ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนาประเทศให้ครบทุกมิติ ด้วย Digital Technology

1061

ต่อจากบทความที่ผมเปิดประเด็นไว้ 3 ปมปัญหาเกี่ยวกับ Digital Technology ที่ทำให้ไทยเดินไปไม่ถึงไหน ได้แก่ ขาดรูปแบบ/แนวทางการทำงานที่เป็นมืออาชีพ, ขาดการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติ และขาดบุคลากรที่จะป้อนเข้าสู่ตลาด บทความนี้จึงนำเสนอ ทางออก-ข้อเสนอแนะ เพื่อการนำ Digital Technology มาปรับใช้อย่างชาญฉลาดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยทุกคน โดยมี 3 ประเด็นหลักที่ควรดำเนินการ ดังนี้


 1
การสร้าง Demand 

สิ่งที่จะเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งกำลังดำเนินการโดยหลายหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น รวมถึงดีป้าก็คือ แนวคิดการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) มาพัฒนาเมือง การบริการ การผลิต การเกษตร และการดำรงชีวิตให้ถูก เร็ว ดี คือประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา และสร้างคุณภาพดีขึ้น โดยใส่คำว่า “Smart” เข้าไปข้างหน้าตามความนิยมของยุคสมัย เช่น Smart City, Smart Home, Smart Industry, Smart Agriculture, Smart Transportation, Smart Energy และ Smart Manufacturing 

โดยสิ่งที่กำลังเกิดในขณะนี้คือ ภาครัฐกำลังเลือกไอเดียจากภาคเอกชนรายใหญ่ๆ เพื่อนำมาตั้งเป็นโครงการสมาร์ทต่างๆ มากมาย จึงเชื่อว่าในช่วง 2-3 ปีจากนี้โครงการ “Smart” ต่างๆ จะเกิดเป็นดอกเห็ด

อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังการใช้งบประมาณที่ไม่ควรเป็นลักษณะกระจาย ต่างคนต่างทำ โดยไม่มีทิศทางหลัก ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์น้อยและเป็นการใช้จ่ายของภาครัฐที่ได้ประโยชน์ต่อเดียว

การสร้าง Demand นี้ จึงต้องระลึกว่า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ (เร็วขึ้น ถูกลง) และประสิทธิผล (คุณภาพดีขึ้น สะอาดขึ้น ปลอดภัยขึ้น) และเพื่อไม่ให้การลงทุนนั้นสูญเปล่า แต่ยังสามารถสร้างคุณต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมที่จะปลูกฝังให้ประชาชนนำเวลาที่เหลือไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เช่น ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำงานพิเศษเสริม หรือดูแลครอบครัว

ในภาพใหญ่ การกำหนดเงื่อนไขพื้นฐานในการใช้จ่ายงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยอาจจะสร้างแม่แบบ TOR กลาง ที่ระบุให้เอกชนต่างชาติต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในระดับที่เหมาะสมกับโครงการนั้นๆ ตั้งแต่การซ่อมแซม การปรับแก้ดัดแปลง การออกแบบ การสร้างได้เอง ไปจนถึงการวิจัยคิดค้นสร้างสิ่งใหม่เองได้ นอกจากนั้น ควรมีแหล่งข้อมูลรวบรวมกรณีศึกษา และผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ให้คำปรึกษาช่วยเป็นพี่เลี้ยง โดยได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม


 2
ส่งเสริมการร่วมทุน

การลงทุน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ระดับการผลิตและพัฒนาชิ้นส่วน อุปกรณ์ และเซ็นเซอร์ต่างๆ 2) การลงทุนเครือข่ายสื่อสารสำหรับไอโอที และ 3) การลงทุนในระดับของ Cloud ซึ่งจะรวมไปถึงการทำ Data Analytics และ AI

ในกลุ่มที่ 1 และ 2 น่าจะสามารถปล่อยให้กลไกของภาคเอกชนไปดำเนินการได้เอง รัฐเพียงแต่ออกมาตรการส่งเสริม เช่น ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือแต้มต่อในการเข้าประมูลงานภาครัฐ สำหรับบริษัทร่วมทุนที่ได้รับการตรวจสอบรับรองจากรัฐแล้วว่า มีความจริงใจที่จะลงทุนร่วมพัฒนาภาคเอกชนและอุตสาหกรรมไทย

