เปิดมุมมอง 3 เจ้ากระทรวง ‘3 ปี อีอีซี’ ก้าวสู่ยุค “EEC Next” รับทุนไทย-เทศ ปักหมุดลงทุนในอีอีซี

298

ระยะเวลา 3 ปี จัดได้ว่ายาวนานพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ไม่น้อย ยิ่งสำหรับโครงการเมกะโปรเจกต์พัฒนาประเทศ อย่าง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่ได้ดำเนินงานมาแล้วถึง 3 ปี ซึ่งมีความก้าวหน้ามากมายเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง ประเด็นเรื่องเกิดอะไรขึ้นบ้างใน 3 ปี อีอีซี  จึงควรค่าแก่การนำมาอภิปรายให้รอบด้าน ทั้งในแง่มุมของโอกาสที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ดำเนินโครงการมา ขณะเดียวกัน ยังมีมุมของอุปสรรค วิกฤต ที่ต้องการการระดมสมองและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดในการขับเคลื่อนโครงการฯให้เดินต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


และเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทาง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย เนชั่นกรุ๊ป ก็ได้จัดงานสัมมนา “EEC NEXT : ทุนไทย-เทศ ปักหมุด EEC” ขึ้น เพื่อประมวลทั้งความสำเร็จที่ผ่านมา แผนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทุกมิติที่ทำอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงแผนโครงการในอนาคตที่จะเดินหน้าต่อเพื่อขับเคลื่อนโครงการ EEC ให้ถึงยังเป้าหมายที่ตั้งไว้

ไฮไลต์ที่น่าสนใจที่สุดของงานสัมมนาระดับชาติครั้งนี้ น่าจะอยู่ที่ การปาฐกถาพิเศษ ของ 3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเดินหน้าโครงการอีอีซีนี้ ไม่ว่าจะเป็น เจ้ากระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีหลากหลายประเด็นที่รัฐมนตรีแต่ละท่านได้จุดประกาย และบอกเล่าถึงบทบาทในการดูแลโครงการเพื่อพัฒนาประเทศแต่ละด้าน ให้สอดคล้องกับการพัฒนาในโครงการอีอีซี

3 ปี อีอีซี ขับเคลื่อนและต่อยอดเศรษฐกิจให้สดใส ได้อย่างไร ?

ด้วยชื่อการสัมมนาครั้งนี้ เป็นการจั่วหัวชัดเจนว่า “EEC NEXT : ทุนไทย-เทศ ปักหมุด EEC” ดังนั้น นอกจากการมารีวิวว่า 3 ปี อีอีซี ที่ผ่านมา มีการพัฒนาด้านไหนที่ก้าวหน้าไปแล้วบ้าง ยังเป็นการพูดถึงโปรเจคหรือโครงการในอนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วย ซึ่งเจ้ากระทรวงที่รับหน้าที่มาปาฐกถาในเรื่องนี้ คือ ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ที่สวมหมวกอีกใบเป็น ประธานอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ด้วย

“3 ปี ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปพูดในเรื่องที่เกี่ยวกับโครงการอีอีซีหลากหลายเวที ซึ่งก็มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนฟังหลายกลุ่มแตกต่างกันไป ผมมักจะย้ำเสมอว่า ผลของการเดินหน้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริง มีผลเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตขึ้นได้จริง และความสนใจรวมถึงผลตอบรับของนักลงทุนในการเข้ามาขยายธุรกิจในพื้นที่อีอีซีเป็นของจริง ไม่ใช่ของเทียม ไม่ใช่ตัวเลขที่รายงานออกไปให้สวยหรูดูดีเท่านั้น”

“จากช่วงแรกที่เราได้กระจายภาระหน้าที่ให้หน่วยงาน องค์กร ต่างที่รับผิดชอบโครงการนี้ไป มาในวันนี้ ได้กลายเป็นการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันโครงการนี้ให้เกิดผลสำเร็จในหลากหลายโปรเจคที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ทั้ง ท่าเรือมาบตาพุด รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สนามบินและเมืองการบินอู่ตะเภา”

“มาในวันนี้ ในโอกาสที่โครงการนี้ดำเนินมาครบ 3 ปี เป็นเวลาที่จะมาเน้นย้ำกันว่า “EEC NEXT” เราจะ NEXT ไปสู่อะไร”

