จับตาดู อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อประตูการค้าเปิด ‘นครเฉิงตู’ จะเชื่อมกับ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย

387

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวจีน ต่างจ้องมองไม่ให้คลาดสายตาว่าจะเกิดโอกาสอะไรขึ้นได้บ้าง ถ้า ‘นครเฉิงตู และมหานครฉงชิ่ง’ ศูนย์กลางการพัฒนาและแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สามารถเชื่อมต่อกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้

ทั้งนี้ โดยอาศัยเครือข่ายระบบการขนส่งทางรางของจีนตามนโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” หรือ “เส้นทางสายไหมยุคศตวรรษที่ 21” บวกกับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซี โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเชื่อมโยง 3 สนามบินของไทย ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา และการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 และท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น

หากทุกปัจจัยพื้นฐานที่กล่าวมาเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ย่อมเป็นการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งแบบบูรณาการทั้งรถไฟและท่าเรือแบบไร้รอยต่อ ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าระดับภูมิภาคได้ไม่ยาก ยืนยันโดยบทความเรื่อง “จับตา : นครเฉิงตูจะเชื่อมกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทยได้หรือไม่ (ตอนที่ 1)” เผยแพร่ในเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (11 NOV 2019)


One belt one road

รีวิวนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road) เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21

นครเฉิงตู และมหานครฉงชิ่ง มีความสำคัญในฐานะเมืองยุทธศาสตร์ตาม “นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของจีน โดยได้ขยายเครือข่ายเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงจีนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของหอการค้าอเมริกันในจีนประจำปี 2562 ระบุชัดเจนว่า

“ในปี 2561 บริษัทชั้นนำของโลก Fortune 500 ตั้งอยู่ในนครเฉิงตูมากถึง 285 บริษัท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในดึงดูดการลงทุนจากบริษัทขนาดใหญ่ของโลกจำนวนมาก และนครเฉิงตูกำลังจะกลายเป็นเมืองใหญ่ระดับโลก”

ต่อมา ผู้เขียนบทความได้ให้ความรู้ผู้อ่านเพิ่มเติม ถึง “นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เป็นความคิดริเริ่มที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2556 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าของจีนกับประเทศต่างๆ ในโลกทั้งทางบกและทางทะเล

โดยเริ่มต้นด้วยเส้นทางเครือข่ายถนนและเส้นทางรถไฟเชื่อมจีนกับยุโรปผ่านเอเชียกลาง ตามด้วยเส้นทางทางทะเลที่เชื่อมท่าเรือจีนกับท่าเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป

ทั้งนี้ เครือข่ายเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเลนี้มีชื่อเรียกหลายอย่าง อาทิ ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) หรือ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road) โครงการเส้นทางบกมีชื่อเป็นทางการว่า “แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม” (Silk Road Economic Belt: SREB) ส่วนเส้นทางทะเล เรียกว่า “เส้นทางสายไหมทางทะเล” (Maritime Silk Road)

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกนโยบายนี้ในภาษาจีนว่า 一带一路 หรือ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ปัจจุบันประกอบด้วยเส้นทางทางบก 6 เส้นทาง และเส้นทางทางทะเล 1 เส้นทาง 

เส้นทางทางบก 6 เส้นทาง ได้แก่

  1. ยูเรเซีย (Eurasia) จากตะวันตกจีนถึงตะวันตกรัสเซีย
  2. จีน-มองโกเลีย-รัสเซียตะวันออก
  3. ตะวันตกจีน-เอเชียกลาง-ตุรกี
  4. จีน-แหลมอินโดจีน-สิงคโปร์
  5. จีน-ปากีสถาน
  6. จีน–เมียนมา-บังกลาเทศ-อินเดีย

เส้นทางทางทะเล 1 เส้นทาง

ชายฝั่งของจีน–สิงคโปร์-มาเลเซีย–อินเดีย–ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ที่มา: เว็บไซต์ big5.cri.cn และศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู

