สาลิกาคาบข่าว Vol.332/62

179

แคร์รี ลัมพบสมคิดบิ๊กตู่ลงนาม MOU 6 ฉบับปั้นสตาร์ทอัพไทยฮ่องกง

แคร์รี ลัม

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน นางแคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเดินทางมายังประเทศไทย โดยวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ เวลา 10.00 . มีกำหนดเข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และภายหลังการหารือจะมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) 6 ฉบับ โดยเอ็มโอยูที่สำคัญที่สุดเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในการพัฒนาทุกด้าน ส่วนเอ็มโอยูที่เหลือจะเป็นกรอบการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น อุตสาหกรรม การส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาคน การส่งเสริมผู้ประกอบการกลุ่มสตาร์ทอัพ การร่วมมือทางด้านเทคโนโลยี การเชื่อมโยงด้านการเงินและตลาดทุนระหว่างกัน การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ร่วมถึงการเริ่มต้นการเจรจาเพื่อจัดทำเขตการค้าเสรีไทยฮ่องกง ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดมาจากการเดินทางไปเยือนฮ่องกงของนายสมคิดและคณะ เมื่อช่วงเดือน ต..ที่ผ่านมา จากนั้นเวลา 13.00 . นางแคร์รี ลัม จะเข้าพบ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงไทยฮ่องกง เป็นครั้งแรก ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

รฟท.ลุยรถไฟทางคู่เชื่อมอีอีซีเพิ่มมูลค่าการผลิตทางเศรษฐกิจแสนล้าน

อีอีซี โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

นายสมเกียรติ เตรียมแจ้งอรุณ ผู้จัดการโครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความจุทางรถไฟช่วงหัวหมากฉะเชิงเทราศรีราชา และโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงศรีราชามาบตาพุด ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า เตรียมนำเสนอผลการศึกษาขั้นสุดท้ายให้รฟท.พิจารณาเดือนธ..นี้ คาดว่ารัฐบาลจะลงทุน 38,500 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงข่ายการเดินทางและการขนส่งทางรางจากภาคกลางไปยังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) กับ 3 ท่าเรือ คือ ท่าเรือแหลมฉบัง, สัตหีบ และมาบตาพุด รวม 202 กิโลเมตร จำนวน 18 สถานี ผ่านพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และกระจายสินค้าไปยังอาเซียน โครงการนี้คุ้มค่ากับการลงทุน เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 14% ส่งผลทางอ้อมช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิตในระบบเศรษฐกิจได้ 100,000 ล้านบาท, เพิ่มมูลค่าการจ้างงาน 11,000 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มด้านรายได้ให้กับการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 29,000 ล้านบาท คาดว่าเริ่มก่อสร้างปี 2564

ทั้งนี้ โครงการแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ 1. ปรับปรุงทางรถไฟเดิม ฯลฯ ช่วงหัวหมากสถานีชุมทางศรีราชา ระยะทาง 115 กม., 2. ก่อสร้างทางคู่เส้นใหม่ ช่วงศรีราชาชุมทางเขาชีจรรย์มาบตาพุด 70 กม. ฯลฯ, ก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองชุมทางศรีราชาชุมทางเขาชีจรรย์ 2 กม. โดยเริ่มดำเนินการช่วงที่ 2 และ 3 ได้ก่อน เนื่องจากช่วงที่ 1 ยังติดปัญหาความชัดเจนของรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงหัวหมากฉะเชิงเทรา

NSD ขับเคลื่อน New S-Curve ที่ 11 พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ

นายศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (NSD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ความมั่นคงของประเทศ ถูกกำหนดให้เป็นประเด็นสำคัญหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580) โดยมีเป้าหมายสำคัญในเรื่องการสร้างความมั่นคงปลอดภัย พร้อมรับมือภัยพิบัติและภัยคุกคามในทุกรูปแบบ อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศเป็น S-Curve ตัวที่ 11 โดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รับผิดชอบในการส่งเสริมและวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีสองทาง (Dual-Use) ที่สามารถนำไปใช้งานได้ทั้งในภารกิจด้านความมั่นคงและภาคพลเรือนทั่วไปเชิงพาณิชย์ ดังนั้น สวทช. จึงได้จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ หรือ NSD ขึ้นในปี 2562 เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานวิจัย พัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติฯ โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือจากภัยความไม่สงบและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพแหล่งจ่ายพลังงาน รวมถึงมีหน้าที่สร้างเครือข่ายและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสองทาง เพื่อใช้เป็นยุทธภัณฑ์และยุทโธปกรณ์การทหาร ตำรวจ และสามารถประยุกต์ใช้กับทางพลเรือน เพื่อให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยกับสังคม พร้อมตอบกลยุทธ์สร้างเครือข่ายนักวิจัย นักวิชาการ และกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง

