สาลิกาคาบข่าว Vol.338/62

174

นายกฯ เปิดเทอร์มินอล 2 อู่ตะเภา รับผู้โดยสาร 5 ล้านคนต่อปี เสริมศักยภาพอีอีซีฮับภูมิภาค

www.thaigov.go.th

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยอง พัทยา โดยมีพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธีเปิด พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนการท่าอากาศยานอู่ตะเภา และพลเรือโทกฤชพล เรียงเล็กจำนงค์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา ให้การต้อนรับ ผู้บัญชาการทหารเรือกล่าวรายงานว่า ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2532 รวมระยะเวลา 30 ปี ปัจจุบันรองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 2 ล้านคนต่อปี มีจำนวนเที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศประมาณปีละ 15,000 เที่ยวบิน เป็นเหตุให้อาคารพักผู้โดยสารเกิดความแออัด ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ ดังนั้นท่าอากาศยานอู่ตะเภาจึงได้ก่อสร้างอาคารพักผู้โดยสารแห่งที่ 2 เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสาร 3-5 ล้านคนต่อปี ให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของธุรกิจการบินในประเทศ และเชื่อมโยงการเดินทางสู่พื้นที่ภาคตะวันออก พร้อมสนับสนุนยกระดับพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาค

สุวิทย์ เคาะแนวทาง ปั้นแรงงาน 4.75 แสนตำแหน่ง รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซี

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน การประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางอีอีซีโมเดล ครั้งที่ 1/ 2562 โดยที่ประชุมได้พิจารณา ความคืบหน้าในการพัฒนาบุคลากรใน อีอีซี ในระยะเวลา 2 ปี ตามหลักการ Demand Driven ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ดำเนินการวิเคราะห์และสรุปความต้องการกำลังคนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญใน อีอีซีโดย คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC-HDC) พบว่าในช่วง 5 ปี (2562-2566) มีความต้องการแรงงานทักษะสำคัญ จำนวน 475,793 อัตรา และอุตสาหกรรม 3 อันดับแรกที่มีความต้องการมากที่สุด ได้แก่ ดิจิทัล โลจิสติกส์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ตามลำดับ โดยการขับเคลื่อนครั้งนี้ยึดแนวทางการทำงานร่วมกันในแบบบูรณาการ 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยเน้นปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาให้เป็นแบบ Demand Driven ซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรและการศึกษายุคใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการ ทั้งนี้ EEC-HDC ตั้งเป้าหมายว่า ภายในระยะเวลา 5 ปี ต้องปฏิรูปหลักสูตรของสถานศึกษาในพื้นที่ อีอีซี ให้เป็นไปตามหลักสูตรตามแนวทาง อีอีซี โมเดล อย่างน้อย 80%

ผู้ประกอบการโอด ขึ้นค่าแรงมีผลทำให้โรงงานปิดตัว บีบหนักหันใช้หุ่นยนต์

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานและประธานคณะกรรมการสายแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การหารือไตรภาคีเรื่องค่าแรงขั้นต่ำก่อนหน้ามีการเสนอตัวเลขการปรับขึ้นค่าแรงเฉลี่ย 10-15 บาทต่อวัน แต่ล่าสุดได้มีการทบทวนใหม่และเห็นว่าหากจำเป็นต้องปรับขึ้นควรจะขึ้นเพียงเล็กน้อย 5-6 บาทต่อวัน แต่อย่างไรก็ตาม สถานภาพของแต่ละโรงงานนั้นตอบยาก บางรายอาจอยู่ในภาวะลำบากแม้ขึ้นเพียง 1 บาทต่อวัน ก็มีผลกระทบให้ตัดสินใจปิดโรงงานได้ ขณะที่การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ต้องการให้คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ที่จะประชุม 6 ธ.ค.นี้ชะลอการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำออกไปก่อน หรือหากต้องขึ้นก็ขอให้ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่ควรถึง 10-15 บาทต่อวัน เพราะหากขึ้นมากจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการหันไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนมากขึ้น

นักศึกษาอังกฤษสร้างพลาสติกจากเศษปลา คว้ารางวัลชนะเลิศ James Dyson Award

สำนักข่าว วอยซ์ ออฟ อเมริกา รายงานว่า Lucy Hughes นักศึกษาหญิงชาวอังกฤษวัย 23 ปี ได้รับรางวัลชนะเลิศ James Dyson Award พร้อมเงิน 41,000 ดอลลาร์ โดยเธอได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า MarinaTex ซึ่งเป็นโครงการก่อนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Sussex ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการวิจัยและสร้างขึ้นจากปลาเหลือทิ้งกับสาหร่าย ซึ่งสามารถนำมาใช้แทนถุงพลาสติกหรือภาชนะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ ด้วยแรงบันดาลใจที่ต้องการจะลดปริมาณขยะพลาสติกในมหาสมุทรซึ่งมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเธอได้พบรายงานฉบับหนึ่งระบุว่าภายในปี พ.ศ. 2593 มหาสมุทรจะมีปริมาณพลาสติกมากกว่าปริมาณปลา จากขยะอุตสาหกรรมการประมงซึ่งถูกทิ้งปีละประมาณ 50 ล้านตันทั่วโลก สำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความทนทานเช่นเดียวกับพลาสติกทั่วไป แต่สามารถย่อยสลายได้ใน 4-6 สัปดาห์ภายใต้สภาวะปกติ และไม่ก่อให้เกิดมลพิษในดินและน้ำแต่อย่างใด

