“สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์” ขวัญใจมหาชน คน Gen Z

เคยแปลกใจไหมว่าทำไม สินค้าปลอม-สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ถึงมีขายกันเกลื่อนกลาด หาซื้อได้ง่ายยิ่งกว่าผักปลาในตลาดสด นั่นหมายความว่านอกจากซัพพลายที่มีอยู่มากล้นแล้ว ยังมีดีมานด์อีกมหาศาล จากกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมชมชอบของปลอม โดยหนึ่งในนั้นคือ “Gen Z” จำนวนไม่น้อย ที่ปลาบปลื้มกับการซื้อสินค้าปลอม และยินยอมที่จะสนับสนุนโดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด


ปลอมแล้วไง? ช่างมันฉันไม่แคร์

สินค้าปลอม, สินค้าลอกเลียนแบบ, สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เปรียบเสมือนมะเร็งที่ฆ่าไม่ตาย รักษาไม่หายของวงการการค้าโลก คอยบ่อนทำลายทรัพย์สินทางปัญญาและโอกาสของผู้ประกอบการต่างๆ ที่เป็นผู้สร้างสรรค์สินค้านั้นโดยชอบธรรม โดยรายงาน Global Brand Counterfeit Repot 2018 ระบุว่า ในปี 2013 สินค้าที่ผิดทั้งกฎหมายและจริยธรรมทุกประเภทตั้งแต่สินค้าแฟชั่นระดับไฮเอนด์ นาฬิกา เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ มีมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 36.24 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วน 2.5% ของการค้าโลก และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 1.82 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 54.97 ล้านล้านบาท) ในปี 2020 หรือคิดเป็นสัดส่วน 5-9% ของการค้าโลก

“สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์” ในปัจจุบัน สร้างความเสียหายทางธุรกิจมหาศาลกว่า 98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,959 พันล้านบาท) เฉพาะสินค้าแบรนด์เนมหรูที่ถูกเบียดบังจากสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในโลกออนไลน์ เสียหายรวมกันถึง 30.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 914.92 พันล้านบาท)

จากรายงาน Gen Z Insights: Brands and Counterfeit Products โดย International Trademark Association (INTA) ที่สำรวจ Gen Z อายุ 18-23 ปี จำนวนกว่า 4,500 คน ใน 10 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย อินเดีย อิตาลี รัสเซีย ไนจีเรีย เม็กซิโก อาร์เจนติน่า และสหรัฐอเมริกา พบว่า

64% เคยมีประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจจากการซื้อของปลอมมาใช้ก็เลยจะซื้อต่อไป หรือกล่าวได้ว่าศีลธรรมหรือความรู้สึกผิดชอบช่ัวดีมาทีหลังรายได้

3 ใน 5 ของ Gen Z ไม่สามารถใช้ไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองปรารถนาได้ ซึ่ง 57% ยอมรับโดยดุษฎีว่าซื้อได้แค่ของปลอมมาใช้ เนื่องจากทุนทรัพย์ไม่เพียงพอ

79% ระบุว่า ปี 2018 ที่ผ่านมา เคยซื้อของปลอมมาใช้ ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า และเครื่องประดับ

กระนั้น 52% ก็บอกว่าในอนาคตจะลดการซื้อของปลอมให้น้อยลง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลทำให้ Gen Z เปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมดังกล่าวได้ ก็คือ ถ้าพวกเขารู้ว่าสินค้าปลอมนั้นเป็นอันตรายหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ ถ้าเงินที่ซื้อสินค้าปลอมถูกผ่องถ่ายไปสู่องค์กรอาชญากรรม และถ้าสินค้าปลอมนั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก

จากการสำรวจกับกลุ่มผู้บริโภคอายุ 18-29 ปี ของ Red Points หน่วยงานที่ดูแลและพิทักษ์สิทธิ์ของแบรนด์ ระบุว่าในขณะที่กลุ่มมิลเลนเนียล เผชิญกับภาวะหนี้สินรุงรังและการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยเกินตัว แต่กลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ดิจิทัลโดยกำเนิดนี้ กลับมองหาอะไรที่เป็นดีลดีๆ เพื่อที่จะได้จ่ายน้อยลง ต่อให้เป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ก็ไม่สน ในขณะที่คนรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้า การซื้อสินค้าปลอมเป็นส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดจากความผิดพลาดมากกว่าความตั้งใจ

เราทราบกันดีว่า Tech-Savvy Generation นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องปกติ เพราะพวกเขาเกิดและเติบโตมาในโลกดิจิทัล อีคอมเมิร์ซจึงเป็นปัจจัยหนุนที่ทำให้ Gen Z ซึ่งใช้เวลาอยู่ในหน้าจอวันละหลายชั่วโมง นานกว่าเจเนอเรชั่นอื่นๆ จึงมีโอกาสที่จะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับสินค้าปลอมที่จำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย มีตัวเลือกมากมายที่พวกเขาจะซื้อหาสินค้าจากแบรนด์ที่ชื่นชอบได้ในเวอร์ชั่นที่ถูกกว่าหลายเท่า ไหนจะช่องทางการสื่อสารที่บรรดาผู้จำหน่ายสินค้าปลอมสามารถติดต่อ พูดคุยกับผู้บริโภคได้โดยตรงผ่านทางการแชตในรูปแบบต่างๆ ไม่แปลกใจที่เราจะเห็นการ CF (ศัพท์เฉพาะในวงการค้าขายออนไลน์ของนักช้อปไทยสำหรับการตอบรับยืนยันคำสั่งซื้อหรือคอนเฟิร์มว่าจะซื้อสินค้านั้นแน่นอน) อย่างแพร่หลายในไลฟ์ขายสินค้าแบรนด์เนมปลอม รวมถึงในอินสตาแกรม

ผลสำรวจอื่นๆ ที่น่าสนใจคือ 43.6% เคยซื้อสินค้าปลอมผ่านช่องทางออนไลน์ 69.3% บอกว่าพิจารณาที่จะซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะที่เป็นสินค้าแฟชั่นผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ และ 19.9% รู้ว่าตัวเองซื้อสินค้าปลอมโดยสมัครใจ ที่สำคัญ 74.2% ยอมรับว่าพึงพอใจที่จะซื้อสินค้าปลอม เพราะไม่ทำให้เงินในบัญชีหายไปแบบฮวบฮาบ เท่านั้นยังไม่พอ เพราะคนกลุ่มนี้ยังมีอิทธิพลต่อคนรอบข้างในการเชิญชวนให้ทั้งครอบครัวและเพื่อนหันมาซื้อของปลอม ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณภาพของปลอมดีขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งหากไม่ใช่คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจริงๆ อาจจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำ

ที่น่าตกใจคือ 50.7% บอกว่าไม่มีความกังวลอะไรเกี่ยวกับปัญหาสินค้าปลอมที่แพร่ระบาดจนเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ระดับโลก กล่าวคือ เฉยๆ ชิลๆ ไม่ตระหนักว่าสินค้าปลอมจะทำให้เกิดผลเสียต่อแบรนด์และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปลอมแปลงสินค้าแต่อย่างใด

จากผลสำรวจยังชี้ชัดว่าทัศนคติของ Gen Z เห็นว่าการซื้อสินค้าปลอมไม่ใช่เรื่องน่าอายที่ต้องปกปิดหรือเป็นตราบาปแต่อย่างใด ก็ในเมื่อเงินในกระเป๋ามีไม่พอ หรือไม่เอื้ออำนวยที่จะซื้อของจริงมาใช้ ก็เลือกสนับสนุนของปลอมแทนก็แล้วกัน เพราะราคาถูกกว่า โดย 20% ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่ายินดีที่จะซื้อของปลอมหากมีราคาถูกกว่าของจริง 1 ใน 4 กล่าวคือ ถึงจะเป็นของปลอมแต่ถ้าถูกกว่าของจริงก็ซื้อ ดังนั้นจะจริงหรือจะปลอมก็ไม่ใช่ปัญหา ไม่ใช่จับจ่ายเพื่อปรุงแต่งสไตล์ แต่เป็นการซื้อเพื่อสไตล์ที่ “จับต้องได้”

ที่สำคัญในปี 2020 นี้ Gen Z จะมีสัดส่วนสูงถึง 40% ของผู้บริโภคทั้งหมด การเป็นผู้ทรงอิทธิพลของ Gen Z ต่อครอบครัว โดยเฉพาะการชี้ผิดเป็นถูกเช่นนี้ ทำให้น่าเป็นห่วงว่านี่อาจจะเป็นสัญญาณหายนะต่อวงการค้าโลกในอนาค หากแบรนด์ไม่สามารถต่อกรกับสินค้าปลอม หรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมมีโอกาสที่จะแพ้พ่ายหรือถึงขั้นธุรกิจล่มสลายกันเลยทีเดียว 

คำถามคือ แล้วแบรนด์มีมาตรการหรือมีเครื่องมือใดบ้างที่ควรใช้เพื่อรับมือกับมหันตภัยนี้อย่างมีประสิทธิภาพ?

คำตอบอยู่ในบทความตอนต่อไป โปรดติดตาม


ที่มา