“เรื่องแรกที่ผมอยากย้ำและอยากเห็นความชัดเจน คือ แผนการใช้พื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี ว่าจะใช้พื้นที่อย่างไรให้ก่อประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย มีความสมดุล ทั้งประชาชนในพื้นที่ ผู้ที่จะเข้ามาลงทุน ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเอื้อพื้นที่ให้กับการศึกษา ด้วย ซึ่งต่อเนื่องไปยังประเด็นต่อไปที่ต้องชัด นั่นคือการลงทุนในภาคการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคลากรหรือกำลังคนในด้านต่างๆ ที่ควรต้องเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว”

“และทุกฝ่ายต้องตระหนักในความจริงร่วมกันว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว สปอตไลต์ไม่ได้ฉายไปยังประเทศมหาอำนาจอีกต่อไป แต่นักลงทุนทั่วโกลต่างมองมายังประเทศตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลก และประเทศในเอเชีย และอาเซียนก็จัดเป็นดาวเด่นในสายตาเหล่านักลงทุนทั่วโลก ปรากฏการณ์นี้ส่งอานิสงส์ให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่น่าลงทุนในสายตาโลก ทั้งข้อได้เปรียบในเรื่อง ชัยภูมิ ทำไทยอยู่ในฐานะประตูสู่เอเชีย รวมถึงล่าสุด ไทย ยังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือเป็นระดับ A- แล้ว นี่จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าการดำเนินโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยอย่างอีอีซี มาถูกทางแล้ว”

“ดังนั้น ภารกิจสำคัญต่อไปที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เมื่อเรามาถึงยุคที่ “ทุนไทย-เทศ ปักหมุด EEC” แล้ว เราต้องทำทุกวิถีทางให้ภาคธุรกิจตกลงใจว่าจะมาลงทุนในไทยจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดแต่ในหลักการ”

“และเรื่องการพัฒนาคน ผมขอย้ำว่าจำเป็นมากจริงๆเพราะเมื่อเราสามารถดึงดูดนักลงทุนมาลงทุนได้แล้ว สิ่งที่พวกเขากังวลมากที่สุด คือ เรื่องคน บุคลากร ว่าถ้าเขาขยายธุรกิจมาแล้ว มีคนทำงานให้เขาไหม การผลิตแรงงานทักษะ ที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ ตอบโจทย์วิชาชีพ และมีทักษะจำเป็นแห่งศตวรรษที่ 21 จึงเป็นภารกิจที่จำเป็นเร่งด่วนมาก”

“นอกจากนั้น ในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องสามารถอยู่ร่วมกันกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ประเด็นเรื่องการจัดการสภาพแวดล้อม การดูแลเมือง ชุมชน ในพื้นที่ ก็เป็นเรื่องที่เหล่านักลงทุนเป้าหมายที่จะมาลงทุนในพื้นที่อีอีซีให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าประเด็นอื่นด้วย ดังนั้น ผมมองว่า ตอนนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินมาตรการเชิงรุก ลงไปสื่อสารกับฝั่งชุมชน ประชาสังคม ว่าพวกเขาต้องการอะไร วิธีนี้นอกจากจะช่วยสร้างความเข้าใจ นำมาซึ่งความร่วมมือแล้วยังเป็นการป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นได้ดีด้วย”

เปิดยุทธศาสตร์ดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายมาในอีอีซี

ปาฐกถาต่อไป เราได้ฟังมุมมองจากเจ้ากระทรวงอุตสาหกรรม และรองประธานอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เกริ่นเรียกความสนใจจากผู้ฟังก่อนว่า

“เรากำลังอยู่ในยุคที่ความเป็นไปของเศรษฐกิจโลกอยู่ภายใต้อารมณ์อันแปรปรวนของ โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะทุกคนคงรู้กันแล้วว่า ที่ผ่านมา สงครามการค้าระหว่าง สหรัฐและจีน ก่อให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง”

ทว่า สิ่งหนึ่งที่รัฐมนตรีท่านนี้เชื่อ คือ อนาคตเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้เลวร้ายเหมือนอีกหลายประเทศ ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในตอนนี้

