Digital-Only Banks ธนาคารดิจิทัลไร้สาขา โมเดลธุรกิจใหม่ที่ยังต้องรอการพิสูจน์

187

Digital-Only Banks เป็นกลุ่มธนาคารยุคใหม่ สามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท ตามโมเดลธุรกิจซึ่งเล็งกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันออกไป


สำหรับประเทศไทยที่อุตสาหกรรมธนาคารมีการให้บริการผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายอยู่แล้ว ธนาคาร Digital-Only ต้องเผชิญกับความท้าทายไม่น้อยในการที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตในประเทศไทย

ทั้งนี้ เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ขณะที่หากเป็นผู้เล่นรายใหม่อาจมีต้นทุนสูงในช่วงเริ่มต้น หากปราศจากโมเดลธุรกิจที่ชัด ก็คงมีโอกาสประสบความสำเร็จยากตามไปด้วย

ธนาคาร Digital-Only คืออะไร?

ธนาคาร Digital-Only หรือ Neobanks คือธนาคารซึ่งไม่มีสาขาในโลกจริง แต่อยู่บนโลกดิจิทัลทั้งหมด ต่างจากการที่ธนาคารดั้งเดิมเปิดให้บริการบนอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางให้บริการเสริม หรือที่เรียกว่า Internet/Online Banking ทั้งนี้ ธนาคารในรูปแบบดังกล่าว ปรากฏขึ้นแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แอฟริกาใต้ อังกฤษ ฮ่องกง จีน และสิงคโปร์

ธนาคาร Digital-Only มีความแตกต่างจากธนาคารดั้งเดิมทั้งในช่องทางการให้บริการ และในลักษณะประเภทการบริการที่มักจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อยกระดับการบริการ ยกตัวอย่าง ธนาคาร Digital-Only จะมีขั้นตอนการเปิดบัญชีที่ใช้การพิสูจน์ตัวตนลูกค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยลูกค้าไม่ต้องยื่นเอกสารเสริม และอาจช่วยคำนวณค่าใช้จ่ายในลักษณะ Real-Time ให้ลูกค้าธนาคารทราบว่า ณ ปัจจุบัน การใช้จ่ายของลูกค้ามีแนวโน้มจะเกินงบหรือไม่

ในการประเมินความแตกต่างของธนาคาร Digital-Only จากธนาคารดั้งเดิมนี้ขึ้นกับโมเดลธุรกิจของ Digital-Only ซึ่งจากข้อมูลที่มี ณ ขณะนี้ สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก จากเป้าหมายการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต่างกันออกไป ได้แก่

  • ประเภทแรก ธนาคาร Digital-Only ที่เน้นการให้บริการลูกค้ารายได้ต่ำถึงปานกลางที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Digital-Only A)
  • ประเภทที่สอง ธนาคาร Digital-Only ที่มีกลุ่มลูกค้าทับซ้อนกับธนาคารพาณิชย์และมุ่งเป็นทางเลือกในการทำธุรกรรมที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าสำหรับผู้บริโภค (Digital-Only B)

โมเดลธุรกิจตอบโจทย์ได้แค่ไหน?

สำหรับธนาคาร Digital-Only ประเภทแรกนั้น มักเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาที่ ณ ปัจจุบัน ความก้าวหน้าเชิงเทคโนโลยีได้ล้ำหน้าการพัฒนาเชิงโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ส่งผลตามมาให้ประเทศเหล่านั้นมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สูงกว่าการเข้าถึงบริการการเงินผ่านช่องทางดั้งเดิม

ยกตัวอย่างในกรณีประเทศเวียดนาม ซึ่งมีการรายงานในปี 2561 ว่า อัตราประชากรที่มีบัญชีธนาคารอยู่ที่ 30.8% ในขณะที่อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 70.0%

