แนวคิดใหม่ KM “การจัดการความรู้เชิงอรรถศาสตร์” Semantic-Based Knowledge Management

325

Semantic-Based Knowledge Management เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้วครับ


Semantic-Based Knowledge Management ได้รับการเปิดประเด็นโดย John Davies, Marko Grobelnik และ Dunja Mladenic

โดยทั้ง 3 คน ร่วมกันเขียนหนังสือ Semantic Knowledge Management: Integrating Ontology Management, Knowledge Discovery, and Human Language Technologies เมื่อปี ค.ศ. 2008 ครับ

Semantic Based

Semantic-Based Knowledge Management แปลตรงตัวคือ “การจัดการความรู้เชิงความหมาย” แต่อ่านแล้ว ก็คงต้องไปหาความหมายของคำแปลอีกที ผมจึงขอแปลว่า “การจัดการความรู้เชิงอรรถศาสตร์”

ซึ่งความหมายทั่วไปของคำว่า “อรรถศาสตร์” นั้น แปลว่า “วิชาที่เกี่ยวกับความหมาย”  หรือ “การตีความทางความหมาย”

โดยหากเปิด “พจนานุกรมคำศัพท์คอมพิวเตอร์” ก็จะพบการแปลคำว่า “อรรถศาสตร์” ว่า “วิชาที่ว่าด้วยสัมพันธภาพระหว่างคำกับสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมหรือชุดคำสั่ง”

“ภารกิจหลัก” ของ Semantic-Based Knowledge Management คือ “การได้มาซึ่งความรู้ในเชิงลึก” หรือ Deep Knowledge โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการนำองค์ความรู้เฉพาะสาขา หรือ Domain Knowledge ไปใช้งาน

โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ยุค Web 4.0 แล้ว Semantic-Based Knowledge Management เป็น “สารตั้งต้น” สำหรับการสร้าง “ฐานความรู้” สำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Ontology

Ontology หมายถึง รูปแบบองค์ความรู้เฉพาะสาขา หรือ Domain Knowledge ครับ

โดย Ontology มีองค์ประกอบจากความรู้ 2 ส่วน ประกอบไปด้วย

  1. วิศวกรความรู้ หรือ Knowledge Engineers และ
  2. ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง Domain Experts

ซึ่งเป้าประสงค์ของ Ontology ก็คือ การนำความรู้เฉพาะสาขาไปสร้างเป็นฐานความรู้เพื่อประยุกต์ใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่หลากหลาย ดังที่กล่าวไป

โดยงานนี้จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เรียกว่า “วิศวกรรมความรู้” หรือ Knowledge Engineering

“วิศวกรรมความรู้” หรือ Knowledge Engineering มีหน้าที่พัฒนาระบบ รวบรวม จัดเก็บ และแบ่งปันองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา นำไปประยุกต์เข้ากับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

โดยเฉพาะเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต หรือ Web 4.0 เพื่อเป็นการจัดการความรู้สำหรับการเรียกใช้งานได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น และมีความเป็นอัตโนมัติมากขึ้น

ในปัจจุบัน มีโปรแกรมภาษาที่ใช้ในการพัฒนา Ontology เพื่อให้สามารถแบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลบน Web หลายตัวครับ

อาทิ มาตรฐาน OWL หรือ Web Ontology Language มาตรฐาน RDF หรือ Resource Description Framework ภาษา XML หรือ Extensible Markup Language และมาตรฐานการอ้างอิงข้อมูล URI หรือ Uniform Resource Identifier

โดยทุกวันนี้ สถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างน้อย 2 แห่งได้สร้างเครื่องมือสำหรับสนับสนุนการพัฒนา Ontology คือ โปรแกรม Protege ของ Stanford University และโปรแกรม Hozo ของ Osaka University

ดังที่กล่าวไปแล้ว ว่าภารกิจหลักของ Semantic-Based Knowledge Management คือการเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ยุค Web 4.0 แม้ว่าโดยตัวของมันเองคือ Semantic จะมีสถานะเพียง Web 3.0 ก็ตาม

โดยหากเราย้อนไปดูความหมายของ Web 1.0 (ค.ศ. 1990-2000) ซึ่งคือยุคเริ่มต้นของ Web ที่มีลักษณะ Broadcasting หรือ One-way Communication

มาจนถึงยุค Web 2.0 (ค.ศ. 2000-2010) คือห้วงเวลาปัจจุบันของ Social Network

ส่วน Web 3.0 (ค.ศ.2010-ค.ศ.2020) หรือ Semantic Web จะมีลักษณะการทำงานในลักษณะเครือข่ายเชิงอรรถศาสตร์ หรือ Semantic Network อาทิ Intelligent Agent หรือ Semantic Search

และ Web 4.0 (ค.ศ.2020-ค.ศ.2030) คือ Symbiotic Web หรือเว็บไซต์ที่ทำงานแบบ Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วคือการทำงานของโปรแกรม Siri ใน iPhone

Semantic-Based Knowledge Management จึงเป็นการกรุยทางไปสู่การสร้าง Semantic Search Engine ที่ต่างจากแนวคิด Search Engine ที่เราใช้กันในปัจจุบันอย่าง Google ครับ

ซึ่ง Google ที่ขณะนี้เป็นเพียง Text-Based Information และ Content-Based Information ส่วน Semantic Search Engine นั้นจะเป็น Term-Based Information ครับ

ความแตกต่างระหว่าง Search Engine กับ Semantic Search Engine สามารถยกตัวอย่างง่ายๆ ได้ว่า

ถ้าเป็น Search Engine ธรรมดา เมื่อเราค้นคำว่า “รถยนต์” Search Engine จะไปนำข้อมูลที่มีคำว่า “รถยนต์” มานำเสนอให้เรา

แต่หากเป็น Semantic Search Engine นอกจากจะได้ข้อมูลที่มีคำว่า “รถยนต์” ยังแถม “ยี่ห้อรถยนต์” ให้เราอีกด้วย เช่น TOYOTA HONDA นั่นเองครับ

ยิ่งถ้าเป็น Symbiotic Web ก็จะยิ่งฉลาดกว่า Semantic Web เข้าไปอีก

เพราะหากเป็น Symbiotic Web แล้ว หากเราค้นหาคำว่า “รถยนต์” นอกจากจะให้ข้อมูลคำว่า “รถยนต์” กับเราแล้ว ยังแถม “ยี่ห้อรถยนต์” คือ TOYOTA และ HONDA

มิหนำซ้ำ ยังพ่วง “มอเตอร์ไซค์” HONDA ให้เราอีกด้วยนะครับผม