กรุงเทพฯ หวิดแซงฮ่องกง เมืองยอดฮิตนักท่องเที่ยวประจำปี 2019 ‘ภูเก็ต-พัทยา’ ติดท็อป 20

บริษัทวิจัยด้านการตลาด Euromonitor International ของอังกฤษ เปิดเผยรายงานการจัดอันดับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม 100 อันดับประจำปี 2019 โดยวัดจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังแต่ละเมืองในปี 2018 และประมาณการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2019 ปรากฏว่า กรุงเทพมหานคร ติดอันดับ 2 (24,177,500 คนในปี 2018 / 25,847,800 คนในปี 2019) ภูเก็ต อันดับ 15 (10,550,700 คนในปี 2018 / 10,965,200 คนในปี 2019) พัทยา อันดับ 18 ส่วนอันดับ 1 เมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากที่สุด ได้แก่ ฮ่องกง (29,262,700 คนในปี 2018 / 26,716,800 คนในปี 2019) แม้จะเกิดความวุ่นวายจากการประท้วงจนนักท่องเที่ยวลดลงถึง 8.7% ก็ยังมากกว่าอัน 2 ซึ่งก็คือ กรุงเทพฯ 869,000 คน และสำหรับ 100 เมืองยอดฮิต ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นเมืองในทวีปเอเชียที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ตามด้วยยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

5G เปลี่ยนเทคโนโลยีปี 2020 เชื่อมระบบสุขภาพแบบเรียลไทม์

เทเลนอร์ รีเสิร์ช เปิดเผยการเกิดขึ้นของระบบ 5G จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญแห่งเทคโนโลยีในปี 2020 เนื่องจากนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องอย่าง AI และ IoT จะถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางมากขึ้น และสามารถเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง บียอน ทาล แซนเบิร์ก หัวหน้าศูนย์วิจัยเทเลนอร์ หน่วยงานวิจัยภายใต้เทเลนอร์กรุ๊ปกล่าวว่า ในปี 2020 วาระสำคัญของโลกเทคโนโลยีคือการนำระบบ 5G มาให้บริการเชิงพาณิชย์แก่ประชาชน ซึ่งจะไม่ใช่เพียงเรื่องความเร็วของการรับ-ส่งข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมต่อกับร่างกายมากกว่าที่เคยเป็นมา ในปี 2020 ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะได้สัมผัสเทคโนโลยี IoT ด้านสุขภาพและการแพทย์ที่ผนวกเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ สามารถจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับร่างกายได้อย่างเรียลไทม์ เช่น ระบบความดัน ปริมาณออกซิเจนในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้แต่การกรนหรือการหายใจขณะหลับ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการรักษาให้ดียิ่งขึ้น เช่น เมื่อระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น อุปกรณ์ IoT ที่ได้รับการพัฒนาจะลดเวลาการอ่านค่าอินซูลินและฉีดยาเข้าร่างกายได้อย่างทันท่วงที

ญี่ปุ่นเปิดบริการแท็กซี่ไร้คนขับ รับส่งนักกีฬาแข่งขันโอลิมปิก 2020

ยานยนต์สมัยใหม่

ญี่ปุ่น ประเทศเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว เตรียมเปิดให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับและรถขับเคลื่อนอัตโนมัติรูปแบบอื่นๆ ที่พัฒนาโดยบริษัทโตโยต้าและนิสสันกว่า 100 คัน บริเวณรอบสนามต่างๆ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องก่อนผลักดันให้มีการใช้งานจริงทั่วประเทศภายในปี 2025 โดยผู้บริหารโตโยต้ามองว่า โตเกียว 2020 คือโอกาสดีในการแสดงเทคโนโลยียานยนต์ของบริษัททั้งยานพาหนะปลอดมลพิษ, หุ่นยนต์, APM (ยานพาหนะขนาดเล็กสำหรับเคลื่อนย้ายผู้โดยสารระยะสั้น) รวมถึงรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งจะขยายระยะเวลาการทดสอบในโตเกียวไปจนถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในญี่ปุ่นที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ การนำเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับมาให้บริการถือเป็นการลดความเสี่ยงบนท้องถนนได้ทางหนึ่ง แม้ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรถยนต์ไร้คนขับของญี่ปุ่นจะตามหลังสหรัฐอยู่มาก เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐาน แต่เมื่อรัฐบาลปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคเพื่อรองรับก็ทำให้อุตสาหกรรมนี้ในญี่ปุ่นพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ดึงดูดให้ผู้พัฒนาทั่วโลกมาร่วมทดสอบเทคโนโลยีรถไร้คนขับในญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ อาทิ รถไฟฟ้าขนาดเล็กที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เทคโนโลยีแผนที่ 3 มิติ ตลอดจนระบบจัดการจราจร