ทั้งนี้ ถ้าโฟกัสไปที่เส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าเฉิงตู-ยุโรป หรือ “หรงโอว” 蓉欧 ถือเป็นเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญที่เชื่อมระหว่างจีนตะวันตกเฉียงใต้กับภาคพื้นยุโรป เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2556 มีจุดเริ่มต้นจากเขตชิงไป๋เจียง นครเฉิงตู มุ่งหน้าสู่ด่านอาลาซานโข่ว มณฑลซินเจียง จากนั้นเข้าสู่คาซัคสถาน รัสเซีย เบลารุส และสิ้นสุดสถานีปลายทางที่เมืองลอดซ์ โปแลนด์ ระยะทางทั้งสิ้น 9,826 กิโลเมตร ใช้เวลาทั้งสิ้น 10-13 วัน ซึ่งประหยัดเวลากว่าการขนส่งทางทะเลถึง 3 เท่า และมีค่าใช้จ่ายเพียงหนึ่งในแปดของการขนส่งทางอากาศ

ด้วยความโดดเด่นนี้เอง ตั้งแต่ปี 2559-2561 นครเฉิงตู จึงครองตำแหน่งแชมป์เมืองท่าที่มีจำนวนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางรางสูงสุดติดต่อกันมาโดยตลอด ปัจจุบัน นอกจากเส้นทางสายหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกสองเส้นทางขนส่งสินค้าที่เชื่อมนครเฉิงตูกับภูมิภาคยุโรปด้วย ซึ่งมาเสริมให้การค้ากับทางโลกตะวันตกยิ่งสะดวกสบายยิ่งขึ้น


ทำความรู้จัก ‘หรงโอว+’ เส้นทางรางบวกเรือ เชื่อมระหว่างนครเฉิงตูกับไทย

รัฐบาลจีนมีนโยบายให้พัฒนาเส้นทางขนส่งสินค้าหรงโอว โดยให้เชื่อมโยงลงทางทิศใต้สู่ทะเล เพื่อส่งสินค้าทางเรือต่อไปยังอาเซียน เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง ถือเป็นการบูรณาการการขนส่งทางรางและทางทะเลที่เรียกว่า “หรงโอว+” โดยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งขบวนรถไฟขนส่งสินค้าจากสถานีรถไฟชิงไป๋เจียง นครเฉิงตู ถึงท่าเรือในเมืองชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ใช้ระยะเวลา 55 ชม.

จากนั้นใช้การขนส่งทางทะเลจากท่าเรือเมืองชินโจว ต่อไปยังท่าเรือสำคัญในประเทศทางตะวันออกกลาง อาทิ คูเวต อิสราเอล ในเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ และประเทศในอาเซียน อาทิ เวียดนาม กัมพูชา ไทย ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการขนส่งรวมทั้งสิ้นประมาณ 16-20 วัน ประหยัดเวลากว่าการขนส่งทางบกถึง 11 วัน

เฉิงตู-มิลาน รถไฟขนส่งสินค้า นครเฉิงตู

การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้า “หรงโอว+” จึงทำให้เส้นขนส่งระบบรางระหว่างประเทศของนครเฉิงตูจะมีลักษณะคล้ายรูปอักษร Y โดยแบ่งเป็นเส้นทางเฉิงตู-ยุโรป (ทิศตะวันตก) เฉิงตู-รัสเซีย (ทิศเหนือ) และเฉิงตู-อาเซียน (ทิศใต้)

นครเฉิงตูจะสามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทาง “หรงโอว+” ส่งออกสินค้าที่สำคัญไปยังประเทศในตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และอาเซียน ได้แก่ เครื่องขุดเจาะน้ำมัน เครื่องจักรกลสำหรับอุตสาหกรรมหนัก อุปกรณ์ที่ใช้ในสถานีเติมน้ำมัน อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เคมีภัณฑ์ อาหารสำเร็จรูป และเสื้อผ้า

ขณะเดียวกัน ประเทศในอาเซียนจะสามารถส่งออกสินค้าประเภทอาหารเกษตรแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง ชิ้นส่วนสินค้าไอที และแผงวงจรไฟฟ้า สู่นครเฉิงตูรวมถึงจีนตอนในได้ ตลอดจนสามารถส่งสินค้าดังกล่าวต่อไปยังยุโรปได้อีกด้วย ดังนั้น “หรงโอว+” จึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมณฑลเสฉวน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (One Belt One Road) เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และในด้านอื่นๆ ต่อประเทศไทยด้วย

ปัจจุบันขบวนรถไฟเฉิงตู-ยุโรป (หรงโอว+) ขยายสถานีปลายทางกว่า 24 แห่ง อีกทั้งนครเฉิงตูมีเส้นทางเชื่อมต่อในประเทศไปยังเมืองที่มีท่าเรือส่งออกกว่า 14 แห่ง เชื่อมต่อเส้นทางขนส่งระบบราง 7 แห่ง และยังเชื่อมต่อเส้นทางขนส่งทางทะเล 5 แห่ง

มาในปี 2562 รัฐบาลเฉิงตูยังมุ่งขยายช่องทางไปยังประเทศที่อยู่ภายใต้นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนโยบายดังกล่าว โดยผ่านไปยังท่าเรือแหลมฉบังของไทยและผ่านไปยังมาเลเซีย เฉิงตูจึงเน้นสร้างการบริการด้านระบบขนส่งที่มีคุณภาพสูง มีประสิทธิภาพ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก

กล่าวได้ว่า เส้นทางขนส่งสินค้า “หรงโอว+” เป็นอีกหนึ่งเส้นทางขนส่งที่สำคัญในการเชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์ในพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ทำให้นครเฉิงตูกลายเป็น “ศูนย์กลางในการเชื่อมโยงการขนส่งแบบบูรณาการของจีนตะวันตก” ที่สามารถเชื่อมโยงกับต่างประเทศได้อย่างเต็มตัว

ทั้งยังสามารถช่วยเพิ่มช่องทางการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ซึ่งถือเป็นโอกาสของนักลงทุนและนักธุรกิจด้านการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการสินค้าไทย ที่จะสามารถอาศัยช่องทางดังกล่าวในการขนส่งสินค้าเพื่อกระจายไปสู่ตลาดผู้บริโภคชาวจีนในทุกภูมิภาค รวมถึงผู้บริโภคในยุโรปด้วย


รู้ให้มากกว่าเดิม การขนส่งสินค้าจากไทยไปจีน โดยอาศัยศักยภาพท่าเรือชินโจว (钦州)

ในการขนส่งสินค้าจากไทยไปจีน เราต้องอาศัยศักยภาพของ เขตท่าเรือชินโจว ซึ่งตั้งอยู่ที่เขตปกครองตนเองชนเผ่าจ้วงกวางสี ในมณฑลกว่างซี ที่เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2554 โดยในเขตการค้าเสรีชินโจวมีอาณาเขต 58.19 ตารางกิโลเมตร ติดกับฮ่องกง มาเก๊า กวางตุ้ง และอาเซียน และเป็นสถานีศูนย์กลางแห่งที่ 12 ของประเทศ

นครเฉิงตู
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู

ท่าเรือแห่งนี้ประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ดำเนินงานเกี่ยวกับท่าเรือ การขนถ่ายสินค้าในปี 2562 มากถึง 1.05 ล้านตู้ และการขนถ่ายสินค้ารายวันกว่า 20 ขบวน โดยสินค้านำเข้าและส่งออกส่วนใหญ่ คือ รถยนต์ เบียร์และไวน์ สินค้าแปรรูป

เนื่องจากนโยบายและความได้เปรียบด้านพื้นที่ของเขตท่าเรือชินโจว ดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศได้ โดยข้อมูลปี 2562 ในช่วงครึ่งปีแรก มีการลงนามความร่วมมือทั้งสิ้น 47 โครงการ มูลค่าการลงทุนสูงถึง 4,063,400 ล้านหยวน การลงทุนในโครงการมากกว่า 100 ล้านหยวน เปิดตัวไปแล้วกว่า 9 โครงการใหญ่ มูลค่าการลงทุนรวม 325,200 ล้านหยวน ในด้านเส้นทางและการขนส่งทางเรือรวมถึงทางรถไฟ มีการสร้างท่าเทียบเรือ 39 แห่งและมีการเปิดเส้นทางการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั้งในและต่างประเทศทั้งสิ้น 42 เส้นทาง ซึ่งครอบคลุมท่าเรือที่สำคัญทั้งหมดในเอเชียและประเทศในแถบอาเซียน

ด้วยศักยภาพในระดับนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ท่าเรือแห่งนี้จะเป็นแหล่งนำเข้าและส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่อยู่ตามแนว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน–อาเซียน และครอบคลุมถึง 42 ท่าเรือในประเทศอาเซียน โดยในปี 2560 สินค้าชุดแรกที่ขนส่งจากไทยมายังท่าเรือแห่งนี้ ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว นมอัดเม็ดรสทุเรียน เครื่องต้มยำ หมอนยางพาราและของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสินค้าชุดแรกได้รับความสนใจจากตลาดในจีนอย่างมาก

ในอีก 5 ปีข้างหน้า คาดว่าท่าเรือนี้จะเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าเกี่ยวกับอาหารแช่แข็ง เช่น ปีกไก่แช่แข็ง ขาไก่แช่แข็ง อาหารทะเล ผลไม้จากไทย และคาดว่าจะมีปริมาณการขนส่ง 3,000 ตู้ต่อปี น้ำหนักโดยประมาณ 72,000 ตัน ซึ่งเป็นการผลักดันเส้นทางการค้าเชื่อมจีน–อาเซียน ที่มีราคาถูกและประหยัดเวลามากที่สุด


เชื่อมโยงทุกการค้า เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกของไทย กับ “หรงโอว+” และนครเฉิงตู

โครงการพัฒนาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กับพื้นที่ EEC นอกจากดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC แล้ว ยังเป็นโอกาสดีที่จะใช้ประโยชน์จากนโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของจีน เชื่อมต่อกับ “หรงโอว+” และ Chengdu International Railway Port ในการกระจายสินค้าไปทั่วจีน ยุโรป เอเชียกลาง และส่วนอื่นๆ ของโลก ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

เศรษฐกิจระบบราง

ทั้งนี้ จากการประชุมหารือระหว่างผู้แทนของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตูและผู้บริหารของเขตการค้าเสรีชิงไป๋เจียง นครเฉิงตู เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ผู้บริหารของเขตเศรษฐกิจการค้าเสรีฯ แจ้งด้วยว่า พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการนำเข้าสินค้าผ่านท่าเรือชินโจวมายังนครเฉิงตู โดยเสนอให้ไทยจัดตั้งองค์กรความร่วมมือด้านธุรกิจโลจิสติกส์ที่เขตการค้าเสรีแห่งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างไทยและจีนโดยตรง

เพราะในปัจจุบัน มีสินค้าไทยจำนวนไม่น้อยที่ส่งผ่านเส้นทางนี้ อาทิ หมอนยางพารา น้ำผลไม้ตราชบา สินค้าเถ้าแก่น้อย ข้าวหอมมะลิ อย่างไรก็ตาม สินค้าไทยที่ส่งออกยังถือว่ามีปริมาณน้อย จึงมีความสนใจที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเขตชิงไป๋เจียงกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกของไทย (EEC) ด้วย


ที่มา : บทความ เรื่อง “จับตา : นครเฉิงตูจะเชื่อมกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทยได้หรือไม่ (ตอนที่ 1) เผยแพร่ใน เว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (11 NOV 2019) (รวบรวมข้อมูล/บทวิเคราะห์โดยศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน นครเฉิงตู)


ตามดูยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของไทยกับนานาประเทศทั่วโลก กันต่อ

BIG 3 ยึดฐานตะวันออกชิงดำ EV OF ASEAN

ฐานการผลิต ‘ยานยนต์สมัยใหม่’ แห่งภูมิภาค ฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อมของไทย

สตาร์ทอัพระดับ ‘ยูนิคอร์น’ ฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ลุ้นไปด้วยกันกับความร่วมมือ และ การระดมทุนรอบใหม่ของ บริษัท อินโนสเปซ ที่ใหญ่กว่าเดิม