Future of Connected Living : ให้ ‘สถาบันแห่งอนาคต’ ทำนายชีวิตในปี 2030 กัน

337

ที่เราใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในตอนนี้ ยากจะฟันธงว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะยังมีเครื่องมือดิจิทัลอะไรให้เราใช้เหมือนในวันนี้บ้าง และสำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานในแวดวงนักประดิษฐ์ นวัตกร หรือบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้วยแล้ว ไกด์ไลน์สำคัญที่ทำให้เราเห็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมได้ก็คือ งานวิจัย รายงานวิเคราะห์คาดการณ์ และผลสำรวจในระดับโลก 

Future of Connected Living หรือ อนาคตของการใช้ชีวิตที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่ผู้เขียนเห็นว่า การเชื่อมต่อ-ติดต่อสื่อสารในอนาคตจะพาเราก้าวข้ามขีดจำกัดของการดำรงชีวิตในวันนี้และเชื่อว่าจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนได้


อ่านสิ่งที่ ‘สถาบันแห่งอนาคต’ ทำนายอนาคตไว้

งานวิจัยชิ้นใหม่ Future of Connected Living เป็นการทำนายความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันจนถึงปี 2030 ผ่านการสำรวจเทคโนโลยีเกิดใหม่ กับการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ว่าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือปฏิรูปรูปแบบการใช้ชีวิตของเราในปี 2030 ไปอย่างไร โดยการวิจัยนี้ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ให้ข้อมูลในการจัดทำงานวิจัยร่วมกับ สถาบันแห่งอนาคต (Institute for the Future หรือ IFTF) และบริษัทวิจัยเอกชน แวนสัน บอร์น (Vanson Bourne) ซึ่งมีการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำทางธุรกิจ 1,100 คน จาก 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศญี่ปุ่น (APJ) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

สถาบันแห่งอนาคต (Institute for the Future หรือ IFTF) และฟอรัมการประชุมของผู้เชี่ยวชาญระดับโลก คาดการณ์ว่า เทคโนโลยีต่างๆ อาทิ Edge computing, 5G, AI, เทคโนโลยีด้าน Reality ทั้งหมด อย่าง Extended Reality (XR) และ IoT จะผสานรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในทศวรรษใหม่ที่กำลังจะมาถึง

สถาบันแห่งอนาคต (IFTF) ทำนายความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันจนถึงปี 2030 ดังนี้

  • เครือข่ายของระบบเสมือนจริง (Networked Reality)

ในอีก 10 ปีข้างหน้า ไซเบอร์สเปซจะกลายเป็นภาพซ้อนทับ (Overlay) กับความเป็นจริงที่มีอยู่ของเรา จากการที่สภาพแวดล้อมทางดิจิทัลของเราขยายออกไปเกินกว่าโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ที่ใช้แสดงผลอื่นๆ

  • ยานยนต์ที่เชื่อมต่อเข้าหากันและความสำคัญของเครือข่ายที่รวมเข้าด้วยกัน (Social Widepost & Automated Driving)

ยานพาหนะในอนาคตจะกลายเป็นคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ได้ เราจะไว้วางใจให้ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติพาไปยังทุกที่บนโลกที่สามารถจับต้องได้ ในขณะที่การมีปฏิสัมพันธ์กับโลกเสมือนก็พร้อมให้เราเข้าถึงได้ทุกที่ที่เราอยู่เช่นกัน

  • จาก ‘เมืองดิจิทัล’ ไปสู่ ‘เมืองที่มีความรู้สึก’  (Digital Cities to Sentient Cities)

เมืองต่างๆ จะลุกขึ้นมามีชีวิตผ่านทางเครือข่ายต่างๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน วัตถุอัจฉริยะ (Smart Objects) ระบบการรายงานผลด้วยตัวเอง (Self-reporting systems) และการวิเคราะห์ด้วยพลังของ AI ซึ่งรวมเป็นเครือข่ายเดียวกัน

  • มีผู้ช่วยและระบบที่มีขั้นตอนต่างๆ (Agents and Algorithms)

เราจะได้รับการดูแลจาก ระบบปฏิบัติการเพื่อการดำรงชีวิต (Operating system for living) ที่เป็นส่วนตัว สามารถคาดเดาได้ถึงความต้องการของเรา และสนับสนุนภารกิจต่างๆ ในเชิงรุกได้ เพื่อช่วยให้เรามีเวลาว่างเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน

  • โซเชียลไลฟ์ของหุ่นยนต์ (Robot with Social Lives)

หุ่นยนต์จะกลายเป็น ‘หุ้นส่วนในชีวิต’ ที่มาช่วยเพิ่มทักษะและขีดความสามารถของเราในด้านต่างๆ โดยหุ่นยนต์จะแบ่งปันความรู้ที่ได้รับใหม่ไปยัง เครือข่ายโซเชียลหุ่นยนต์ (Social Robot Network) จากนั้นส่งต่อไปยังนวัตกรรม Crowdsource และกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าและความเข้าใจผ่านระบบแบบเรียลไทม์


ผลสำรวจการเตรียมความพร้อมของผู้นำ

ข้อมูลจากการสำรวจยังเผยให้เห็นว่า ผู้นำองค์กรธุรกิจจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทย กำลังเตรียมพร้อมในการรองรับความเปลี่ยนแปลงในแง่มุมต่างๆ ดังนี้