ในกลุ่มที่ 3 กรณีเป็นระบบคลาวด์ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เช่น ใช้กับระบบงานภาครัฐ ควรจะเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลกับเอกชนไทยหรือต่างชาติที่มีประสบการณ์ มีแพลตฟอร์มคลาวด์ที่เปิดกว้างและเป็นกลาง เอื้อให้ทุกค่ายทุกเจ้าสามารถเชื่อมต่อระบบไอโอที หรือเชื่อมต่อข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ โดยการเข้าร่วมทุนของภาครัฐก็เพื่อให้สามารถติดตาม ควบคุมดูแลการจัดการข้อมูลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่องข้ามธุรกิจ ความมั่นคงปลอดภัย หรือเพื่อประโยชน์ของรัฐและเพื่อประโยชน์สาธารณะ และน่าจะกำลังผลักดันกันอยู่ ซึ่งหลายท่านก็มีความเข้าใจและมองเห็น 

สำหรับแนวทางการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนซึ่งทำหน้าที่ดูแลแพลตฟอร์มคลาวด์กลางนี้ สามารถดำเนินการในลักษณะ Beauty Contest คือ รัฐออกประกาศให้เอกชนทั่วโลกมานำเสนอแนวทางร่วมทุนที่รัฐและอุตสาหกรรมไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด โดยรัฐจะเป็นฝ่ายกำหนดแนวทางคร่าวๆ ไว้

เช่น ต้องมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลและแพลต์ฟอร์มคลาวด์ในประเทศไทยที่รองรับข้อมูลมหาศาลได้จริง ต้องเป็นกลางเชื่อมต่อได้กับอุปกรณ์และระบบไอโอทีทุกค่าย ต้องมีความเป็นมืออาชีพ ต้องลดต้นทุนในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการไอโอทีและปัญญาประดิษฐ์ที่มาใช้บริการ ต้องมีแผนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบุคลากรไทย และต้องอยู่รอด เลี้ยงตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของภาครัฐ


 3
กฎหมายและกฎระเบียบ 

กฎหมายและกฎระเบียบสามารถพิจารณาแยกเป็น 3 กลุ่ม ล้อตามหัวข้อเรื่องการร่วมทุน ดังนี้

1) ระดับการผลิตและพัฒนาชิ้นส่วน อุปกรณ์ และเซ็นเซอร์ต่างๆ

ต้องครอบคลุมกฎระเบียบการนำเข้า การผลิต การจำหน่าย และวิจัย อย่าลืมว่าทุกกฎหมายและระเบียบต้องเอื้อและส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไทยเข้มแข็งขึ้น ลดเวลา ลดต้นทุนในการดำเนินการ โดยพยายามนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ควบคุมบริหารจัดการ การขออนุญาตนำเข้า การผลิต การจำหน่าย และติดตามตรวจสอบ ซึ่งก็คือเรื่อง Smart Governance นั่นเอง คือเป็นการเน้นนำเอาแนวคิด Lean การ Reengineer ขั้นตอนการทำงาน และนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยลดเวลา ลดแรงงาน ลดความผิดพลาด

อีกอย่าง ในส่วนของอุปกรณ์ ชิ้นส่วน และเซ็นเซอร์ ที่มีการถามกันมาก ก็คือเรื่องมาตรการเชื่อมต่อ คุณลักษณะขั้นต้นของอุปกรณ์และระบบ จะพิจารณาเลือกซื้อและประเมินอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้ยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่เหมือนการซื้อทีวี ตู้เย็น มาเสียบปลั๊กแล้วใช้ที่บ้าน แต่เป็นการซื้อมาเพื่อใช้งาน และเป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง จึงต้องจ้างพัฒนาและปรับแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้เข้ากับการใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยให้ดูข้อควรระวัง หรือ คุณสมบัติอะไรที่ช่วยลดภาระหรือความเสี่ยงของระบบซึ่งพัฒนาขึ้น จะใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ อย่างไร

มีคำกล่าวว่า “Data is the New Oil” (ข้อมูลเป็นแหล่งน้ำมันใหม่ ที่เอาไปสร้างสรรค์อะไรได้มากมาย) แต่หากกฎหมาย กฎระเบียบยังไม่ชัด หรือทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเผยแพร่แลกเปลี่ยน ต่อยอด เพราะอาจต้องรับโทษตามกฎหมาย เช่นนี้ กฎหมายเองอาจกลับเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของ Data Analytics และ AI ซึ่งถือว่าท้าทายและยากยิ่งสำหรับบุคลากรและหน่วยงานที่ต้องเข้ามาดูแลเรื่องเหล่านี้ และต้องชั่งน้ำหนักอย่างมาก ระหว่างการใช้ประโยชน์จากข้อมูล และการคุ้มครองกำกับดูแล (มิฉะนั้น จะกลายเป็น “Data is the new Threat”) สู้ๆ ครับ