จีนนำเข้าเครื่องสำอางอันดับ 1 ของโลก ชี้โอกาสผู้ประกอบการไทยเร่งเจาะตลาด

..พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงผลการศึกษาการนำเข้าสินค้าเครื่องสำอางของจีนและโอกาสทางการค้าของไทยว่า ในช่วง 9 เดือนของปี 2562 (..-..) จีนมีการนำเข้าเครื่องสำอางมากเป็นอันดับ 1 ของโลก มีมูลค่า 12,220 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนคิดเป็น 18.6% ของการนำเข้าสินค้าเครื่องสำอางของโลก เพิ่มขึ้น 30.6% โดยแหล่งนำเข้าสำคัญของจีนมาจาก 4 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ มีสัดส่วนรวมกัน 75% ของการนำเข้าทั้งหมดของจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจีนมีการกระจุกตัวของแหล่งนำเข้าค่อนข้างสูง ขณะที่ไทยเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าเครื่องสำอางอันดับ 14 ของจีน มีมูลค่าการนำเข้า 145.28 ล้านเหรียญสหรัฐ มีส่วนแบ่งตลาด 0.9% สินค้าเครื่องสำอางที่จีนนำเข้าจากไทยมากที่สุดคือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับใบหน้า มีมูลค่าการนำเข้า 85.97 ล้านเหรียญสหรัฐ รองมาคือ ผลิตภัณฑ์อนามัยของช่องปากหรือฟัน และ ผลิตภัณฑ์สำหรับผม โดยมีมูลค่านำเข้า 32.18 และ 10.29 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ โดยสินค้าเครื่องสำอางที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดจีนพิจารณาจากค่าความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (RCA) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อนามัยของช่องปากหรือฟัน ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 ของจีน มีส่วนแบ่งตลาด 14.8% เพิ่มขึ้น 13.7% และสบู่ ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 10 ของจีน มีส่วนแบ่งตลาด 2.4% เพิ่มขึ้น 111% ซึ่งจีนมีมูลค่าการนำเข้าสบู่จากไทย 7.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะพัฒนาศักยภาพและขยายช่องทางการส่งออกสินค้าในจีนจึงยังมีค่อนข้างสูง

EA จุดพลุรถยนต์ไฟฟ้าปี 63 เฟสแรก 3.5 พันคัน พร้อมเปิดไลน์แบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออน

นายอมรทรัพย์ ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพลังงานบริสุทธิ์จำกัด (มหาชน) หรือ EA กล่าวถึงนโยบายในปี 2563 ว่าบริษัทฯได้ตั้งงบประมาณสำหรับใช้จ่ายลงทุนตามแผนการดำเนินงานไว้ที่ 7,400 ล้านบาท โดยเน้นน้ำหนักไปที่โครงการผลิตแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนเฟสแรก ขนาดกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี มูลค่าลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการดำเนินการ แม้ว่าจะมีกำหนดการแล้วเสร็จล่าช้าไปจากแผนงานเดิมบ้างแต่เชื่อว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2563 ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนงานของบริษัท เนื่องจากบริษัทสามารถใช้ฐานการผลิตที่มีอยู่แล้วของบริษัท Amita Technologies Inc., ไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทำการผลิตแบตเตอรี่เพื่อนำมาใช้ในโครงการรถยนต์ไฟฟ้า MINE SPA1 และ เรือไฟฟ้า ตามแผนที่วางไว้ โดยบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าได้ตามแผน กล่าวคือจะทำการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า MINE SPA1 ให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิพัฒนาจำกัดจำนวน 3,500 คัน ตามที่ทำข้อตกลงกันไว้รวมถึงลูกค้ารายอื่นๆ ซึ่งจะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่ไตรมาส 2/63 สำหรับโรงงานประกอบรถยนต์ที่บริษัทกำลังก่อสร้างนั้นจะสามารถรองรับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภทรถยนต์ไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า และรถบรรทุกไฟฟ้า ซึ่งบริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยชื่อบริษัท อีวีนาว จำกัด ไว้เรียบร้อยแล้ว

อนาคตประเทศผลิตอาหารคือผู้มั่งคั่ง ประชากรเพิ่มเร็วและเอเชียจ่อวิกฤติขาดแคน

Food Innopolis

รายงาน Asia Food Challenge Report ที่เปิดเผยโดยไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ราโบแบงก์ และเทมาเส็กเมื่อเร็วๆนี้บ่งชี้ว่าภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับวิกฤติด้านอาหาร เนื่องจากไม่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงดูตัวเองได้ ขณะที่อัตราประชากรในเอเชียขยายตัวเพิ่มขึ้น ต้องการอาหารที่เป็น Sustainable food หรืออาหารที่มีความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อทำให้สุขภาพดีขึ้น คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจจำเป็นต้องลงทุนสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อผลิตอาหารมากขึ้น และรองรับกับความต้องการอาหารภายในภูมิภาคจากปัจจุบันที่ใช้เงิน 4 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหากไม่มีการลงทุนด้านอาหารเกิดขึ้น อุตสาหกรรมอาหารจะเผชิญความยากลำบากในการรองรับอุปสงค์ ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรในภูมิภาคเอเชียอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนอาหารมากขึ้น เนื่องจากภูมิภาคเอเชียไม่สามารถผลิตอาหารเพื่อรองรับความต้องการในภูมิภาคได้เอง แต่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากทวีปอเมริกา ยุโรป และแอฟริกา สอดคล้องกับผลการวิจัยจากรายงานของที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ที่ระบุว่าประเทศในละตินอเมริกา แอฟริกาตะวันออกเป็นผู้ส่งออกอาหารสุทธิ ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียยังคงเป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ ซึ่งในปี 2050 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น 35% โดยจะมีจำนวนมากถึง 10,000 ล้านคน นั่นทำให้ความต้องการอาหารมากเป็นเงาตามตัว

ร้านอาหารสุกิยาบาชิฯถูกถอดจากทำเนียบมิชลินแต่ยังตราตรึงในหัวใจนักชิมทั่วโลก

ร้านอาหารสุกิยาบาชิ จิโร ฮอนเตนร้านอาหารขนาดเล็กที่จุคนได้ 10 ที่นั่ง บริหารร้านโดย จิโร โอโนะ เชฟวัย 94 ปี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1965 ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในยอดเชฟซูชิระดับโลกและขึ้นทำเนียบเป็นร้านอาหาร 3 ดาวจากมิชลินไกด์มาตั้งแต่ปี 2007 ในปี 2011 เคยมีภาพยนต์สารคดีมาถ่ายทำเรื่องราวของโอโนะและกรรมวิธีทำอาหารของเขา ปี 2014 อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เคยมาที่ร้านสุกิยาบาชิฯโดยนั่งบนเก้าอี้เคียงข้างนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะและทานอาหารบนเคาเตอร์ไม้ โอบามาบอกว่าซูชิร้านสุกิยาบาชิฯเป็นซูชิที่ดีที่สุดที่เขาเคยทาน สำหรับเมนูเด่นคือโอมากาเสะซูชิ 20 ชิ้นเริ่มต้นที่ราคา 40,000 เยนบวกภาษี อย่างไรก็ตาม ด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังทำให้มีลูกค้าและนักท่องเที่ยวเข้ามาอุดหนุนอย่างเนืองแน่น จนต้องประกาศผ่านหน้าโฮมเพจของร้านว่า ไม่รับจองโต๊ะทางโทรศัพท์อีกแล้ว ลูกค้าต่างชาติจะต้องจองผ่านโรงแรมที่พัก ประกอบกับพื้นที่ในร้านรับแขกได้เพียงครั้งละ 10 ที่นั่งเท่านั้น และด้วยนโยบายหยุดการรับจองทางโทรศัพท์ดังกล่าวทำให้ในปี 2020 ร้านของโอโนะจะไม่ได้อยู่ในมิชลินไกด์อีกต่อไป แต่เชื่อว่าแม้จะถูกถอดออกจากทำเนียบมิชลิน ชื่อเสียงของสุกิยาบาชิ จิโร ฮอนเตน ยังคงอยู่ในหัวใจนักชิมทั่วโลกตลอดกาล