ดิจิทัล เมดิคัลฮับ และ ผู้สูงวัย 3 ธุรกิจมาแรง ส่งไทยให้เนื้อหอมในสายตา JETRO พร้อมดึงนักธุรกิจญี่ปุ่นลงทุนร่วมกัน

591

เป็นที่น่ายินดีที่ในปีนี้ โครงการ ‘Jetro Innovation Program’ ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้วในประเทศไทย โดย องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร (JETRO) ซึ่งพาผู้ประกอบการสตาร์ทอัพญี่ปุ่น 7 รายมาร่วมออกบูธและจัดงานเจรจาจับคู่ธุรกิจ โดยปีนี้ได้เจาะไปที่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมมาแรงของไทย อย่างอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์และผู้สูงอายุ โดยเจโทรนำบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาทั้งหมด 7 ราย แบ่งเป็น 4 ราย จากด้านดิจิทัล และอีก 3 รายจากด้านการแพทย์และผู้สูงอายุ

โดยโครงการนี้นับเป็นการเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยได้ทำความรู้จักและร่วมเจรจาธุรกิจ หาแนวทางความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนกับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในภาคอุตสาหกรรมเดียวกัน นอกจากนั้น JETRO ยังอาสามาเป็นสื่อกลางจัดทำโครงการสนับสนุนการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างครบวงจร โดยได้มีการจัดงานเจรจาธุรกิจของโครงการโดยเฉพาะอย่างเป็นรูปธรรมด้วย


เปิดแผนยุทธศาสตร์ JETRO ประเทศไทย ตัวกลางนำธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น มาเจอกัน บนเส้นทางการทำธุรกิจร่วมกัน

นายอัตสึชิ ทาเคทานิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO ประจำประเทศไทย อธิบายถึงแนวทางที่เจโทรใช้ในการสนับสนุนธุรกิจระหว่างไทย-ญี่ปุ่นว่า

นายอัตสึชิ ทาเคทานิ

“การสนับสนุนสตาร์ทอัพญี่ปุ่นของรัฐบาลไม่ได้เกิดจากการให้เงินสนับสนุน แต่เป็นการให้โอกาสในการแข่งขันอย่างเสรี รวมถึงการให้องค์ความรู้และการให้คำปรึกษา ซึ่งการที่เจโทรจัดงานจับคู่ทางธุรกิจขึ้นมา นับเป็นการขยายโอกาสการลงทุนในต่างประเทศให้กับสตาร์ทอัพโดยไม่จำเป็นต้องสนับสนุนด้วยเงินทุน เนื่องจากการทำเช่นนั้นเป็นเพียงการสนับสนุนการลงทุนระยะสั้น เกิดผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่าและยั่งยืน”

“โดยขณะนี้ ญี่ปุ่นมีสตาร์ทอัพในระดับ ‘ซูเปอร์สตาร์’ หรือระดับที่เกือบเป็น ‘ยูนิคอร์น’ ที่ได้รับเงินสนับสนุนมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 140 บริษัท โดยทางรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าให้มีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นให้ได้ถึง 200 บริษัท ภายในปี 2566 นี้”

สำหรับประเทศไทย เจโทรมองว่ามีตลาดดิจิทัลที่ใหญ่มากในภูมิภาคอาเซียน น่าจับตามอง และมีการเจริญเติบโตในด้าน FinTech เช่น การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังทุ่มเทกับนโยบายการเติบโตในระยะยาว ‘Thailand 4.0’ ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลอย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจึงเกิดโอกาสและมีแนวโน้มการพัฒนาธุรกิจด้านนี้ค่อนข้างดี และที่ผ่านมา ไทยยังมีชื่อเสียงทางด้านการรักษาพยาบาล สังเกตได้จากจำนวนชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ด้านการรักษาพยาบาล โอกาสในการพัฒนาทางธุรกิจด้านนี้จึงชัดเจนขึ้นด้วย

ด้วยเหตุนี้ เจโทร ประเทศไทย จึงวางมาตรการส่งเสริมความร่วมมือด้านการทำธุรกิจระหว่าง 2 ประเทศไว้ ดังนี้

  • ทำความร่วมมือกับ Accelerator ท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในวงการสตาร์ทอัพของไทย จัดทำโครงการสนับสนุนการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในประเทศไทยอย่างครบวงจร ด้วยการจัดงานเจรจาธุรกิจของโครงการโดยเฉพาะ ภายในงาน CEBIT ASEAN Thailand
  • นำเสนอเมนูการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ระหว่าง 2 ประเทศ อาทิ โครงการ ‘Bootcamp’ บ่มเพาะความพร้อมล่วงหน้าก่อนมาที่ประเทศไทย และโครงการ Mentoring แบบส่วนตัวกับ Accelerator ท้องถิ่น โดยเน้นการติวเข้มในการปรับ Pitch ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงยังมีเมนูสนับสนุนอื่นๆ ทั้งก่อนและหลังการจัดงาน
  • สร้างความเข้าใจต่อตลาดไทยให้มากยิ่งขึ้นแก่บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะมีความเข้าใจเป็นอย่างดีต่อข้อมูลต่างๆ ในประเทศไทย เช่น สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มของวงการสตาร์ทอัพในไทย วิธีการเจาะตลาดสำหรับสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ หรือจุดควรระวังสำหรับการเจาะตลาด ผ่านเซสชั่นต่างๆ ในโครงการ
  • ชี้โอกาสในการเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการรับมือกับตลาดโลก การทำให้ธุรกิจเป้าหมายเห็นชัดเจนว่า จุดแข็งและจุดอ่อนของบริการของบริษัทตนคืออะไร จุดต่างของตนกับบริษัทอื่นอยู่ตรงไหน โมเดลการสร้างกำไรเป็นอย่างไร รวมถึงจะใช้วิธีใดในการสื่อสารและการแสดงออกที่จะสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นไปยังอีกฝ่าย เพื่อให้เข้าถึงปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศในอนาคต

ทำความรู้จัก 7 ธุรกิจดาวรุ่งจากญี่ปุ่น พร้อมร่วมทุนกับธุรกิจไทยบนเส้นทางร่วมพัฒนาธุรกิจ

ดังที่กล่าวมาว่า โครงการ ‘Jetro Innovation Program’ ในปีนี้ ได้ชักชวนสตาร์ทอัพจากญี่ปุ่น 7 บริษัท ซึ่ง 4 บริษัท มีนวัตกรรมเซอร์วิสด้านไอทีและดิจิทัล อีก 3 บริษัทเป็นนวัตกรรมด้านการแพทย์ ที่พร้อมมาร่วมทุนและพัฒนาธุรกิจร่วมกัน โดยแต่ละสตาร์ทอัพจากแดนอาทิตย์อุทัย ล้วนประกอบธุรกิจที่น่าสนใจใน 3 อุตสาหกรรมดาวเด่นที่ไทยกำลังเดินหน้าพัฒนา ดังนี้

https://spectee.co.jp/

Spectee” ให้บริการแจ้งเตือน ภัยธรรมชาติ รายงานข้อมูลอุบัติเหตุและสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยใช้เทคโนโลยีเอไอวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฉพาะข้อความแจ้งเหตุบนทวิตเตอร์มีกว่า 500 ล้านครั้งต่อวันในญี่ปุ่น จึงต้องพึ่งพาเอไอในการวิเคราะห์ แล้วนำข้อมูลมาให้บริการแบบรายเดือนผ่านแดชบอร์ด ลูกค้าหลักที่ใช้บริการในปัจจุบันคือหน่วยงานรัฐบาลญี่ปุ่น สำนักข่าว สื่อมวลชน และบริษัทที่ให้บริการด้านการขนส่ง รวมประมาณ 260 รายในญี่ปุ่น

https://abejainc.com/ja/

Abeja” มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี Deep Learning และแพลตฟอร์มเอไอ สำหรับให้บริการวิเคราะห์ระบบงานในองค์กรเพื่อนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ปัจจุบันให้บริการกว่า 150 องค์กรในหลากหลายธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน นอกจากในประเทศญี่ปุ่นแล้ว บริษัทมีสาขาในสิงคโปร์ โดยมีจุดมุ่งหมายที่ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