2) การลงทุนเครือข่ายสื่อสารสำหรับไอโอที

การลงทุนเครือข่ายสื่อสารสำหรับไอโอที ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ Digital Technology ตรงนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดันอยู่ รวมถึงเรื่องการประมูลคลื่น และการออกระเบียบต่างๆ จึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก ต้องขอชื่นชมรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนภาคเอกชนในเมืองไทยก็เริ่มมีการลงทุนในเครือข่ายที่เป็นลักษณะ Global/Universal คือ เป็นมาตรฐานการสื่อสารเดียวทั่วโลก ไม่ว่าจะเอาอุปกรณ์ไปใช้ที่ประเทศไหน เช่น Sigfox (ซึ่งมีการแต่งตั้งตัวแทนดูแลหลักในแต่ละประเทศเป็นเรื่องเป็นราว) หรือ LoRa (ซึ่งเป็นมาตรฐานเปิดก็จริง แต่เปิดอิสระให้ทำเองโดยหลายเจ้า หรือเป็นหย่อมๆ ในแต่ละพื้นที่) หรือ NB-IoT ซึ่งเป็นมาตรฐานเปิดเหมือนกัน แต่บ้านเรามีผู้ให้บริการหลายรายเพราะต้องเกาะไปกับ Telecom Operator และไม่มีผู้ควบคุมกลางในลักษณะ Global แบบ Sigfox ก็คงบอกตอนนี้ไม่ได้ว่าใครผิดถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องให้ตลาดเป็นคนตัดสิน

3) การลงทุนในระดับของ Cloud รวมไปถึงการทำ Data Analytics และ AI

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กำลังทำงานแข็งขันเต็มที่ ต้องขอชื่นชม ให้กำลังใจ อย่างไรก็ตาม ฝั่งธุรกิจและประชาชน ซึ่งก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอย ย่อมรู้สึกว่าช้าไปบ้าง เช่นนี้ อาจจะต้องพยายาม หาแผนสำรอง หรือการประกาศ Roadmap ที่ชัดเจน สู่สาธารณะรับทราบ รวมทั้งมาตรการสำรองต่างๆ และอยากช่วยแก้ตัวให้ภาครัฐว่า ฝั่งเขากำลังทำงานเต็มที่จริงๆ แต่มันก็มีข้อจำกัดหลายอย่างรอบด้าน ทั้งยังมีทรัพยากรที่จำกัด

อีกเรื่องที่ส่งเสริมสนับสนุน ส่วนของ Analytics และ AI ก็คือ มาตรฐานที่เกี่ยวกับข้อมูล เช่น มาตรฐานโครงสร้างข้อมูลเรื่องต่างๆ อย่างเช่น เรื่องการเงินการธนาคาร เขามีโครงสร้างชัดเจนว่าเวลาส่งหรือแลกเปลี่ยน เรื่องข้อมูลการฝากถอนเงิน กู้เงิน โอนเงิน จะต้องบอกอะไรบ้าง ชื่อผู้โอน ชื่อผู้รับ จำนวนเงิน สกุลเงิน วันที่ เวลา รหัสธนาคารต้นทาง ปลายทาง

พวกนี้ดูแล้ว เหมือนไม่มีอะไร แต่การใช้งานข้อมูลในอีกหลายๆ สาขา ยังไม่มีการตกลงเป็นเรื่องเป็นราว ถ้ามีมาตรฐานกลางออกมาก็จะช่วยแบ่งเบาและอำนวยความสะดวกได้

ยังมีเรื่อง Data Cleansing และ Data Preparation ซึ่งว่าด้วยเรื่องการเตรียม ปรับ และกรองข้อมูลที่ไม่มีคุณภาพออกไป หากมีคำแนะนำหรือมาตรฐานกลางได้ ก็จะช่วยให้ภาคธุรกิจหรือผู้ใช้งานประหยัดเวลาและต้นทุน ไม่ต้องลองผิดลองถูกนาน เพราะตอนนี้ภาคธุรกิจต้องจ้างที่ปรึกษา หรือส่งคนไปเรียนตั้งนาน กว่าจะได้ทำแต่ละโครงการ

สุดท้ายแล้ว องค์ความรู้และคำแนะนำ (tricks-and-tips) ที่เป็นความต้องการพื้นฐานซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้เหล่านี้ ต้องมีคนกลางช่วยลงทุนและสร้างออกมา โดยต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์ คือคนที่ทำแบบ End-to-End มาก่อน เป็นผู้วิเคราะห์วางแผน เพื่อให้ได้ของที่ตอบโจทย์และได้ประโยชน์จริง

สำหรับบทความต่อๆ ไป ผมจะนำกรณีศึกษา ประสบการณ์จากการทำงาน การเดินทาง เทรนด์ดิจิทัล ฯลฯ ที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังครับ


ทำความเข้าใจ ‘3 ปมปัญหา’ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา DIgital Technology ในประเทศไทย จากบทความก่อนหน้า

3 ปมปัญหาเกี่ยวกับ Digital Technology ที่ทำให้ไทยเดินไปไม่ถึงไหน