นักวิจัยแนะปรับวิธีคิด รับมือ ‘แผ่นดินไหวกรุงเทพฯ’ ด้วยความตระหนักแต่อย่าตระหนก

198

ปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้คนเมืองกรุงไม่น้อย เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คือเหตุการณ์แผ่นดินไหว ยิ่งผู้ที่อยู่อาศัยบนอาคารหรือคอนโดมิเนียมชั้นสูงๆ ยิ่งรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งสาเหตุของ แผ่นดินไหวกรุงเทพฯ ในครั้งนี้เป็นผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่ความลึก 3 กิโลเมตรใน สปป.ลาว โดยจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากจังหวัดน่านไป 20 กิโลเมตร ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนจนสามารถรับรู้ได้ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหวกรุงเทพฯ ครั้งนี้ นอกจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะออกมาเคลื่อนไหว เพื่อรายงานถึงสาเหตุของแผ่นดินไหวแล้ว ยังถือโอกาสนี้สร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติที่ไม่คาดคิด อย่าง “แผ่นดินไหว” ด้วย

นักวิจัยชี้ ไทยยังมีความเสี่ยง แนะคาถาช่วยรอดจากแผ่นดินไหวครั้งหน้า “ตระหนักแต่อย่าตระหนก”

จากงานแถลงข่าวเรื่อง “ผลกระทบจากแผ่นดินไหวในประเทศลาวต่อประเทศไทยและแนวทางเตรียมความพร้อมรับมือ” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย และสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร ได้ให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในไทย โดยทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว ตลอดจนวิศวกรโครงสร้างอาคารมืออาชีพ 

โดยเริ่มจาก ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าชุดโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทย สกสว. จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เปิดเผยว่า

“การก่อสร้างอาคาร จำเป็นต้องมีการออกแบบและก่อสร้างอาคารตามกฎกระทรวงและมาตรฐานของกรมโยธาธิการและผังเมือง ขณะที่อาคารเก่าต้องตรวจสอบว่า มีความมั่นคงแข็งแรงพอที่จะต้านทานแผ่นดินไหวหรือไม่ ตอนนี้ อาคารสาธารณะจำนวนมากในภาคเหนือส่วนใหญ่ยังมีความเสี่ยงในพื้นที่ถึงร้อยละ 90 เพราะอาคารควบคุมตามกฎหมายต้องมีความสูงเกิน 15 เมตร แต่อาคารหรือโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นอาคารสองชั้น ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ แค่เกิดการสั่นช้าๆ ต่างจากภาคเหนือที่สั่นไหวเร็วและรุนแรง”

“เพราะฉะนั้น การเขย่าของตึกสูงในกรุงเทพฯ ล่าสุดไม่ถือว่ารุนแรง แค่ทำให้คนตกใจ จากการวัดข้อมูลในพื้นที่พบว่า มีความรุนแรงเพียงแค่ 1 ใน 10 ของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อาจจะมีผลกระทบมากกว่านี้อีก 10 เท่าตัว”

“การเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวระยะไกลจึงมีความสำคัญ เพราะอาจเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อคนกรุงเทพฯ ได้อีก เช่นในกรณีการเกิดขึ้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่ความแรง 7-7.5 ริกเตอร์ หรือจากรอยเลื่อนสกาย 8.5 หรือในทะเลอันดามันที่ขนาด 9 ริกเตอร์ เมื่อมาบวกกับลักษณะทางกายภาพของกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีสภาพแอ่งดินอ่อนขนาดใหญ่และลึกมาก โดยมีก้นแอ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงมีแนวโน้มขยายความรุนแรงได้มากที่สุด กอปรกับการมีอาคารสูงจำนวนมาก จึงอาจมีผลกระทบอย่างมากในอนาคตได้”

ขณะที่ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย และนักวิจัย สกสว. กล่าวถึงความเสี่ยงและมาตรการทางโครงสร้างเพื่อลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่อาจมีต่ออาคารสูงในกรุงเทพฯ ว่า

“เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า กรุงเทพฯ ยังมีความเสี่ยง ผู้คนรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของอาคาร ส่วนความเสียหายทางโครงสร้างคงไม่มากนัก แต่เจ้าของอาคารไม่ควรประมาทหรือนิ่งนอนใจ และควรจัดให้มีวิศวกรโครงสร้างเพื่อตรวจสอบองค์ประกอบอาคารที่สำคัญ เช่น คาน เสา กำแพงรับแรงเฉือน”


แนะป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เร่งทำมาตรฐาน วิศวกรรมโครงสร้างอาคาร ตรวจสอบอาคารสูงทั่วไทย

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า

“สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย ยังเป็นภัยธรรมชาติที่ยังไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะตัวใหญ่ยังไม่มาจึงต้องเตรียมรับมือ และอยากให้คนไทยตระหนักแต่อย่าตระหนก พร้อมหาทาง กันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยการเร่งทำมาตรฐานวิศวกรรมโครงสร้างอาคาร ตรวจสอบอาคารเก่าและอาคารสูงทั่วไทย”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีอาคารหนาแน่น บางอาคารมีลักษณะที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว เช่น ตึกแถวที่มีลักษณะเสาเล็กแต่คานใหญ่  อาคารพื้นท้องเรียบไร้คาน อาคารสูงที่มีลักษณะไม่สมมาตรหรือมีชั้นล่างเปิดโล่ง อาคารที่ก่อสร้างด้วยระบบชิ้นส่วนสำเร็จรูปที่ข้อต่อไม่แข็งแรง อาคารที่มีการต่อเติมและทำทางเดินเชื่อมต่อกัน”

