เปิดโฉมหน้า เจ้าของ Beall’s List ผู้กุมชะตา “วารสารวิชาการ” (ตอนแรก)

517

แม้จะมีตัวชี้วัดมากมายในทั่วทุกมุมโลก สำหรับการตีพิมพ์บทความวิชาการและบทความวิจัยลงในวารสารวิชาการ

แต่มาตรฐานสำคัญของตัวชี้วัดคุณภาพบทความและโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือคุณภาพวารสารวิชาการก็คือ Impact Factor

Impact Factor หรือ I.F. เป็นการวัดค่าความถี่ของการอ้างอิง (Citations หรือที่เรียกย่อๆ ว่าไซท์) บทความจากวารสารวิชาการเล่มต่างๆ ในแต่ละปี

พูดอีกแบบก็คือ การคำนวณค่า Impact Factor หมายถึง การสรุปค่าความถี่ที่บทความในวารสารวิชาการนั้นๆได้รับการอ้างถึงหรือถูกนำไปใช้

Impact Factor จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการประเมินคุณภาพ เปรียบเทียบ และจัดอันดับวารสารวิชาการเพื่อช่วยประกอบในการพิจารณาตัดสินใจจัดหาและบอกรับวารสารของห้องสมุด

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ยังสามารถใช้ Impact Factor ในการประเมินคุณภาพสถาบันการศึกษาที่เป็นเจ้าของวารสารวิชาการได้อีกด้วย

เหตุผลก็คือ ค่า Impact Factor บ่งบอกได้ถึงคุณภาพของบทความวิชาการและบทความวิจัยที่เขียนโดยบรรดานักวิจัยภายใน และฝีไม้ลายมือการพิจารณาบทความและการทำวารสารของกองบรรณาธิการวารสารวิชาการในสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

โดยการจัดอันดับวารสารวิชาการ (Journal Rankings) นั้น เป็นการนำสถิติการอ้างอิงบทความ จากวารสารวิชาการจากทั่วทุกมุมโลก มาผ่านการนำมาคำนวณค่า Impact Factor

รวมทั้ง นำค่าอื่นๆ เช่น Cited Half-Life และ Immediacy Index มาพิจารณาประกอบกัน โดยได้มีการรวบรวมและสรุปไว้ในคู่มือ Journal Citation Report (JCR) ซึ่งจัดทำโดย Institute Scientific Information (ISI) มาตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน เป็นประจำทุกปี

สำหรับแวดวงวารสารวิชาการในบ้านเรา เพื่อการก้าวให้ทันวงการวารสารวิชาการระดับสากล จึงได้มีการสร้างมาตรฐานวารสารวิชาการของตนเองขึ้นมา

เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐาน I.F. ในแวดวงวารสารวิชาการ ระดับโลก และเพื่อใช้เป็นมาตรฐานสำหรับวงการวารสารวิชาการของไทย

ที่นอกจากเหตุผลในด้านของการใช้ภาษาไทยในการเขียนบทความวิชาการและบทความวิจัย ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมมีการอ้างอิงบทความภาษาไทยในปริมาณที่น้อยถึงน้อยมาก

เหตุผลต่อมาก็คือการสร้างเครือข่าย หรือประชาคมวารสารวิชาการของไทย เพื่อยกระดับเทียบเท่ามาตรฐานของวารสารวิชาการในระดับสากลนั่นเอง

อันนำมาสู่การจัดตั้ง ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย หรือ Thai-Journal Citation Index Centre หรือที่เรียกย่อๆ และเป็นที่ติดปากกันในปัจจุบันว่า TCI

ที่นำเรื่องราวของ I.F. มาเขียนถึงก็เนื่องมาจากว่า ทุกวันนี้โลกวิชาการเขาสู้กันด้วย I.F. ของวารสารวิชาการ ว่าวารสารวิชาการของใครจะมี I.F. สูงกว่ากัน

เพราะค่า I.F. ที่สูง หรือที่ต่ำ ของวารสารวิชาการคือตัวชี้วัดคุณภาพของวารสารวิชาการแต่ละเล่ม

และ I.F. ก็คือข้อตกลงกลางในแวดวงวารสารวิชาการระดับสากล

ความเป็นข้อตกลงกลางของ I.F. ได้นำไปสู่การจัดอันดับค่าอิทธิพลของวารสารวิชาการหรือ Journal Impact Factor และนำไปสู่การสร้างฐานข้อมูลวารสารวิชาการระดับโลก ซึ่งมีมากมาย

ตัวเด่นๆ ก็เช่น ฐานข้อมูลวารสารวิชาการ Scopus, Thomson Reuter, ERIC, ACI และ ISI ส่วนฐานข้อมูลวารสารวิชาการของไทยนั้น นักวิชาการทุกคนต้องรู้จักคำว่า TCI

tci-thailand.org

TCI หรือ Thai-Journal Citation Index Centre (ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย) เป็นหน่วยงานที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวงการวิชาการไทย

TCI เป็นหน่วยงานผู้กำหนดมาตรฐานวารสารวิชาการไทยซึ่งได้จัดแบ่งวารสารวิชาการ TCI” ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ TCI1, TCI2 และ TCI3

แต่กลุ่มซึ่งเป็นงานที่ชี้เป็นชี้ตายของนักวิชาการทั้งประเทศ โดยเฉพาะนักวิจัยระดับ Junior ซึ่งหมายถึง นิสิต นักศึกษา ก็คือวารสารวิชาการ ที่เรียกกันว่า “TCI กลุ่ม 1”

สภาวะชี้เป็นชี้ตายของวารสารวิชาการที่เรียกกันว่า “TCI กลุ่ม 1” ก็คือการผ่านด่านหินของ Peer Review ผู้มีหน้าที่พิจารณาบทความวิชาการของประเทศ

ส่วนในต่างประเทศ มีการจัดแบ่ง Ranking “วารสารวิชาการออกเป็น 4 กลุ่ม คือ Quartile 1, Quartile 2, Quartile 3 และ Quartile 4

Quartile 1 ก็เหมือน TCI กลุ่ม 1 คือมีหน้าที่และบทบาท ซึ่งสามารถชี้เป็นชี้ตายนักวิชาการ และนักวิจัย ในระดับสากล ไม่ต่างจากนักวิชาการ และนักวิจัยไทย


(โปรดติดตามตอนจบ)