ทั้งนี้ แม้การเข้าถึงบริการธนาคารผ่านอินเทอร์เน็ตมีศักยภาพที่จะเพิ่มการเข้าถึงบริการธนาคารในประชากรทั่วไปได้มาก แต่การที่ธนาคาร Digital-Only จะตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ จะต้องมีต้นทุนที่อยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้สามารถคิดค่าบริการที่ไม่แพงจนเกินกำลังของกลุ่มประชากรรายได้น้อย ในขณะเดียวกัน ก็ต้องตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการใช้บริการที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าบริการทางการเงินนอกระบบด้วย

ยกตัวอย่าง TymeBank ธนาคาร Digital-Only ในประเทศแอฟริกาใต้ ที่ไม่คิดค่าบริการสำหรับค่าบริหารบัญชีรายเดือน การถอนเงินฝาก หรือการถอนเงินผ่าน POS หรือคิดค่าบริการในเครือที่ต่ำกว่าค่าบริการของธนาคารหลักในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความสะดวกในการลงทะเบียนใช้บริการในระดับหนึ่ง โดยสามารถทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยหมายเลขโทรศัพท์และหมายเลขบัตรประชาชน แทนที่จะต้องเดินทางเข้าไปที่สาขาเช่นในกรณีธนาคารดั้งเดิม

สำหรับธนาคาร Digital-Only อีกประเภทหนึ่ง (Digital-Only B) ที่วางบทบาทการเป็นทางเลือกใหม่สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ทับซ้อนกับธนาคารดั้งเดิมค่อนข้างมากนั้น มักอยู่ในประเทศที่มีการเข้าถึงบริการทางการเงินจากธนาคารในระบบสูงอยู่แล้ว โดยธนาคาร Digital-Only จะต้องมีความได้เปรียบเชิงอัตราค่าบริการอย่างเห็นได้ชัด มีเงื่อนไขการใช้บริการที่ยืดหยุ่น และอาจต้องมีการนำเทคโนโลยีมายกระดับการให้บริการ

เช่น Ally Bank ซึ่งเป็นธนาคาร Digital-Only ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอัตราค่าบริการผ่านเครือข่ายของธนาคารต่ำกว่าธนาคารดั้งเดิมทั่วไป มีบริการคืนเงินในกรณีที่ถอนเงินผ่านช่องทางของธนาคารอื่น อีกทั้งมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าธนาคารดั้งเดิมอย่างชัดเจน นอกจากนี้ Ally ได้นำเทคโนโลยีมาเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้บริการในหลายวิธี เช่น การให้ขึ้นเช็คด้วยการถ่ายรูปเช็คบนโทรศัพท์มือถือ และการเชื่อมต่อระบบธนาคารเข้ากับ Alexa ซึ่งเป็นโปรแกรมสั่งงานด้วยเสียงของ Amazon


ความท้าทายสำหรับการเติบโตในไทย?

แม้ในปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ได้เปิดให้มีใบอนุญาตธนาคารประเภทดังกล่าวเป็นการเฉพาะ แต่ในหลักการแล้ว หากธนาคารดิจิทัล สามารถช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับประชากรในพื้นที่ห่างไกล หรือเพิ่มทางเลือกในการใช้บริการทางการเงินในคุณภาพและราคาที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้ โมเดลธุรกิจดังกล่าวจึงควรจะได้รับการส่งเสริม อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ธนาคาร Digital-Only คงตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้ในเกณฑ์จำกัด ทั้งนี้เพราะหลายปัจจัย ได้แก่

ประเด็นการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการเปิดช่องทางการบริการใหม่อย่างเดียว ณ ปัจจุบัน ประชากรไทยมีระดับความพร้อมด้านดิจิทัลที่ดี ดังสะท้อนผ่านอัตราการเข้าถึง Smartphone และอัตราการใช้บริการทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตในระดับที่สูงซึ่งอยู่ที่ 71% ของประชากรผู้ใหญ่และ 74% ของกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ตามลำดับ ซึ่งอาจดูเสมือนจะเป็นโอกาสสำหรับธนาคาร Digital-Only แต่ประชากรไทยก็ไม่ได้ประสบปัญหาการเข้าถึงการบริการทางการเงินในภาพกว้างที่การเปิดช่องทางการเข้าถึงการบริการแบบออนไลน์ร้อยเปอร์เซนน่าจะช่วยแก้ไขได้อย่างมีนัยสำคัญ

