“ขอเวลา 3 นาที” เพื่อความเข้าใจ “ผู้ป่วยความจำเสื่อม”

168

ในปัจจุบันประเทศไทย มีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคความจำเสื่อมเพิ่มมากขึ้นทุกปี จากสถิติของ สมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยความจำเสื่อมกว่า 800,000 คน และผู้สูงอายุ 1 ใน 8 คน ป่วยเป็นความจำเสื่อม

แม้ว่าสำหรับบางคนอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว เพราะไม่เคยได้ใช้ชีวิตหรือพบเจอกับผู้ป่วยความจำเสื่อมด้วยตนเอง แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียน และสถิติของการเกิดโรคดังกล่าว รับรองได้ว่า การอ่านบทความ 3 นาทีต่อจากนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย ผู้ป่วยความจำเสื่อม


ผู้ป่วยความจำเสื่อม

เมื่อมีใครสักคนมีอาการความจำเสื่อม ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผู้ป่วยเองเท่านั้น สมาชิกในครอบครัวหรือผู้ดูแล เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะผู้ได้รับผลกระทบสำคัญ พวกเขาจะต้องปรับตัว วิถีชีวิต และปรับเปลี่ยนรูปแบบปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วย ซึ่งผู้เขียนมีเทคนิคการสื่อสารกับ ผู้ที่มีความจำเสื่อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาฝาก ดังนี้

ท่าทางอ่อนโยน สบตา นุ่มนวล

เพื่อให้การพูดคุยเป็นไปอย่างราบรื่น ขณะสนทนา ให้ผู้ดูแลสบตาและอยู่ในระดับสายตาของผู้ป่วยเสมอ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเสียงสูงและ/หรือต่ำมากจนเกินไป เหมือนที่มักใช้เวลาพูดกับเด็ก เพราะจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไร้ความสามารถ ไร้ค่า ให้ใช้น้ำเสียงปกติ นุ่มนวล และชัดเจน แสดงออกถึงความเคารพรัก อาจใช้ท่าทางประกอบ หรือกุมมือผู้ป่วยอย่างอ่อนโยนขณะพูดคุยสนทนา

เชิญชวน ไม่ใช่สั่งให้ทำ

ถ้าท่านต้องการให้ผู้ป่วยความจำเสื่อมทำกิจกรรม หรือกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร หรือเข้านอน ขอให้พูดคุยกันในลักษณะเชิญชวน เช่น “แม่คะ ช่วยลูกใส่กระดุมเสื้อ(ของแม่)หน่อยได้มั้ยคะ” หรือ “พ่อครับ เที่ยงแล้ว พร้อมทานข้าวหรือยังครับ” “คุณยายคะ ช่วยหนูจัดแจกันดอกไม้ถวายพระหน่อยได้มั้ยคะ”

แต่ถ้าเป็นผู้ดูแลที่ไม่ใช่สมาชิกครอบครัว ให้ใช้การเรียกชื่อผู้ป่วยแทน การพูดคุยกันลักษณะนี้ มีความสำคัญมาก ในการลดพฤติกรรมการต่อต้านของผู้ป่วย และยังช่วยจะลดความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย ผู้ป่วยความจำเสื่อม

พูดความจริงเสมอ

ต้องคำนึงว่าผู้ป่วยความจำเสื่อมเป็นวัยสูงอายุที่ผ่านร้อนผ่านหนาว มีประสบการณ์อันหลากหลาย ท่านจะมีชุดความคิดของตัวเอง และบางครั้งความจำอาจกลับมาในลักษณะ on-off ดังนั้น ผู้ดูแลควรพูดความจริงเสมอ แม้จะต้องตอบคำถามซ้ำๆ ก็ตาม อย่าตอบแบบขอไปที หรือโกหกท่าน เพราะถ้าหากในระหว่างสนทนาอยู่นั้น ผู้ป่วยเกิดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ขึ้นมา ท่านจะรู้ทันทีว่าคุณโกหก และอาจไม่ไว้วางใจคุณอีกต่อไปเลยก็เป็นได้

ไม่จำเป็นต้องแก้ไขความเข้าใจของผู้ป่วย

กล่าวคือ หากผู้ป่วยพูดหรือแสดงความเข้าใจอะไรผิดไป ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องแก้ไข ถกเถียง หรือพยายามบอกให้ท่านเข้าใจให้ถูก มันไม่มีประโยชน์ และยิ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเครียด กระวนกระวายมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรทำ คือ การฟังอย่างตั้งใจ ดูว่าผู้ป่วยต้องการสื่อสารอะไร มีความหมายอะไรซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นหรือไม่ ความรู้สึกของท่านตอนพูดเป็นอย่างไร กล่าวคือ ให้สนใจที่ความรู้สึกของผู้ป่วย ไม่ใช่ความถูกต้องของเนื้อหาในเรื่องนั้นๆ ถ้าผู้ป่วยถามคำถามที่ท่านไม่เข้าใจ หรือเป็นเรื่องที่ท่านไม่เคยได้ยินมาก่อน อาจใช้วิธีการถามคำถามกลับทีละคำถาม ช้าๆ แบบสุภาพ และนุ่มนวล เพื่อกระตุ้นความจำของท่าน