https://studist.jp/

Studist” แอปพลิเคชันสร้างคู่มือการทำงานที่มี interface ใช้งานง่ายบนสมาร์ทโฟน ทดแทนคู่มือที่เป็นเล่มเอกสาร คนในองค์กรสามารถแชร์ข้อมูลวิธีการทำงานและจุดที่ควรระมัดระวังได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ยกระดับการสื่อสารและคุณภาพของผลผลิตในองค์กร โดยกลุ่มลูกค้าคือองค์กรในอุตสาหกรรมการผลิตและร้านอาหาร รวมประมาณ 2,700 รายทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ โดยเมื่อต้นปี 2561 ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย มีผู้ใช้บริการ 33 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทย จึงต้องการขยายฐานลูกค้าเข้าหาผู้ประกอบการไทย

https://soramitsu.co.jp/

Soramitsu” ให้บริการด้านฟินเทคโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ที่ผ่านมาได้ให้บริการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลและพัฒนาระบบการโอนเงินผ่านสมาร์ทดีไวซ์ให้กับธนาคารแห่งชาติกัมพูชา เพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนที่ไม่มีบัญชีธนาคาร ขณะที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน

https://www.visgene.com/

VisGene” ชุดตรวจสอบไวรัสไข้เลือดออกจากจีโนม ก่อตั้งโดยกลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า วิจัยและพัฒนาเทสต์คิตตรวจโรคไข้เลือดออก จากชุดของดีเอ็นเอที่บรรจุอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์หรือจีโนม เครื่องมือนี้แสดงผลภายใน 15 นาที ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบรวมถึงเก็บข้อมูลจีโนมของเชื้อไข้เลือดออกในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงทดสอบใช้ที่ รพ.นครนายก จุดประสงค์เพื่อให้ทราบการติดเชื้อไข้เลือดออกได้อย่างทันท่วงที เพื่อรักษาได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ด้วยค่าใช้จ่ายในการตรวจที่ไม่สูง

AIVS” ให้บริการเซ็นเซอร์ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ ทั้งที่อยู่ที่บ้านและโรงพยาบาล จุดเด่นอยู่ที่เซ็นเซอร์รับแรงกดและแรงสั่นสะเทือนของเตียง ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถส่งข้อมูล เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนไหว จึงช่วยลดอุบัติเหตุจากการตกเตียง เซ็นเซอร์ที่ให้ส่งสัญญาณไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟ และมีการส่งข้อมูลให้กับกล่องรับสัญญาณที่เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อแจ้งเตือนได้

https://xcoo.jp/

Xcoo” (เท็นคู) โปรแกรมเอไอวิเคราะห์มะเร็งจากจีโนมหรือในนิวเคลียสของเซลล์ เพื่อวิเคราะห์ประเภทของโรคมะเร็งที่นำไปสู่การกำหนดแนวทางการรักษาที่แม่นยำ โดยทำวิจัยที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว รวมถึงในไทย โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลและศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (ทีเซลส์) จุดเด่นอยู่ที่การใช้ Chrovis ซึ่งเป็นโปรแกรมเอไอที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจีโนมที่มีปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ


เมื่อได้รู้จักกับสตาร์ทอัพทางฝั่งญี่ปุ่น ที่ตั้งใจมาร่วมขยายธุรกิจกับทางฝั่งไทยแล้ว ทำให้มีความหวังขึ้นมาได้ว่า หากความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นความสำเร็จอีกขั้นของความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่จะทำให้ธุรกิจไทยพัฒนาไปได้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม


ที่มา : รายงานข่าวเรื่อง “เศรษฐกิจดิจิทัล-สูงวัย-เมดิคัลฮับ ปัจจัยไทยเนื้อหอมดูด JETRO” เผยแพร่ใน เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ 27 พฤศจิกายน 2562 โดย ลักษณ์ วุฒิศักดิ์


อัปเดตความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ แรงส่งให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาไปต่อได้แบบไม่สะดุด

จับตาดู อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อประตูการค้าเปิด ‘นครเฉิงตู’ จะเชื่อมกับ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย

สตาร์ทอัพระดับ ‘ยูนิคอร์น’ ฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม ลุ้นไปด้วยกันกับความร่วมมือ และ การระดมทุนรอบใหม่ของ บริษัท อินโนสเปซ ที่ใหญ่กว่าเดิม

บทพิสูจน์ความร่วมมือ อมตะ & มหิดล กับการลงเสาเข็ม SMART Community ครบวงจร แห่งแรกของภาคตะวันออก