“แม้ว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยจะเผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรคหลากหลายด้านที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ยกตัวอย่าง ปัญหาเงินบาทแข็งค่าที่ส่งผลกับการส่งออกสินค้าของไทย แต่โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจยังมีอัตราเติบโตต่อไปได้ ด้วยความได้เปรียบในจุดแข็งสำคัญ อย่าง ที่ตั้งของประเทศ ที่สามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ได้ไม่ยาก ถ้าเรามียุทธศาสตร์การพัฒนาด้านนี้ที่ชัดเจน รัดกุม และตรงเป้า”

“จากประสบการณ์ที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ หลายประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว เมื่อพูดถึงโครงการอีอีซีของไทย ทุกคนต่างรู้จักดี ให้ความสนใจ และเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นตัวจักรสำคัญที่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้ก้าวไปอยู่ในจุดที่เป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ได้ไม่ยาก”

“เพราะที่ผ่านมา การดำเนินโครงการอีอีซีได้รับการวางแผนอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆให้พร้อม การออกกฎหมายเฉพาะเพื่อให้อำนาจกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการนี้ได้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง การวางแผนเชื่อมโยงให้หน่วยงานต่างๆมาร่วมกันทำงานอย่างจริงจังเพื่อขับเคลื่อนหลากหลายโปรเจคให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

“นอกจากนั้น ในส่วนของการวางมาตรการส่งเสริมการลงทุน ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำงานร่วมกันกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในการดึงดูดนักลงทุนด้วยการวางมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านต่างๆ ดังนั้น ถ้าพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนร่วมกันองค์ประกอบ ความโดดเด่นของประเทศไทย ถือว่าอยู่เหนือประเทศในภูมิภาคอาเซียน”

“ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งถ้าพูดในแง่ของฐานการผลิตที่นักลงทุนทั่วโลกด้านนี้สนใจ 2 ประเทศที่มาแรงในภูมิภาคนี้ คือ เวียดนามกับไทย ทว่า ผมมองว่า ประเทศไทย เรามีความได้เปรียบกว่า ทั้งในด้านแรงงานทักษะของเราที่มีทักษะสูงกว่าแรงงานเวียดนาม ที่รับงานสิ่งทอทั่วไป แต่เป้าหมายหลักของไทยเราเบนเข็มมาที่การผลิตสิ่งทอระดับสูงแล้ว”

“กอปรกับการที่เรามี infrastructure ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่พร้อมกว่าประเทศเวียดนามมาก ดังนั้น ถ้าในภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอชั้นสูง หรือสิ่งทอสมัยใหม่ ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีการผลิต ไทยจึงเป็นจุดหมายที่น่าสนใจกว่าเวียดนาม ที่นักลงทุนจะเข้ามาขยายฐานการผลิต”

ถึงเวลา ปฏิรูปการศึกษา รับการสร้างคนตอบสนองความต้องการของอีอีซี

มาถึงกระทรวงที่ว่ากันว่า น้อยครั้งมากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ จะได้มาสื่อสารในงานสัมมนาในประเด็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติเช่นนี้ ทั้งที่ภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินไปพร้อมกับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คือ ภารกิจด้านการผลิตบุคลากร กำลังคน ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในโครงการอีอีซี

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เกริ่นชัดถึงความหนักใจเมื่อต้องมารับหน้าที่ในฐานะผู้นำกระทรวงศึกษาธิการ ทว่า หลังจากได้ทำงานและปรับแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาไทยมาสักระยะ ก็ได้เห็นลู่ทางในการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนผ่านการศึกษาไทยสู่ยุคของความยืดหยุ่นและความร่วมมือ

“ผมยอมรับว่ามีความกังวลในการมารับหน้าที่ผู้ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีภารกิจหลักในการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย แต่ผมก็มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กไทยว่าสามารถพัฒนาเป็นแรงงานทักษะ หรือ แรงงานฝีมือ ได้ไม่ยาก”

“ที่ผ่านมา ผมกำหนดทิศททางชัดเจนที่จะพัฒนากระทรวงศึกษาฯในยุคที่ผมดูแล ให้เป็นยุคแห่งความยืดหยุ่นที่สุด และมียุทธศาสตร์ชัดเจนในการขยายความร่วมมือกับสถานประกอบการ องค์กรธุรกิจ เพื่อการผลิตและพัฒนาบุคลากรให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยพยายามขจัดทุกกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคกับการร่วมมือกันระหว่างสถาบันการศึกษากับสถานประกอบการ ภาคธุรกิจ ในการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย”

