หากเราพิจารณาจำนวนสถาบันอุดมศึกษาบนโลกใบนี้ จากการเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติของ Times Higher Education จะพบว่า จักรวาลนี้มีมหาวิทยาลัยอยู่ทั้งหมดราว 25,000 แห่งจาก 195 ประเทศ
โดยในประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่และความเป็นประเทศใหญ่ในความหมายของขนาดเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา จีน แคนาดา รัสเซีย หรืออินเดีย ต่างมีจำนวนสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 2,000 แห่งขึ้นไปทั้งสิ้น
ซึ่งในจำนวนมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยประมาณ 25,000 แห่งดังกล่าว ก็ได้มีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาหรือ World University Rankings ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยแต่ละมหาวิทยาลัยต่างพากันลุ้นผลกันตัวโก่ง ว่าในแต่ละวงรอบการประเมินนั้น สถาบันอุดมศึกษาของตนจะขึ้นหรือลงจากอันดับที่ว่า
โดยไม่ต้องคาดเดาก็พอจะนึกกันออก ว่าในบรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกนั้น ไม่ว่าจะจัดอันดับกันกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หรือกี่ปีต่อกี่ปี ชื่อชั้นของ Oxford, CAL Tech, Cambridge, Stanford, MIT, Princeton, Harvard, Yale, U of Chicago, Imperial College, U of Pennsylvania, Johns Hopkins และ Columbia นั้น ล้วนหมุนเวียนกันอยู่ใน 10 อันดับแรกเสมอ

ด้วยรากฐานวิทยาการที่เก่าแก่ และการปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัยอยู่เสมอ ที่สำคัญที่สุดก็คือ สถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้ ได้ดำเนินการตามตัวชี้วัดการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกตลอดมา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ
เนื่องจากมาตรฐานของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่มีคุณภาพเหล่านี้ ได้เลยหน้าการจัดอันดับมานานแล้ว ส่งผลให้ ไม่ว่าจะจัดอันดับกันกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หรือกี่ปีต่อกี่ปี ชื่อชั้นของมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็จะต้องพากันหมุนเวียนอยู่ใน 10 อันดับแรกเสมอนั่นเองครับ
มหาวิทยาลัยไทย จัดอันดับกี่ครั้งยังอยู่ที่เดิม
แฟนพันธุ์แท้ “สาลิกา” ที่ติดตามข่าวการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ทุกครั้งคงได้ผ่านตาชื่อของสถาบันการศึกษาของไทยที่ติดอันดับเข้าไปอยู่เสมอ โดยปีล่าสุดซึ่งสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากก็คือ “มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” ดังที่คุณศักดิ์ชัย พฤฒิภัค ได้เขียนบทความ ช็อคโลกอุดมศึกษา… “แม่ฟ้าหลวง” เบียดแซง “จุฬาฯ”

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เกณฑ์การจัดอันดับ หรือ Methodology จำนวน 5 ด้าน ซึ่งถือเป็น “ด่านหิน” สำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่รากไม่ลึกไม่แข็งแรงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการจัดการเรียนการสอนโดยธรรมชาติอย่างเต็มรูปแบบก็อาจไม่ได้คะแนนในด้านที่ 4 คือ “ความเป็นนานาชาติ” จากสายตาคนภายนอกที่มองเข้าไป (International Outlook: Staff, Students, Research) ซึ่งถือเป็น “จุดตาย” จุดหนึ่งของมหาวิทยาลัยไทยมาช้านาน
แม้หลายสถาบันจะมี “หลักสูตรนานาชาติ” ซึ่งมักมีคำถามตามมาเสมอว่า “นานาชาติ” จริงหรือไม่ และตรงตามตัวชี้วัด หรือเข้าเกณฑ์ของ Times Higher Education World University Rankings มากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร นิสิต-นักศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “งานวิจัย” ในระดับ “นานาชาติ”
แม้ว่า “ความเป็นนานาชาติ” จะมีการให้น้ำหนักเพียง 7.5% เมื่อเทียบกับด้านอื่นๆ โดยเฉพาะ 3 ด้านแรกที่มีค่าถ่วงน้ำหนักมากถึงด้านละ 30% ด้วยกันกล่าวคือ
- Teaching: The Learning Environment หรือ คุณภาพการสอน และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ของนิสิต-นักศึกษา
- Research: Volume, Income, Reputation หรือ คุณภาพงานวิจัย ปริมาณงานวิจัย รายได้ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัย และชื่อเสียงของงานวิจัย/สถาบันวิจัย
- Citations: Research Influence หรือ การอ้างอิงในงานวิจัย และการนำงานวิจัยของสถาบันไปใช้อ้างอิง

