ชาติอื่นๆ วางแผนการเตรียมทุนสำรองระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ US Dollar กันแล้ว

558

รัฐบาลกรุงเทพฯ เผชิญปัญหาการส่งออก จนตอนนี้เหมือนอยู่ในสถานการณ์ยอมจำนนให้แก่ข้าศึก ดูจากการส่งสัญญาณของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่กล่าวว่ากระทรวงการคลังไม่ได้ไปทำเรื่องส่งออก เพราะไม่ใช่หน้าที่ กลายเป็นว่า ไม่ทราบว่าใครดูแลการส่งออก ใครจะขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการหารายได้จากการส่งออก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับความมั่นคงทางภูมิเศรษฐกิจของประเทศ


เรื่องนี้เป็นผลมาจากอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ กล่าวคือ การเผชิญสงครามการค้านั้นกินเวลามากกว่า 2 ปี ไม่ได้ขบคิดกันถึงแผนสำรองด้านการปลดปล่อยจากเงินทุนสำรองที่เป็นเงินดอลลาร์ ที่สนใจกันมีแต่ปัญหากติกาทางการเมือง เรื่องที่จะครอบครอง การเข้าถึงอำนาจ แล้วก็ไม่สามารถทำให้เกิดเสถียรภาพในระยะยาวได้

เมื่อ 4-5 ปีก่อน นักท่องเที่ยวยุโรปมาเที่ยวไทยใช้เงิน 1,000 ยูโร คิดเป็นเงิน 48,000-50,000 บาท แต่วันนี้ 34,000-35,000 บาท น่าคิดว่ารายได้ในยุโรปที่ไม่เติบโตนั้น ค่อนข้างตรงกันข้ามกับราคาสิ่งต่างๆ ในจังหวัดท่องเที่ยวที่กำลังเพิ่มขึ้น ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีนตกใจกับโศกนาฏกรรมของเรือท่องเที่ยวที่ประสบเหตุในภูเก็ต จึงชะลอการเดินทางมาที่นี่

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในโรงแรมและร้านอาหารลดลงร้อยละ 20 ท่ามกลางราคาที่สูงขึ้น ผู้คนหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีราคาแพง เลือกโรงแรมราคาประหยัดและเลือกอาหารจานด่วนราคาถูก ถึงกระนั้น รัฐบาลไทยยังคงเข้มงวดกับการให้วีซ่าและมุ่งเน้นไปที่ การท่องเที่ยวในตลาดนักท่องเที่ยวระดับหัวแถว (Elite Tourists) ซึ่งยังให้ผลลัพธ์ที่ต่ำอยู่


ดูเพื่อนบ้านที่มีแผนงานลดความเสี่ยง!

ขณะที่ผู้นำจีน เมื่อเกิดสงครามการค้าก็กระจายเงินทุนสำรองอย่างแข็งขัน โดยกระทรวงการคลังซื้อทองคำปริมาณมากในเดือนตุลาคม ปริมาณสำรองทองคำจึงพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 1957.5 ตัน

นักวิเคราะห์จากบริษัททางการเงินของ ANZ Research กล่าวว่า เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ยากลำบากกับสหรัฐในปัจจุบัน ความต้องการของปักกิ่งซึ่งมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศส่วนใหญ่อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงหาทางเพื่อบรรเทาการพึ่งพาและแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ด้วยการที่จีนไปใช้เงินสกุลอื่นและเปลี่ยนเงินดอลลาร์ไปไว้ในทุนสำรอง “เงา”

แม้ข้อเท็จจริงที่ว่า จีนยังคงถือทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจำนวนมากเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จากการศึกษาของ ANZ เปิดเผยว่า อัตราการกระจายความเสี่ยงไปสู่สกุลเงินอื่นนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนถึงเดือนมิถุนายน โดยจีนเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุด จากก่อนหน้านี้ที่เป็นญี่ปุ่น ในด้านดัชนีส่วนแบ่งของดอลลาร์สหรัฐซึ่งพุ่งสูงสุดในปีที่แล้วและหลังจากนั้นก็เริ่มลดลง

ในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา จีนได้ลดสินทรัพย์ดอลลาร์ลง 88 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 31 มิถุนายนปีนี้ส่วนแบ่งของสินทรัพย์ดอลลาร์ในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนจึงมีจำนวนเกือบ 59% หรือคิดเป็น 1.11 ล้านล้านดอลลาร์

โดยทั่วไป การค้าในเอเชียยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ แต่จีนก็มุ่งมั่นที่จะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศอื่นๆ มากกว่าสหรัฐ

การศึกษาของ ANZ พบว่า ณ วันที่ 31 มิถุนายนของปีนี้ การลงทุนในต่างประเทศหรือเงินสำรอง “เงา” มีจำนวน 1.86 ล้านล้านดอลลาร์ แต่หากรวมทุนสำรองสกุลเงินของจีน ณ วันที่ 1 กรกฎาคม มีจำนวนประมาณ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ ดอลลาร์สหรัฐจึงยังคงเป็นสกุลเงินสำรองของโลก

ไม่น่าแปลกใจที่ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเช่นจีนและยูโรโซนต้องการย้ายไปยังโลกทางการเงินที่มีเงินสำรองหลายสกุล ทั้งนี้แนวทางลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย การทำสัญญาสำหรับการจัดหาวัตถุดิบในสกุลเงินอื่น และการสร้างความหลากหลายของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศจากการเปิดเขตเสรีทางการค้าร่วมกัน

อย่างกรณีญี่ปุ่นและอียู ที่ช่วยกันลดอุปสรรคด้านการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการระหว่างสองประเทศ โดยสร้างเขตการค้าเสรีซึ่งครอบคลุมเกือบ 1 ใน 3 ของจีดีพีโลก และมีประชากรรวม 600 ล้านคน นี่จึงเป็นหนึ่งในธุรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ผลของการเริ่มต้นความร่วมมือคือ ฝั่งอียูเปิดสาขาบริษัทประมาณ 74,000 บริษัทในญี่ปุ่น รวมถึงการจัดหาตำแหน่งงานในบริษัทญี่ปุ่นให้ชาวยุโรปประมาณ 550,000 ตำแหน่ง ความสัมพันธ์ระหว่างอียูและญี่ปุ่นจึงก้าวไปสู่ระดับใหม่คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มุ่งเป้าไปยังการพัฒนาตลาดการค้า การลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทั้งญี่ปุ่นและอียูมีแนวโน้มที่จะไม่ใช้เงินดอลลาร์เมื่อทำการค้าระหว่างกัน

คาดการณ์ว่า จีนจะเปิดตัวเงินดิจิทัลด้วยการสนับสนุนของธนาคารประชาชนจีน เพราะการมีสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตนเองจะทำให้จีนสามารถควบคุมการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้นและป้องกันการทุจริตกับการฟอกเงินได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะโครงสรเางพื้นฐานด้านดิจิทัลช่วยให้การดำเนินการสามารถทำได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ เงินดิจิทัลของจีนก็น่าจะมีประสิทธิภาพมากเพราะสามารถข้ามระบบ SWIFT ได้ และเครือข่ายเงินดิจิทัลก็จะช่วยให้การส่งและรับข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินทั่วโลกมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างมาก

เห็นตรงนี้แล้ว ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยต้องไปทำการบ้านใหม่ ฝึกใช้ภูมิเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศบ้าง ที่ผ่านมาใช้เวลานานและไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรม สอบไม่ผ่าน เพราะวันๆ มีแต่ข่าวเรื่องส่วนตัวของนักการเมือง ซึ่งไม่ค่อยเกิดประโยชน์แก่สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย


อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสงครามค่าเงิน

การผนึกกำลังของรูเบิล – รูปี – หยวน เพื่อต้าน ‘ดอลลาร์’

รัฐบาลสหรัฐสะสม ‘หนี้สาธารณะ’ ไว้สูงมาก แต่ก็ไม่ทำให้ดอลลาร์ล่มสลาย