“และด้วยการไปสร้างความร่วมมือกับทางภาคธุรกิจนี่เอง ทำให้เรารู้ยิ่งเห็นแนวทางที่ชัดเจนในการเติมเต็มทักษะที่เด็กไทยขาดที่สุด นั่นคือ ทักษะด้านภาษา ไม่ว่าจะเป็น ภาษาหลักอย่างภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่ 3 อย่าง ภาษาจีน โดยที่ผ่านมาเราพยายามสื่อสารกับภาคธุรกิจมาตลอดว่าให้มาบอกความต้องการเฉพาะ ว่าอยากได้เด็กที่มีทักษะด้านภาษาอยู่ในระดับไหน ต้องการให้เด็กรู้ภาษาที่ 3 ด้วยหรือไม่ ซึ่งผลตอบรับของการดำเนินการเชิงรุกนี้ ทำให้เราได้แนวทางในการพัฒนาศักยภาพด้านภาษาให้กับบุคลากรภาคการศึกษา โดยเฉพาะครูผู้สอน ที่ชัดเจนมากขึ้น”

“ยังมีอีกหนึ่งภาคส่วน ที่ผมมองว่า เกี่ยวข้องกับการพิชิตภารกิจผลิตกำลังคนตอบสนองความต้องการของโครงการอีอีซีโดยตรง นั่นคือ การปฏิวัติการเรียนการสอนของภาคอาชีวศึกษา แหล่งผลิตแรงงานทักษะ หรือแรงงานเฉพาะวิชาชีพ เพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี”

“โดยต้องบอกตามตรงว่า ภารกิจนี้ “ต้องฉีดยาแรง” เพราะการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพของการเรียนการสอนวิชาชีพของไทยหยุดนิ่งมานาน แต่ตอนนี้กระตุ้นขึ้นมาได้เพราะการสื่อสารกับสถาบันอาชีวศึกษาให้มาร่วมมือกันผลิตกำลังคนคุณภาพสายวิชาชีพอย่างจริงจัง ในรูปแบบของการทำงานที่ส่งเสริมกัน ไม่ได้มาแย่งหรือชิงดีชิงเด่นกัน บวกกับการเดินหน้าประสานความร่วมมือกับสถานประกอบการ เพื่อกำหนดแนวทางในการผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ หรือทางภาคอุตสาหกรรมจริงๆ”

“ทั้งนี้ ภาคส่วนหลักที่โฟกัส คือ การพัฒนาคุณภาพของครู ให้รู้เท่าทัน ทักษะที่จำเป็นของศตวรรษที่ 21 รวมถึงต้องมีความรู้ทันกับเทคโนโลยีวิชาชีพที่เปลี่ยนไปด้วย ยุคนี้ ถ้าครูท่านไหน หยุดนิ่ง ไม่พัฒนา ผมบอกเลยว่า “เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้” โดยส่วนหึ่งของแผนการพัฒนาครูนี้ ผมมองว่าเราต้องจัดการอบรมเพิ่มเติมให้กับครูทั่วประเทศ สำหรับประเทศที่ห่างไกล ก็ต้องกำหนดให้ครูมาอบรมออนไลน์ ดังนั้น ที่ผ่านมาทางกระทรวงฯ จึงพยายามวางระบบอินเทอร์เน็ตให้ทั่วถึง ครอบคลุมทุกพื้นที่ในแต่ละโรงเรียนให้มากที่สุด”


รับฟัง ปาฐกถาแบบเต็มได้ ใน Facebook Live : bangkokbiznews


ยังมีอีกหลากมุมมอง กับความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศไปด้วยกัน

กล้า ก้าว ไกล กับแนวคิดการจัดการ “ขยะ” สู่ชุมชนตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน

ต่อยอด ‘แผนจัดการสิ่งแวดล้อม อีอีซี’ สู่โมเดลการสร้างระบบนิเวศ ที่อุตสาหกรรมอยู่คู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก” อธิการบดีป้ายแดง ม.บูรพา ภารกิจนำองค์กร ก้าวสู่ “มหาวิทยาลัยแห่งอีอีซี”