  • 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้นำธุรกิจ (89 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย) คาดหวังว่าพวกเขาจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้เวลา โดยจัดการภาระการงานด้วยระบบอัตโนมัติมากขึ้น
  • 49 เปอร์เซ็นต์ ของผู้นำธุรกิจ (60 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย) พร้อมตอบรับเครื่องจักรที่กำลังจะกลายมาเป็นเครื่องจักรที่สามารถคิดและทำงานได้ด้วยตัวเอง (Self-aware)
  • มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทย ระบุว่า พวกเขาคาดว่า Networked Reality จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปในอนาคต
        • โดยมี 63 เปอร์เซ็นต์ (78 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย) ที่กล่าวว่า พร้อมตอบรับการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงทั้ง VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) ในทุกวัน และมีมากถึง 62 เปอร์เซ็นต์ (79 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย) ที่กล่าวว่า ยินดีต้อนรับผู้มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยความคิดได้ (Brain Computer Interfaces)

ความกังวลเกี่ยวกับหุ่นยนต์ AI

ผู้นำธุรกิจข้างต้นยังคาดการณ์ถึงความท้าทายและความกังวลเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่สามารถมีปฏิสัมพันธ์เชิงสังคม (Social Lives) ได้ โดยระบุว่า

  • 78 เปอร์เซ็นต์ (61 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย) คาดว่าในปี 2030 ผู้นำทางธุรกิจจะมีความกังวลต่อความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  • 74 เปอร์เซ็นต์ (69 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย) ของผู้นำธุรกิจที่เข้าร่วมในการสำรวจระบุว่า พวกเขาพิจารณาให้ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy) อยู่อันดับต้นๆ ของความท้าทายในสังคมขนาดใหญ่ (Societal-scale) ที่ต้องมีการแก้ไข
  • 49 เปอร์เซ็นต์ (60 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย) พร้อมรับเครื่องจักรที่กำลังจะกลายเป็นเครื่องจักรที่สามารถคิดและทำงานได้ด้วยตัวเอง (Self-aware)
  • 49 เปอร์เซ็นต์ (38 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย) เรียกร้องให้มีการออกระเบียบและความชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ AI รวมถึงกรณีของผลกระทบที่มีจะมีต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลทางดิจิทัล (Digital Disruption)
  • 84 เปอร์เซ็นต์ (90 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย) ยอมรับว่าการปฏิรูปโดยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) ควรที่จะครอบคลุมให้ทั่วทั้งองค์กรมากยิ่งขึ้น

ฝากประเด็นดิจิทัลไว้ให้คิด

  • ปัง ยี เบ็ง รองประธานอาวุโส ภูมิภาคเอเชียใต้ เดลล์ เทคโนโลยีส์ 

“การเชื่อมต่อและความสัมพันธ์ของเรากับเทคโนโลยีจะมีความแตกต่างออกไปอย่างมหาศาลในปี 2030 และเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่จะประสบความสำเร็จมากที่สุดระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร คือ ความสัมพันธ์ในระยะยาวของเผ่าพันธุ์ที่แตกต่าง (symbiotic) และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งต่างๆ ที่เกื้อกูลกัน

  • นพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์

“เทคโนโลยีเกิดใหม่ต่างๆ จะปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราไปในรูปแบบที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน จากการที่ภาครัฐกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยแผนงาน Thailand 4.0 พร้อมเป้าหมาย Digital Thailand การลงทุนที่สำคัญจำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการกำกับดูแลสำหรับระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การชำระเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไปจนถึงการสร้างอัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identities) สิ่งสำคัญสำหรับเราคือ การพูดคุยและค้นหาแนวทางเพื่อทำให้อนาคตนี้เป็นจริง จากความร่วมมือของมนุษย์และเครื่องจักรที่ครบถ้วนสมบูรณ์”

75 เปอร์เซ็นต์ ของผู้นำธุรกิจทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นที่ร่วมในการสำรวจ ต่างยินดีที่จะเป็นพันธมิตรกันเครื่องจักรและหุ่นยนต์ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดในด้านต่างๆ ของมนุษย์ 


สรุปประเด็นสำคัญ

  • เราจะได้รับประสบการณ์การเป็นพันธมิตรกับเครื่องจักรทั้งหลาย (Machines) ในแบบที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีที่เกิดใหม่ (Emerging Technologies) อย่าง 5G, AI, Extended Reality (XR), IoT
  • วิถีชีวิตของเราจะเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวนำ อาทิ ระบบขนส่งที่เชื่อมต่อเข้าหากัน (Connected Mobility) หุ่นยนต์ที่กำลังจะกลายเป็นกระแสหลัก (Mainstream) เมืองที่มีความรู้สึก (Sentient Cities)
  • ผู้นำธุรกิจจำนวน 1,100 คน ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศญี่ปุ่น (APJ) รวมทั้งประเทศไทย ได้พิจารณาและให้ความเห็นเพื่อการวิจัยในหัวข้อของ Future of Connected Living หรือรูปแบบชีวิตในอนาคตที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงเข้าหากัน โดย 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำ คาดหวังว่าพวกเขาจะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้เวลาทำงานผ่านระบบอัตโนมัติ และมี 63 เปอร์เซ็นต์ ที่พร้อมตอบรับการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงได้ทุกวัน ทั้ง VR และ AR 

งานวิจัย The Future of Connected Living ถือเป็นงานชิ้นที่ 3 และเป็นชิ้นสุดท้ายของซีรีส์วิจัยที่มีทั้ง The Future of the Economy และ The Future of Work ซึ่งทางสถาบันแห่งอนาคต (IFTF) ผนวกข้อมูลวิจัยเข้ากับการวิจัยล่าสุดของเดลล์ เทคโนโลยีส์ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก โดยได้เผยแพร่ไปก่อนแล้วในปี 2019 นี้