จุดนี้เห็นได้จากผลสำรวจการเข้าถึงบริการทางการเงินภาคครัวเรือนของ ธปท. ปี 2561 ซึ่งพบว่า

สัดส่วนครัวเรือนที่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินเพิ่มขึ้นจาก 97.3% ในการสำรวจปี 2559 เป็น 98.7% เมื่อคำนึงถึงสัดส่วนประชากรที่ตกอยู่ใต้เส้นยากจน และมีรายได้ต่ำกว่า 2,667 บาท/เดือน อยู่ที่ 8.61% สำหรับปี 2559 (ปีล่าสุดที่มีการเก็บสถิติ) จะเห็นได้ว่า การที่มีประชากรบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน คงไม่ได้เนื่องมาจากประเด็นช่องทางบริการเป็นหลัก เช่นระยะทางจากสาขาธนาคาร แต่คงสืบเนื่องมาจากประเด็นด้านรายได้มากกว่าเช่นกัน

ปัญหาในการเข้าถึงบริการสินเชื่อมาจากปัญหาด้านรายได้ของประชากรต่างจังหวัด ซึ่งทำให้โมเดลการปล่อยสินเชื่อที่สำเร็จต้องอาศัยหลายองค์ประกอบที่มากไปกว่าการนำเสนอช่องทางให้บริการใหม่ๆ แต่ต้องมีการใช้ข้อมูลประเมินคุณภาพเครดิตที่ดี มีการส่งเสริมวินัยการเงิน ไปจนถึงการแก้ปัญหาด้านรายได้ภาคเกษตร เป็นต้น

ธนาคารพาณิชย์ไทยมีการให้บริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว โดยธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด 5 ราย ทั้งหมดมีช่องทางทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้การที่ธนาคาร Digital-Only จะเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค ก็จะมีแต่ในขั้นตอนการเปิดบัญชี หรือการทำธุรกรรมบางชนิด ที่ทางธนาคารดั้งเดิมระบุให้ผู้บริโภคต้องทำที่สาขา กระนั้นก็ดี ก่อนที่ผู้เล่น Digital-Only จะเข้ามาในประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์บางรายได้ทดสอบและเตรียมให้บริการเปิดบัญชีโดยใช้การสแกนใบหน้า ภายใต้ Sandbox ของธปท. ซึ่งปูทางสำหรับการที่ผู้เปิดบัญชีจะไม่ต้องเข้ามาที่สาขาเพื่อเปิดบัญชีในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการนำ Big Data มาผสมผสานกับ Machine Learning ในการนำเสนอสินเชื่อ รวมถึงการใช้ข้อมูล IoT ในการคิดเบี้ยประกันสุขภาพ ทั้งนี้การที่ธนาคารพาณิชย์ใช้เทคโนโลยียกระดับบริการของตนเองอยู่แล้ว ทำให้ช่องว่างในตลาดสำหรับผู้เล่น Digital-Only ลดลงไปพร้อมกัน


สายป่านไม่ยาวก้าวลำบาก

ต้นทุนในการทำธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ในตลาดที่มีการเข้าถึงการบริการทางการเงินในระดับสูงอยู่แล้ว หากธนาคาร Digital-Only รายใหม่จะเติบโตทางธุรกิจได้ หากไม่ใช่ในด้านความสะดวกหรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการให้บริการ จะต้องมีความแตกต่างของผลตอบแทน ค่าบริการ ‘อย่างมีนัยสำคัญ’ เมื่อเทียบกับช่องทางปัจจุบัน

