ชะตากรรมด้านภาษี-แรงงาน-ผู้สูงอายุในญี่ปุ่น สะท้อนภาพอนาคตเมืองไทย

698

ดีกรีความเข้มข้นของสงครามภาษีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างโตเกียวและโซลที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตของญี่ปุ่นลดลงอย่างมาก


ผลกระทบเป็นลูกโซ่จากความขัดแย้ง

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มุ่งเน้นการส่งออก โดยมีมูลค่าการค้าเกินกว่า 60% ของจีดีพี ดังนั้น ความเสื่อมถอยของตลาดการค้าโลกจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ชะลอเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ในขณะที่ปักกิ่งยังคงเป็นคู่ค้าสำคัญของโตเกียว ตามที่กรมศุลกากรญี่ปุ่นแจ้งว่า สัดส่วนทางการค้ากับจีนนั้นอยู่ที่ประมาณ 21% ดังนั้น การส่งมอบสินค้าให้แก่จีนลดลงจึงส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ส่งออกของญี่ปุ่นและผู้บริโภคเป็นหลัก

นักวิเคราะห์อาวุโสของ BCS Premier เซอร์เก สูเวรอฟ กล่าวว่า ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงขึ้นในเดือนกันยายน กิจกรรมทางธุรกิจในภาคการผลิตในญี่ปุ่นได้ลดลงในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ดัชนี PMI นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ลดลงเหลือ 48.9 จุด สะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

ค่าที่สูงกว่า 50 จุดบ่งชี้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในเชิงบวก ต่ำกว่า 50 จุด ความซบเซาของภาคการผลิตแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงลบและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศลดลงสู่ระดับที่สังเกตได้ครั้งล่าสุดหลังจากเกิดแผ่นดินไหวในปี 2011

นอกเหนือไปจากผลกระทบของสงครามการค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในญี่ปุ่นก็ลดลงเช่นกัน เนื่องจากภาระภาษีของพลเมืองที่เพิ่มขึ้น

เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม รัฐบาลเพิ่มภาษีการบริโภค (ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บจากผู้ซื้อ ณ เวลาที่ซื้อสินค้าหรือบริการ) จาก 8% เป็น 10% การตัดสินใจดังกล่าวในโตเกียวได้ทำตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจาก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งส่งผลให้ความต้องการของผู้บริโภคลดลง ทั้งที่จริงก็ต่ำอยู่แล้ว

ที่รัฐบาลเพิ่มภาษี เนื่องจากจำเป็นต้องให้บริการหนี้สาธารณะจำนวนมากถึง 250% ของจีดีพี และการใช้จ่ายทางสังคมที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ของประชากรในวัยชราภาพที่ประสบความยากลำบาก


ห้ามขึ้นภาษีแก่ผู้บริโภค

ความจำเป็นของการขึ้นอัตราภาษีในญี่ปุ่นเพราะขาดงบประมาณในการชำระหนี้สาธารณะ และยังมีค่าใช้จ่ายในการประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระหนี้ของประเทศมีมากกว่าสองเท่าของขนาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นAll Pagesในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกันประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังบังคับให้ผู้นำประเทศเพิ่มการใช้จ่ายด้านสุขภาพ ตามการคาดการณ์ของ OECD จากปี 2015 ถึงปี 2050 สัดส่วนของผู้สูงอายุในประชากรวัยทำงานของญี่ปุ่นสามารถเติบโตได้จาก 50% เป็น 79%

ารขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง 27 ปี นำไปสู่ความจริงที่ว่า ในปี 2018 หนี้สาธารณะญี่ปุ่นสูงถึง 226% ของจีดีพี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ OECD และรัฐบาลญี่ปุ่นคาดการณ์ไว้เนื่องจากประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้การใช้จ่ายด้านสุขภาพและการดูแลสวัสดิการทางสังคมสูงถึง 4.7% ของจีดีพีภายในปี 2060 ดังนั้น การศึกษาของ OECD จึงเกิดขึ้น และเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ ญี่ปุ่นจึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มภาษีการบริโภคในระดับ 20-26% แม้ว่าการเพิ่มขึ้นภาษีล่าสุดถึง 10% สามารถผลักดันเศรษฐกิจให้เข้าสู่ภาวะถดถอย

การเพิ่มขึ้นของภาษีการบริโภคจาก 8% เป็น 10% ทำให้สถานการณ์ฝั่งผู้บริโภคแย่ลง เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากที่เพิ่มภาษีการบริโภค 2 ครั้ง คือ ในปี 1997 และ 2014 เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย และภาษีก็ไม่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เดือนตุลาคม 2019 กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นทรุดตัวลงทันที 7.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2018 การลดลงที่เกิดขึ้นนั้นใหญ่ที่สุดในรอบ 6 ปีครึ่งที่ผ่านมา โดยกิจกรรมทางธุรกิจที่อ่อนแอของบริษัทในประเทศนั้นเกี่ยวข้องกับภาระภาษีที่สูงขึ้นและผลกระทบจากสงครามการค้า ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของจีดีพีที่ชะลอตัวลง และกลายเป็นปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งกระเทือนรัฐต่างๆ ได้

ปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถให้เงื่อนไขแก่บริษัทว่าจะมีการเพิ่มการลงทุนด้านการผลิตได้ เป็นผลให้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มซบเซา แม้ความจริงที่ว่า อัตราดอกเบี้ยติดลบถูกกำหนดไว้สำหรับเงินฝากจำนวนมาก (นั่นคือ ยิ่งเงินอยู่ในบัญชีของสถานประกอบการนานเท่าไร จำนวนเงินที่ลดลงก็ยิ่งมากขึ้น) แต่ก็ไม่ได้กระตุ้นให้บริษัทนำมาลงทุน

เหตุที่บริษัทไม่เต็มใจที่จะลงทุนอย่างแข็งขันในภาคการผลิตส่วนใหญ่นั้นเกิดจากภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจ ความต้องการของผู้บริโภคที่อ่อนกำลังลงในญี่ปุ่น และการลดลงของอุตสาหกรรมที่คาดว่าคงดำเนินต่อไปจะทำให้อิทธิพลทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียอ่อนตัวลงไปด้วย


อิทธิพลทางการเงินที่ลดลงของโตเกียว จะทำให้ปีหน้าไม่สดใส

หลายรัฐในภูมิภาคเอเชียอาจเริ่มปฏิเสธที่จะร่วมมือกับโตเกียว เพราะโดยพื้นฐานแล้ว สิ่งนี้นำไปสู่ความจริงที่ว่า ญี่ปุ่นอาจจะถูกผลักออกจากตลาดผลิตภัณฑ์จำนวนมากซึ่งจะถูกแทนที่โดยจีนได้ ไม่ใช่แค่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศนอกภูมิภาคเอเชียเท่านั้น

เช่น เรากำลังพูดถึงบราซิลหรืออาร์เจนตินา ว่าสามารถผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงกันและมีคุณภาพเทียบเคียงกันได้ อเล็กเซย์ มาสโลฟ (Alexis Maslov) ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกศึกษาระบุไว้

ในขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในญี่ปุ่นคาดว่าเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบเชิงลบต่อรัฐในเอเชีย โดยการถดถอยของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นนั้น แน่นอนว่าส่งผลให้ความต้องการพลังงานลดลง กิจกรรมการลงทุนอ่อนตัวลง โดยในสถานการณ์ที่กิจการอ่อนแอในญี่ปุ่นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศในอาเซียน ดังนั้น การลดลงของจีดีพีญี่ปุ่นจะสร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และปริมาณการลงทุน

และการลดลงของจีดีพีของจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีอาจลดลงต่ำกว่า 6% พร้อมๆ กับญี่ปุ่น ในเวลาเดียวกันอาจส่งผลกระทบต่อผู้เล่นรายเล็กในภูมิภาค เช่น เวียดนาม, ไต้หวัน, เกาหลีใต้ ส่วนญี่ปุ่นและจีนได้กลายเป็นตัวประกันด้านความตึงเครียดทางการเมืองรอบถัดไป เป็นผลให้กิจกรรมทางธุรกิจลดลงในทุกประเทศดังกล่าว

ความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยของหลายประเทศในภูมิภาคเพิ่งเกิดขึ้นและรัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม โอกาสในปีหน้ายังคงไม่แน่นอนอย่างมากสำหรับอาเซียน และโดยเฉพาะไทย ซึ่งมีหลายๆ อย่างคล้ายกับญี่ปุ่น

ตั้งแต่สัดส่วนของการส่งออกแรงงาน การเข้าสู่สภาวะสูงวัย สินค้าที่เหมือนกันลดความสามารถในการแข่งขัน ภาวะการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถ้ามีการขึ้นภาษีอย่างญี่ปุ่นอีก ก็คาดว่าจะเจอภาวะความถดถอยระยะยาว ซึ่งนี่น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นหันไปทำข้อตกลงการค้าเสรีกับอียู

ฉะนั้น หากกลุ่มประเทศใน RCEP ยังไม่มีความแน่นอนเรื่องเขตเศรษฐกิจการค้าเสรีใหม่ หากผู้เล่นอย่างญี่ปุ่นยังมีปัญหา การเคลื่อนย้ายทุนตนเองของประเทศที่อยู่ในเขตดังกล่าวก็จะติดขัดไปด้วย


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย