สาลิกาคาบข่าว Vol.331/62

141

กรมการจัดหางานเผยอีอีซีต้องการแรงงานโลจิสติกส์ดิจิทัล กว่า 2.2 แสนคน

บุคลากรด้านดิจิทัล

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยถึงภาพรวมความต้องการแรงงาน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย + 3 โครงสร้างพื้นฐาน ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ครอบคลุม 3 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) รวมจำนวนสถานประกอบการทั้งสิ้น 38,127 แห่ง แบ่งเป็นจังหวัดชลบุรี 23,563 แห่ง จังหวัดระยอง 9,288 แห่ง และจังหวัดฉะเชิงเทรา 5,276 แห่ง โดยความต้องการแรงงานใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซีภายใน 5 ปี (2562-2566) มีจำนวนทั้งสิ้น 475,667 คน เป็นระดับอาชีวศึกษา 253,115 คน ปริญญาตรี  213,942 คน และปริญญาโทเอก 8,610 คน แบ่งเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต  53,739 คน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 58,228 คน ท่องเที่ยวกลุ่มผู้มีรายได้ดี 16,920 คน หุ่นยนต์ 37,526 คน การบิน 32,837 คน การแพทย์ครบวงจร 11,410 คน ระบบราง (รถไฟความเร็วสูง) 24,246 คน พาณิชย์นาวี 14,630 คน โลจิสติกส์ 109,910 คน และ ดิจิทัล 116,222 คน โดยเฉพาะ 2 กลุ่มสุดท้ายคือโลจิสติกส์และดิจิทัลมีความต้องการรวมกันในระดับกว่า 2.2 แสนคน

นักลงทุนจีนจับมือเมืองพัทยา ลุยโครงการรถไฟรางเบาเชื่อมไฮสปีด 3 สนามบิน

รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา เปิดเผยถึงแผนการท่องเที่ยวรองรับการขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่า การเกิดขึ้นของอีอีซีจะทำให้นักท่องเที่ยวในเมืองพัทยาเพิ่มมากกว่า 2 ล้านคนต่อปี จากปัจจุบันที่มีประมาณ 1.7 ล้านคน และหากโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินตะวันออกแล้วเสร็จก็ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกมาก เมืองพัทยาจึงได้เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ขึ้นมารองรับเชื่อมกับโครงการก่อสร้างคมนาคมขนาดใหญ่ อาทิ ระบบรถไฟฟ้ารางเบาเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟความเร็วสูงในพัทยากลาง ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้งบประมาณ 7-8 พันล้านบาท โดยเมืองพัทยาจะเป็นตัวแทนภาครัฐร่วมลงทุนกับเอกชน (พีพีพี) ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบและหาผู้ร่วมลงทุนซึ่งคาดว่าจะเป็นภาคเอกชนจากจีน เริ่มก่อสร้างปลายปี 2563 เพื่อเปิดเดินรถพร้อมกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

สวรส.ปั้นนักวิจัยหน้าใหม่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีสุขภาพ เพิ่มศักยภาพการรักษาโรคยุคใหม่

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มของการสนับสนุนและบริหารจัดการทุนวิจัยของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานวิจัยในระบบสุขภาพ เน้นงานวิจัยแบบมุ่งเป้าที่มีกรอบและเป้าหมายของการสนับสนุนทุนที่ชัดเจน โดยมีการบูรณาการงานวิจัยร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความซ้ำซ้อน รวมไปถึงการสร้างนักวิจัยหน้าใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการสนับสนุนและการบริหารจัดการงานวิจัยที่รวดเร็ว ทันเวลา และมีคุณภาพ เพื่อให้นักวิจัยสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆในการแก้ปัญหาและพัฒนางานในมิติต่างๆ ปัจจุบัน สวรส.มีการสนับสนุนงานวิจัยเชิงคลินิกมากขึ้น เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่นำมารักษาโรคได้จริง ตอบสนองการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประเทศ รวมถึงการพัฒนาไปเป็นข้อเสนอชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพที่มีความคุ้มค่า และประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้าง ซึ่งในมิติของนักวิจัยหน้าใหม่ไม่จำเป็นต้องรอบรู้ทุกเรื่อง แต่สิ่งสำคัญคือการตั้งคำถามวิจัยที่ชัดเจน สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ แล้วต่อจากนั้นจึงเป็นเรื่องของการรวบรวมข้อมูลที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ วิเคราะห์ และสรุปเป็นข้อเสนอในเชิงปฏิบัติได้