แต่การติดตั้งระบบ Digital-Banking นั้น มีค่าใช้จ่ายสูงในตอนเริ่มแรก ทางธนาคารกลางแห่งสหรัฐฯได้ทำวิจัยช่วงสามปีแรกด้านการประกอบการของธนาคาร Digital-Only และพบว่า เมื่อคิดเป็นสัดส่วนสินทรัพย์ของธนาคารแล้ว ทั้งต้นทุนด้านบุคลากรและด้านอุปกรณ์ของธนาคารที่ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว กลับสูงกว่าธนาคารโมเดลดั้งเดิมที่มีสาขา สะท้อนต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในการติดตั้งระบบ และค่าแรงที่สูงกว่าสำหรับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี ซึ่งในมุมมองของประเทศไทยแล้ว การที่ประชากรไทยโดยรวมมีทักษะดิจิทัลในเกณฑ์ปานกลาง ตกอยู่ที่อันดับ 49 จาก 63 ประเทศในการจัดอันดับของ IMD ในปี 2562 อาจทำให้ผู้เล่นที่จะเข้ามาทำธนาคาร Digital-Only มีต้นทุนด้านบุคลากรสูงยิ่งขึ้นไปอีก ความสามารถในการเติบโตด้านรายได้จำกัด

แม้ในกรณีที่ธนาคาร Digital-Only เลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ทับซ้อนกันกับสถาบันการเงินในระบบโดยคาดหวังว่า จะสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือธนาคารดั้งเดิม หรือยกระดับบริการอย่างมีนัยสำคัญในสายตาผู้บริโภค แต่ธนาคาร Digital-Only เน้นโมเดลการให้บริการการเงินพื้นฐาน เช่น การรับฝากเงิน การทำธุรกรรมโอนเงิน-ชำระเงิน ที่ยังเพิ่มมูลค่าเพิ่ม (Value-Added) ได้จำกัด โมเดลธุรกิจลักษณะนี้ จะทำให้โอกาสการเติบโตด้านรายได้จำกัดตามไปด้วย

ยกตัวอย่าง กรณีศึกษาในสหราชอาณาจักร สำหรับธนาคาร Digital-Only จำนวน 30 ราย ช่วงครึ่งแรกของปี 2561-2562 พบว่า แม้ต้นทุนการให้บริการต่อลูกค้าของธนาคาร Digital-Only จะต่ำกว่าธนาคารดั้งเดิมกว่า 3-8 เท่า แต่ลูกค้าที่มีรายได้สูงยังเลือกฝากเงินส่วนใหญ่กับธนาคารดั้งเดิม ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจและต่อยอดบริการทางการเงินได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วทำให้ธนาคาร Digital-Only ในสหราชอาณาจักรยังขาดทุนเฉลี่ย 9.00 ปอนด์ ต่อลูกค้าแต่ละราย


จะไปได้ไกลต้องมีพันธมิตรขั้นเทพ

การจะสามารถผ่านข้อจำกัดข้างต้นไปได้ โดยเฉพาะหากค่าบริการและความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ของ ธนาคารดิจิทัล ไม่ได้ต่างจากธนาคารดั้งเดิมมากอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ต้องอาศัยตัวช่วยจากองค์ประกอบธุรกิจอื่นๆ(Ecosystem) ที่มีความพร้อมเพื่อรุกตลาดในประเทศ

ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือธนาคาร Digital-Only ที่มีความเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซ ในกรณี WeBank ของ Tencent ในจีน, ธนาคาร Digital-Only จาก Grab Financial บริษัทการเงินในเครือของ Grab ยักษ์ใหญ่ที่เริ่มมาจาก Ride-Hailing หรือ ธนาคาร Digital-Only จาก Razer ผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม e-Sports ภายใต้ชื่อ Razer Fintech ทั้งนี้การที่ผู้เล่นเหล่านี้มีฐานธุรกิจอื่นๆ เป็นทุนเดิมและมีความได้เปรียบด้านข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่อยู่ ช่วยให้สามารถดึงดูดลูกค้าหรือผู้บริโภคที่ใช้บริการอื่นอยู่แล้วต่อยอดการใช้งานมาสู้บริการเสริมใหม่ รวมถึงบริการทางการเงินได้