“ดังนั้น เพื่อให้ความเกิดความปลอดภัย จึงควรเตรียมความพร้อมรับมือโครงสร้างอาคารให้แข็งแรง โดยอาคารที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ต้องปฏิบัติตามที่กฎกระทรวงกำหนด ทั้งในด้านการรับน้ำหนักความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารกับการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา โดยวิศวกรผู้ออกแบบจะต้องใช้มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหวที่ออกโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง (มยผ.1302) อย่างเคร่งครัด”

“ส่วนอาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 ต้องประเมินอาคารเพื่อตรวจสอบสมรรถนะในการต้านแผ่นดินไหว และหาทางเสริมความแข็งแรงของอาคารในกรณีที่ตรวจพบว่าอาคารไม่แข็งแรงพอ ซึ่งการเสริมความแข็งแรงของอาคารก็ทำได้หลายวิธี”

ด้าน ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้ส่งทีมวิจัยลงพื้นที่ไปดำเนินการติดตั้งเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวในบริเวณใกล้เคียงกับการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ในพื้นที่จังหวัดน่าน จำนวน 4 สถานี เพื่อติดตามการเกิดอาฟเตอร์ช็อค กล่าวว่า

“พบการเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กจำนวนมากในพื้นที่รอบๆ ศูนย์กลางแผ่นดินไหว และกำลังศึกษากลไกการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้เพื่อใช้ในการประเมินผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่มีต่อรอยเลื่อน ซึ่งอาจส่งผลต่อบริเวณใกล้เคียงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนการวางแผนเพื่อลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงภัยในอนาคต”

เผยเช็คลิสต์ รายการที่ต้องตรวจสอบ เพื่อรับมือแผ่นดินไหวครั้งต่อไป อย่างได้ผล

สำหรับแนวทางการตรวจสอบอาคารและสิ่งปลูกสร้างหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว นายวสวัตติ์ กฤษศิริธีรภาคย์ นายกสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร แนะเช็คลิสต์ (Check list) หรือรายการที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้เพื่อตรวจสอบสิ่งของ ระบบสาธารณูปโภคในที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ดังนี้

สิ่งของที่ร่วงหล่นได้ การร่วงหล่นของสิ่งของรอบอาคาร เช่น เครื่องปรับอากาศ กระถางต้นไม้ วัสดุอาคาร

ลิฟต์ ขณะลิฟต์วิ่งมีการติดขัดหรือมีความสั่นสะเทือนผิดปกติหรือไม่

ท่อน้ำ ในช่องท่อน้ำแนวดิ่ง ได้แก่ ท่อน้ำประปา ท่อน้ำระบบปรับอากาศ ให้ดูว่ามีท่อแตกรั่วซึมหรือไม่

ท่อก๊าซหุงต้ม ทั้งจุดที่ตั้งถังก๊าซและตลอดแนวท่อก๊าซ ว่ามีการรั่วซึมหรือมีกลิ่นก๊าซหุงต้มหรือไม่

สายไฟฟ้าและตัวนำไฟฟ้าแนวดิ่งในห้องไฟฟ้าประจำชั้น มีการลัดวงจร กลิ่นไหม้ ความร้อน หรือมีสิ่งผิดปกติอื่นหรือไม่ กรณีอาคารที่ใช้บัสดักแทนสายไฟ ให้ตรวจความเสียหายของอุปกรณ์ทั้งหมด เพราะหากอาคารเลือกใช้บัสดักที่ไม่รองรับเหตุแผ่นดินไหว อาจจะทำให้ฉนวนของบัสดักเสียหาย
และเมื่อใช้งานก็อาจจะระเบิดได้

ท่อระบายความร้อนและถังเก็บน้ำดาดฟ้า ให้ตรวจสอบความเสียหาย ความมั่นคงแข็งแรง มีการแตกร้าว น้ำรั่ว ยึดติดมั่นคงแข็งแรงอยู่กับฐานหรือไม่

ตรวจสอบระบบดับเพลิง ท่อน้ำดับเพลิง สปริงเกอร์ วาล์วควบคุมการจ่ายน้ำ ซึ่งต้องอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง

กรณีที่กำลังปรับปรุงอาคารหรือกำลังก่อสร้างอาคาร และเป็นงานที่มีความร้อน ต้องตรวจสอบการรั่วไหลของก๊าซในอาคารและความพร้อมของระบบป้องกันเพลิงไหม้ก่อนทำงาน

อาคารขนาดใหญ่และอาคารสูง ควรได้รับการตรวจสอบอาคารโดยผู้ตรวจสอบอาคารหรือผู้มีความรู้ด้านงานตรวจสอบอาคารก่อนใช้งานอาคาร


ที่มา : รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เรื่อง “นักวิจัยเตือนอย่าประมาท ‘ไทยยังมีความเสี่ยง’ รับมือด้วยมาตรการทางโครงสร้างและกฎหมาย”


ไม่ตกทุกข่าวในกระแส พร้อมแนะเคล็ดลับดีๆรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างชาญฉลาด

‘SynBio ชีวนวัตกรรม’ ศาสตร์เปลี่ยนโลก เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

‘จุลินทรีย์พันธุ์ดี’ เทรนด์การรักษาโรคที่เจาะจงและตรงจุด พร้อมกรณีศึกษา

Our Aging World 2050 : อีก 30 ปี ผู้สูงวัยกว่า 2.1 พันล้านคน จะครองเมืองในทุกพื้นที่ของโลก!