เป็นที่ทราบกันดีว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เป็นบริษัทพลังงานที่แปรรูปมาจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
ย้อนกลับไปในอดีต บริษัทจำหน่ายน้ำมันในเมืองไทยทั้งหมดเป็นของต่างชาติกระทั่งปี 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิกข้อผูกพันที่ทำไวักับบริษัทต่างชาติเรื่องห้ามมิให้รัฐบาลจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแก่ประชาชน
และตั้งองค์การเชื้อเพลิงเป็นรัฐวิสาหกิจในวันที่ 27 ม.ค. 2503 จัดหาและกลั่นน้ำมัน พร้อมขายน้ำมันในปั๊มชื่อว่า…สามทหาร
ต่อมาในยุควิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่ 1 ระหว่างปี 2516-2517 น้ำมันราคาแพงมากและขาดแคลนไปทั่วโลก
โดยเฉพาะประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักเพราะไม่มีแหล่งปิโตรเลียมเป็นของตนเอง รัฐบาลจึงเริ่มมองหาแหล่งพลังงานปิโตรเลียมในประเทศ

ปี 2520 มีการจัดตั้งองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย (อกธ.) ขึ้นเพื่อพัฒนาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย
ปี 2521 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ได้ตรา พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พร้อมกับการจัดตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2521
อย่างไรก็ตาม ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น รัฐบาลได้เล็งเห็นความจำเป็นในการเพิ่มบทบาทกิจการพลังงาน
คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2544 เห็นชอบแผนการจัดตั้งบริษัทเพื่อรองรับการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
และในวันที่ 25 กันยายน 2544 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องการแปลงทุนเป็นทุนเรือนหุ้นของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จัดตั้ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยให้ภาครัฐคงสัดส่วนการถือหุ้นใน ปตท. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 คงสถานะเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ได้รับสิทธิพิเศษตามสถานะดังกล่าวภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน
ปี 2555 ปตท.ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับที่ 95 จาก 500 ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มียอดขายสูงสุดในโลก จากการจัดอันดับของ Fortune’s Global 500
เป็นบริษัทเดียวของไทยที่อยู่ใน 100 บริษัทที่มียอดขายสูงสุดของโลก


รายได้ของ ปตท. เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปี 2559 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 1,718,846 ล้านบาท กำไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) 312,526 ล้านบาท กําไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 94,609 ล้านบาท
ปี 2560 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 1,995,722 ล้านบาท กำไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) 345,395 ล้านบาท กําไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 135,180 ล้านบาท
ปี 2561 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 2,336,155 ล้านบาท กำไรจากการดําเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) 351,396 ล้านบาท กําไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 119,684 ล้านบาท
ขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ปตท.และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 1,121,196 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,437 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
หากไม่นับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ปตท. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำรายได้สูงสุดของประเทศ โดยปีงบประมาณ 2562 (ตุลาคม 2561 – กันยายน 2562) ปตท.สามารถนำส่งรายได้ให้ประเทศสูงถึง 29,198 ล้านบาท
เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่สามารถต่อกรกับยักษ์ข้ามชาติได้อย่างอหังการ์ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจน้ำมันที่ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องยาวนานหลายปี
วันนี้! ปตท. กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่
ชนิดที่ต้องเรียกว่า...พลิกขั้ว

แตกไลน์อุตสาหกรรม ‘การผลิตยา’
ปตท.จับมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) โดยลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 เพื่อผลิตยารักษาโรคมะเร็ง
ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ
1. ปตท. ต้องการผันตัวเข้าสู่ธุรกิจไบโอเบสซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
2. ลดการนำเข้ายารักษามะเร็งปีละกว่า 15,000 ล้านบาท
งานนี้ตั้งเป้าเริ่มผลิตยาได้เองในประเทศประมาณปี 2568 โดย ปตท.จะทำหน้าที่ด้านการตลาด จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาดังกล่าว
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง จะมีมูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
ซึ่งที่ผ่านมา องค์การเภสัชกรรมมีแผนจะสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง แต่มีข้อจำกัดในเรื่องของงบประมาณ จึงเกิดเป็นความร่วมมือที่ให้ปตท.เข้ามาช่วย
โดยเป็นการผลิตเฉพาะยารักษาโรคมะเร็งที่ไม่มีปัญหาเรื่องสิทธิบัตรใน 3 กลุ่มคือ
1. ยาเคมีบำบัดชนิดเม็ดและฉีด (Chemotherapy) ที่เป็นยาพื้นฐานในการรักษาโรคมะเร็ง สามารถออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย
2. ยาเคมีชนิดเม็ดและยาฉีดชีววัตถุคล้ายคลึงประเภท Monoclonal antibodies (Biosimilar) เพื่อให้มียาครอบคลุมการรักษาทุกกลุ่มโรคมะเร็งในปัจจุบัน
3. ยารักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงงาน ยังต้องศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งว่า จะเป็นพื้นที่นิเวศอุตสาหกรรมวนารมย์ (WECOZI) ใน จ.ระยอง ซึ่งเป็นนิคมฯของ ปตท. หรือพื้นที่ขององค์การเภสัชกรรมที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี
ทั้ง 2 พื้นที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งกำหนดให้เป็น ‘เมดิคัลฮับ’ เช่นเดียวกัน
ว่ากันว่า หากโรงงานนี้สำเร็จจะลดราคายารักษามะเร็งได้กว่า 50%
และยังลดการนำเข้ายารักษามะเร็งจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการนำเข้ายากลุ่มนี้สูงถึง 15,000 ล้านบาทต่อปี
ผู้บริหาร ปตท.ยืนยันว่า การุกเข้าสู่อุตสาหกรรมยาครั้งนี้ เป็นการเข้ามาช่วยเสริมให้การผลิตยาขององค์การเภสัชกรรมสามารถเดินหน้าได้ตามแผน
ไม่ใช่เข้ามาเพื่อแข่งขัน
แต่มุ่งช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งมากขึ้น
ลดการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่ถือว่าเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการเสียชีวิตในปัจจุบัน
นั่นคือประโยชน์แท้จริง!