7-11 จับสินค้าจีไอลงออนไลน์ขาย 24 ชั่วโมง รอรับสินค้าหน้าบ้าน

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และ บริษัท ทเวนตี้โฟร์ช้อปปิ้ง จำกัด ช้อปปิ้ง ออนไลน์ ในเครือบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชนลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขยายช่องทางการตลาดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) โดยสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.shopat24.com และเลือกรับสินค้าที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นสาขาใกล้บ้านที่มีกว่า 1 หมื่นสาขาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนและเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าจีไอ นำร่องสินค้าจีไอ 6 รายการ คือ ศิลาดลเชียงใหม่ ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน  กาแฟดอยตุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และผ้าครามธรรมชาติสกลนคร หากสินค้าจีไอรายการใดได้รับการตอบรับดีจากการซื้อขายผ่านช่องทางดังกล่าวมีแผนขยายตลาดไปสู่จีนต่อไป ปัจจุบันมีสินค้าจีไอที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 133 รายการ แบ่งเป็นสินค้าจีไอของไทย 116 รายการ และสินค้าจีไอของต่างประเทศ 17 รายการ ซึ่งได้สร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจแล้ว 5 พันล้านบาท เป้าหมายจะให้ทุกจังหวัดมีสินค้าจีไอมากกว่า 1 รายการ

วิถีมิเอะโมเดลความสำเร็จของญี่ปุ่นที่จะถูกนำมายกระดับท่องเที่ยวชุมชนไทย

www.sg.emb-japan.go.jp

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทรและหอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ (เจซีซีเตรียมจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ท่องเที่ยวชุมชนต้นแบบจากญี่ปุ่น” ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ที่ชั้น 2 อาคาร 10 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เนื่องจากประเทศไทยมีสินค้าที่น่าสนใจมากมาย แต่มีข้อด้อยเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ค่อยสวยงามและน่าสนใจ การที่ผู้ประกอบการได้เข้ามาเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จากญี่ปุ่นโดยตรงจะทำให้สินค้าของไทยได้รับความสนใจและช่วยยอดขายจากปกติอีก 1 เท่าตัว ด้านนายอัตสึชิ ทาเคทานิ ประธานเจโทร กล่าวว่า ญี่ปุ่นจะนำแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวย่านโอคาเงะโยโคะโจ จังหวัดมิเอะ มาถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ต่างๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย ในหัวข้อ “การค้นหาการใช้ประโยชน์ การสรรสร้างทรัพยากรของจังหวัดมิเอะในวิถีของเมืองอิเสะ ย่านโอคาเงะโยโคะโจ” โดยนายฟุมิฮิโระ ฮาชิกาวะ ประธานบริหาร บริษัทอิเซฟุคุ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางแห่งความสำเร็จและเป็นผู้สร้างย่านโอคาเงะโยโคะโจ ทำให้ย่านดังกล่าวกลับมาคึกคักอีกครั้ง

UNEP เตือนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด่วน ก่อนเผชิญหายนะโลกร้อน

เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งที่แม้จะการลงนามในข้อตกลงว่าด้วยสภาพอากาศปารีสเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหยุดยั้งภาวะโลกร้อนแต่ทุกประเทศยังเดินหน้าปล่อยก๊าซอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจีนและสหรัฐที่ปล่อยก๊าซมากที่สุดในโลกล่าสุดโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้เปิดเผยรายงานภาพรวมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ทั่วโลกประจำปี 2019 (Emissions Gap Report) พบว่านานาประเทศยังปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเตือนว่าหากต้องการรักษาระดับอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ทุกประเทศต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 7.6% ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี จนถึงปี 2030 อาทิ หยุดการตัดไม้ทำลายป่า เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน รวมทั้งลดจำนวนรถยนต์ที่ใช้แก๊สและเชื้อเพลิงดีเซล แต่ดูเหมือนว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 1.5% ต่อปี ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอีก 3.2 องศาเซลเซียสภายในปี 2100

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! อินเดียผุดบาร์ออกซิเจนสูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางควันพิษท่วมเมือง

www.xinhuanet.com

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศอินเดียกำลังเผชิญกับควันพิษที่มาจากไอเสียรถยนต์การเผาไหม้โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ในเมืองนิวเดลีที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากนั่นก็คือบาร์ออกซิเจนบาร์สำหรับสูดอากาศบริสุทธิ์ ขายออกซิเจนเพื่อความสดชื่น มีให้เลือกสูดดมตามความพอใจหลายกลิ่น ปรากฏว่าลูกค้าแห่มาใช้บริการแทบไม่ขาดสาย โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่าบาร์เหล่านี้ผุดขึ้นในหลายเมืองรองรับลูกค้าที่ต้องการหลบเลี่ยงมลพิษ อาทิ “Oxy Pure” บาร์ที่ให้บริการออกซิเจนหลากหลายกลิ่น เช่น ตะไคร้ ส้ม ซินนามอน เชอรี่ มินต์ หรือลาเวนเดอร์ มีส่วนผสมของออกซิเจนร้อยละ 90 ถึง 95 โดยจะมีสายออกซิเจนเชื่อมกับจมูก คิดค่าบริการ 299 รูปี หรือประมาณ 125 บาท สำหรับ 15 นาทีทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและสมอง