แชมป์ประเทศศักยภาพการแข่งขันสูงสุดเอเชียแปซิฟิก ฮ่องกงอันดับ 2

สถาบันเพื่อการพัฒนาด้านการบริหารระหว่างประเทศ (ไอเอ็มดี) ซึ่งมีฐานดำเนินงานอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ เผยแพร่รายงานจัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพด้านการแข่งขันระดับโลกประจำปี 2562 พบว่า สิงคโปร์ติดอันดับ 1 ประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และติดอันดับ 10 ในฐานะประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดระดับโลก ด้วยจุดแข็งเป็นประเทศที่มีคุณภาพด้านการศึกษา ขณะที่ประเทศฮ่องกงแม้จะมีปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในขณะนี้แต่ยังติดอันดับ 2 ประเทศที่มีศักยภาพสูงสุดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและติดอันดับ 15 ของโลก อันดับ3 ออสเตรเลีย อันดับ4 นิวซีแลนด์ อันดับ 5 ไต้หวัน ด้านประเทศชั้นนำอย่างเกาหลีใต้อยู่อันดับ 7 ญี่ปุ่นอันดับ 8 ส่วนไทยติดอันดับที่ 11 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและติดอันดับ 43 ระดับโลก