ซึ่งในมิติของธุรกิจสินเชื่อ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีฐานข้อมูลการทำธุรกรรมของลูกค้า ยกตัวอย่าง เช่น Grab ก็มีแนวโน้มที่จะสามารถต่อยอดจากข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายประจำวัน จากการสั่งซื้ออาหารจนถึงการใช้บริการรถของผู้บริโภคเพื่อประเมินคะแนนเครดิตในการนำเสนอสินเชื่อส่วนบุคคลได้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าธนาคารดั้งเดิม ทำให้กรณีธนาคาร Digital-Only ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นบริการเสริมต่อยอดระบบนิเวศ หรือ Banking-as-a-Service (BasS) เป็นกระแสการแข่งขันที่มีแนวโน้มจะกระทบธนาคารดั้งเดิมมากกว่าธนาคาร Digital-Only ที่เป็นสตาร์ทอัพเจาะจงธุรกิจการเงินโดยเฉพาะ


โตได้หรือไม่ ยังต้องพิสูจน์

โดยสรุป โมเดลธุรกิจธนาคาร Digital-Only ยังคงต้องได้รับการพิสูจน์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความได้เปรียบเชิงต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภคช่องทางดิจิทัล ที่อาจไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สร้างกำไรได้เทียบเท่ากับกรณีช่องทางสาขา นอกจากนี้ ยังคงมีคำถามในประเด็นประโยชน์เชิงสังคมสำหรับประชากรไทยที่มีอัตราการเข้าถึงบริการทางการเงินสูงอยู่แล้ว และประเด็นด้านการกำกับที่ทางการยังต้องตอบให้ได้

สำหรับประเทศไทย โมเดลที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างดี จะต้องไม่เพียงเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยช่องทางใหม่ หรือให้บริการด้วยอัตราบริการที่ถูกกว่าช่องทางปัจจุบันอย่างเดียว แต่ต้องเป็นโมเดลธุรกิจที่ยกระดับการบริการด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ให้ความสะดวกเหนือการบริการผ่านช่องทางปัจจุบัน รวมทั้งช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารดั้งเดิม และสามารถตอบโจทย์ประเด็นการเข้าถึงบริการสินเชื่อในต้นทุนที่ไม่แพง ภายใต้กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งผู้เล่นที่น่าจะทำเช่นนี้ได้คงต้องอาศัยศักยภาพที่สูงกว่าสตาร์ทอัพทั่วไป หรือต้องเป็นผู้เล่นระดับแพลตฟอร์มที่มีความพร้อมมากกว่า

ณ ปัจจุบัน ตัวอย่างผู้เล่นแพลตฟอร์มที่มีความพร้อมดังกล่าว ต่างอยู่ในขั้นตอนได้รับการพิจารณาการสมัครขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคาร Digital-Only ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงบริบทของประเทศไทย ทางการไทยคงต้องพิจารณาหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องรอบด้าน อาทิ การคุ้มครองผู้บริโภค การแข่งขันที่เป็นธรรม รวมถึงประเด็นเชิงเสถียรภาพต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจในระยะยาว โดยหากสามารถทำได้อย่างเหมาะสมและมีสมดุล ในที่สุดแล้วผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย ก็คงจะได้รับอานิสงส์จากกระแสการพัฒนาเชิงเทคโนโลยีซึ่งรวมถึงตัวเลือกใหม่อย่างเช่นธนาคาร Digital-Only ด้วยช่องทางการบริการที่สะดวกมากขึ้น ต้นทุนถูกลง และให้ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อมากกว่าในอดีต


ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย