ตามไปดู! โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมแห่งแรกในอาเซียนที่ได้มาตรฐานควบคุมมลพิษของยุโรป

556

จากหญิงแกร่งผู้สร้างมิติใหม่ในวงการโลจิสติกส์ด้วยการผุดศูนย์กระจายสินค้าตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า (build-to-suit) เมื่อ 16 ปีก่อน นำพา WHA เติบโตกลายเป็นบริษัทมหาชน วันนี้ จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ก้าวสู่มิติใหม่ด้วยการสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมขึ้นกลางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในชื่อ บริษัท ชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด หรือ CCE


ผนึกกำลัง 3 ยักษ์ใหญ่

CCE ได้จัดพิธีเปิดโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมแห่งใหม่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 62 มีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 8.63 เมกะวัตต์ รองรับการกำจัดขยะอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตรายได้ถึง 400 ตันต่อวัน หรือประมาณ 1 แสนตันต่อปี เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยได้รับเกียรติจาก นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานในพิธี มีแขกผู้มีเกียรติมากมายร่วมแสดงความยินดี ได้แก่ มร. ฌัก ลาปูฌ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และนายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี

โรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นการร่วมทุนระหว่าง 3 บริษัทชั้นนำที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านพลังงาน ได้แก่

บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (WHAUP) ในเครือดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป เป็นผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการแบบครบวงจรครอบคลุมด้านโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและไฟฟ้า รวมทั้งดิจิทัลแพลตฟอร์มชั้นนำของประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้บริการด้านการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำอุตสาหกรรม การบริหารจัดการน้ำเสีย ตลอดจนผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน

บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายพลังงานรายใหญ่ในประเทศไทย กลุ่มบริษัทโกลว์มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 3,084 เมกะวัตต์ (โดยเป็นสัดส่วนของโกลว์ 2,268 เมกะวัตต์) และไอน้ำ 1,116 ตันต่อชั่วโมง

สุเอซ กรุ๊ป ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการทรัพยากรด้วยระบบอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน มีพนักงานกว่า 90,000 คนในห้าทวีปทั่วโลก ดำเนินธุรกิจครอบคลุมการจัดหาโซลูชั่นด้านการจัดการน้ำและขยะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่เมืองและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งขึ้นตามมาตรฐานสากลด้านอุตสาหกรรม


ปักธงกลาง EEC

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการ CCE กล่าวว่า โรงไฟฟ้า CCE ตั้งอยู่ใจกลางเขต EEC ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมของไทย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลของประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการจัดการขยะอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน แทนการฝังกลบแบบเดิม การจับมือกับหุ้นส่วนและพันธมิตรของ CCE แสดงให้เห็นว่าเรามีศักยภาพในการผลิตพลังงานสะอาดปลอดจากขยะอุตสาหกรรม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมในการผนึกกำลังร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้ให้คนรุ่นหลังสืบไป

“ที่ตั้งของโรงไฟฟ้า CCE อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 มีพื้นที่ 3,482 ไร่ (1,393 เอเคอร์ หรือ 557 เฮกตาร์) ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์ห่างจากท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง 19 กิโลเมตร และอำเภอศรีราชา 22 กิโลเมตร ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรวม 115 ราย ด้วยสัญญาจำนวน 160 ฉบับ คิดเป็นเงินลงทุนมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นหนึ่งในพื้นที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC พร้อมรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล” นางสาวจรีพร กล่าว


ควบคุมมลพิษระดับยุโรป

ซีอีโอ CCE ยังกล่าวอีกว่า ด้วยเงินลงทุนราว 1,800 ล้านบาท CCE จึงเป็นโรงผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้มาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษของยุโรป ติดตั้งด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ภายใต้แนวคิดเพื่อความยั่งยืน การมีเสถียรภาพ และการรักษาสิ่งแวดล้อม


กำจัดขยะแสนตันต่อปี

CCE ได้ลงนามในข้อตกลงการจัดหาขยะอุตสาหกรรมกับบริษัท เวสท์ แมเนจเม้นท์ สยาม จำกัด (WMS) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการจัดเก็บ บำบัด และกำจัดขยะของเสียในไทย เพื่อดำเนินการจัดหาขยะอุตสาหกรรม 100,000 ตันต่อปี จากนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในจังหวัดชลบุรีและใกล้เคียง โดยโรงไฟฟ้าจะนำขยะอุตสาหกรรมเข้าสู่ห้องเผาไหม้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


ป้อนกระแสไฟฟ้าให้ กฟภ.

ซีอีโอ CCE กล่าวปิดท้ายว่า CCE สามารถกำจัดขยะอุตสาหกรรมให้เป็นเชื้อเพลิงได้กว่า 400 ตันต่อวัน หรือราว 100,000 ตันต่อปี  โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมแห่งนี้มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 8.63 เมกะวัตต์ โดยจะจำหน่ายเข้าระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำนวน 6.90 เมกะวัตต์ ภายใต้ข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เป็นระยะเวลา 20 ปี ซึ่งหลังจากที่ได้มีการวางแผนและก่อสร้างโรงไฟฟ้าตลอดจนทดสอบการทำงานตามข้อกำหนดของการเชื่อมต่อเข้าระบบการไฟฟ้าภูมิภาคตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โรงไฟฟ้า CCE ได้เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อตกลง PPA ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562