หากพิจารณาจากเกณฑ์ทั้ง 3 ด้าน จะพบว่า ต่างมีฐานคิดที่เชื่อมโยงกับด้านที่ 4 คือ “ความเป็นนานาชาติ” ทั้งสิ้น เพราะหากสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ของนิสิต-นักศึกษายังอยู่ใน “บริบทไทย” ก็ยากจะได้คะแนน หรือการนำงานวิจัยของสถาบันไปใช้อ้างอิง ซึ่งถ้ายังตีพิมพ์กันเฉพาะบทความภาษาไทยก็ยากที่จะถูกอ้างอิง ซึ่งจะนำไปสู่ชื่อเสียงของงานวิจัยในระดับนานาชาติในที่สุด
ดูๆ ไป จะเห็นได้ว่าตัวชี้วัดทั้ง 4 ด้าน ที่นอกจากจะสร้างปัญหาให้กับการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของไทยแล้ว มาดูในด้านที่ 5 ซึ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีกก็คือ Industry Income: Knowledge Transfer หรือ รายได้ทางอุตสาหกรรม จากนวัตกรรมซึ่งเป็นสิ่งใหม่ในวงวิชาการที่มหาวิทยาลัยได้คิดค้นขึ้น มีค่าน้ำหนัก 2.5% นี่ก็เป็นอีก “จุดตาย” หนึ่งไม่แพ้กัน
“จุดตาย” มหาวิทยาลัยไทย เด็กเกิดน้อย-คนรุ่นใหม่ Mindset เปลี่ยน
หากไม่นับ “การออกนอกระบบ” ของมหาวิทยาลัย ที่นำไปสู่การดิ้นรนหารายได้ของแต่ละสถาบันอุดมศึกษาในยุคไร้งบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐ ปัญหาเด็กเกิดน้อยยิ่งมาซ้ำเติมการแย่งชิงนิสิต-นักศึกษาให้เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยของตน ประกอบกับค่านิยมคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ไม่สนใจเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาอีกแล้ว ซึ่งต่างจากในอดีต
ปัญหาเหล่านี้ กำลังบีบให้มหาวิทยาลัยต่างๆ สร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า คือนิสิต-นักศึกษา ทั้งสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน ต่างก็ตกอยู่ในวังวนเดียวกันในปัจจุบัน
หลายแห่งอาจลืมไปว่า ยังมีช่องทางอีกมากที่จะนำนิสิต-นักศึกษาเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย หากมองอย่างแคบ การเกิดขึ้นของ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” หรือ EEC ที่ต้องการกำลังคนเกือบ 500,000 คน เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ “12 อุตสาหกรรมใหม่” ยังไม่นับ “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ” ที่กำลังจะตามมา

และเมื่อมองออกไปจากขอบเขตประเทศไทย หลายแห่งอาจลืมไปแล้ว ว่าการเกิดขึ้นของ “ประชาคมอาเซียน” ได้เปิดกว้างสำหรับ “8 อาชีพเสรี ASEAN” อันได้แก่ สถาปนิก วิศวกร แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักบัญชี ช่างสำรวจ และบุคลากรภาคบริการ การท่องเที่ยว โดยหากสถาบันการศึกษาดำเนินกลยุทธ์เพื่อผลิตกำลังแรงงานเพื่อป้อนให้ใน “ประชาคมอาเซียน” ซึ่งมีประชากรและกำลังซื้อมากถึง 600 ล้านคน ก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งจะนำมหาวิทยาลัยไทยไปสู่ Global University ได้อีกทาง
โดยเฉพาะหากพิจารณาจากปริมาณนักศึกษาชาวจีนในปัจจุบันที่นิยมเข้ามาเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาในไทยไม่น้อยกว่า 30,000 คนต่อปี เนื่องจากที่นั่งในมหาวิทยาลัยในจีนไม่เพียงพอกับปริมาณประชากร
ซึ่งถ้าสถาบันอุดมศึกษาในบ้านเราปรับหลักสูตรอย่างเข้มข้นเพื่อรองรับนักศึกษาจีน และพัฒนาการจัดการเรียนการสอนขยับขึ้นไปสู่ตัวชี้วัดตามเกณฑ์ของ Times Higher Education World University Rankings ทั้ง 5 ข้อข้างต้นอย่างรัดกุม และวางยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้เป็น “ธงนำ” มหาวิทยาลัยไทย ก็อาจสามารถยกระดับไปสู่ความเป็น Global University ได้ในอนาคต
อ่านบทความเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของวงการการศึกษา และแนวทางรับมือ
ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน : Skills Mismatch ทักษะงานไม่ใช่ แก้ได้ด้วยโมเดล ‘มหาวิทยาลัยบรรษัท’