เปลี่ยนเรื่องคุย

บางครั้งถ้าการสนทนาระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแลถึงทางตัน ผู้ดูแลอาจเปลี่ยนเรื่องคุย ชวนผู้ป่วยคุยในเรื่องที่ท่านสนใจ มีความถนัด ชอบทำในอดีต หรือเบี่ยงเบนความสนใจ โดยชวนทำกิจกรรมที่ท่านชอบแทน เช่น การร้องเพลง เต้นรำ วาดภาพ

ให้เวลา

ผู้ที่มีความจำเสื่อม ต้องใช้เวลาคิดนานในการตอบคำถาม หรือโต้ตอบกลับ ดังนั้น ผู้ดูแลต้องให้เวลา และไม่แสดงความรำคาญที่ผู้ป่วยต้องถามซ้ำๆ การถามซ้ำ ควรใช้ข้อความเดิมสักสองถึงสามครั้ง เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความคุ้นชินกับข้อคำถาม แต่ถ้าผู้ป่วยยังไม่เข้าใจ ให้เปลี่ยนคำพูดใหม่แต่ยังคงความหมายเหมือนเดิม

ใช้คำถามปลายปิด ให้มากกว่าปลายเปิด

การถามคำถามปลายเปิด หรือมีตัวเลือกที่มากเกินกว่าสองตัวเลือก อาจทำให้ผู้ป่วยตัดสินใจลำบาก และเกิดความเครียด รู้สึกกดดัน นำไปสู่พฤติกรรมการต่อต้านตามมาได้ ถ้าต้องการให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ อาจถามคำถามปลายปิด เช่น ใช่ หรือ ไม่ “แม่อยากออกไปตลาดด้วยกันมั้ยคะ” หรือมีเพียงสองตัวเลือกให้ตัดสินใจ เช่น “แม่จะใส่เสื้อสีฟ้าหรือชมพูดีคะ”

กระตุ้นความจำ

ผู้ดูแลอาจใช้ถ้อยคำ ภาษาที่ใช้กันเป็นประจำในครอบครัว เปิดเพลงที่ผู้ป่วยคุ้นชิน ติดตั้งรูปถ่าย เพื่อกระตุ้นความจำในปัจจุบันและความจำในอดีตของผู้ป่วย เพื่อช่วยในการสื่อสารเรื่องนั้นๆ เพราะผู้ป่วยความจำเสื่อม อาจจะจำเรื่องราวใน 30 นาที ที่ผ่านมาไม่ได้ แต่ท่านจะจำเรื่องราวเมื่อ 30 ปีก่อนได้เป็นอย่างดี

ผู้ป่วยความจำเสื่อม

จัดข้าวของเครื่องใช้ในบ้านให้เป็นระเบียบ

เป็นข้อปฏิบัติที่อาจรู้กันอยู่แล้ว แต่บางครั้งผู้ดูแลอาจละเลยไป สำหรับการจัดข้าวของเครื่องใช้ในบ้านให้เป็นระเบียบ ควรวางตามลำดับการใช้ก่อนหลัง ไม่ว่าจะเป็นปฏิทิน นาฬิกา กระดานเตือนความจำ ภาพความประทับใจต่างๆ ขอให้อยู่ในที่ที่ผู้ป่วยสามารถมองเห็นและใช้การได้ง่าย

จะเห็นได้ว่า การสื่อสารพูดคุยให้เข้าใจกับผู้ที่มีความจำเสื่อมนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะการรู้คิด ความจำ การตัดสินใจ และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากอาการของโรค ซึ่งจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผู้ดูแลต้องมีความรู้ และเข้าใจวิธีการสื่อสารกับผู้ป่วยความจำเสื่อมอย่างถูกต้อง สิ่งสำคัญ คือ ความอดทน ผู้ดูแลต้องใจเย็น ไม่หัวเสียง่ายๆ

ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่า การดูแลผู้ป่วยความจำเสื่อมเป็นความรับผิดชอบของท่าน ท่านต้องไม่ใช่บุคคลที่จะไปเพิ่มความวิตกกังวล และความเครียดให้กับผู้ป่วย แต่ต้องทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย มีคุณค่า ได้รับความรัก และความเคารพ ไปพร้อมๆ กับการดูแลทางร่างกาย เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีค่ะ


บทความแนะนำเกี่ยวกับ ความจำเสื่อม

เข้าสู่ ‘ยุค 5G’ ด้วยสติและความพอดี คาถาป้องกัน โรคสมองเสื่อม & อาการ ‘สมองเป็นสนิม’ คุกคามคนรุ่นใหม่

ตามรอย (Tamroi) แพลตฟอร์มบริการด้าน IoT ที่ช่วยคลายกังวล ถ้าคน – สัตว์ – สิ่งของมีค่า หายไป