ความรักชาติ นัยสำคัญและความรู้สึกที่ไม่ใช่มโนธรรม

237

ความแตกต่างกันในด้านจุดยืนทางความคิดต่อการเลือกแนวทางพัฒนาประเทศ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการต่อสู้ทางความคิดของคู่แข่งทางการเมือง โดยจะเกิดกลุ่มก้อนหรือจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มตนเอง ดังตัวอย่างการต่อสู้ทางความคิดที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดในศตวรรษที่ผ่านมา น่าจะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) และ เลออน ทรอตสกี้ (Leon Trotsky) ซึ่งกินเวลาเกือบยี่สิบปี


ทรอตสกี้เป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ และผู้ที่พ่ายแพ้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่า ทรยศต่อชาติและไม่เป็นนักปฏิบัตินิยม

ในช่วงของการต่อสู้กัน กลุ่มผู้ที่สนับสนุนทรอตสกี้ต่างถูกกวาดล้าง ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของประชาชน พร้อมกันนั้น คนในครอบครัวต่างก็ถูกเนรเทศไปยังพื้นที่กันดาร

หลังจากช่วงฟื้นความทรงจำครั้งใหม่ในปลายศตวรรษที่ยี่สิบได้มีการตีความกันใหม่เรื่องการต่อสู้ด้านแนวคิดเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งได้ข้อสรุปว่านักการเมืองกลุ่มที่เสียชีวิตไปไม่ได้มีทรัพย์สินบริวารของตนเองและต่างตกระกำลำบาก

แต่สิ่งที่ต่อสู้กันคือ จุดยืนทางความคิดของการแสวงหาแนวทางพัฒนาประเทศที่เป็นของตนเอง ไม่ได้ทรยศชาติ ในทางตรงกันข้าม เป็นผู้เสียสละ มีแต่สมองและความคิดที่ทิ้งไว้ให้แก่คนทั่วไปศึกษา

ถ้าอย่างนั้น ความรักชาติคือทางเลือกสุดท้ายของใคร?

ถึงตอนนี้ก็มีการตั้งคำถามกันเพราะในประวัติศาสตร์ที่บอบช้ำจากอุดมการณ์ก่อให้เกิดการทำลายล้างและคุกคามสิทธิพื้นฐานทางความคิด เช่น วรรณกรรมทางความคิดที่พบได้ในงานของ ลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) ระบุไว้ในหัวข้อความรักชาติและรัฐบาลว่า เป็นความรู้สึกผิดทางศีลธรรม เพราะแทนที่จะยอมรับว่าตัวเองเป็นบุตรของพระเจ้าตามศาสนาคริสต์ที่สอนเรา หรือแม้ว่าเราเป็นเสรีชนที่นำทางโดยเหตุผล หากคนทุกคนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความรักชาติยอมรับว่า ตัวเองเป็นบุตรของแผ่นดินพ่อ ทาสของรัฐบาลและกระทำการตรงกันข้ามกับความคิดและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตนเอง

ผู้อ่านส่วนใหญ่เข้าใจว่าตอลสตอยไม่มีความรักชาติ แน่นอน ตัวเขาเองไม่เคยถือว่าความรักชาติเป็นความรู้สึกน่าอับอาย เพราะตอลสตอยเองก็เป็นคนรักชาติที่มีความกระตือรือร้น แต่ทำไมคำพูดของเขาจึงถูกนำมาใช้เพื่อลบหลู่ความรักชาติ

แท้จริงแล้วเขาเห็นว่า ความรักชาติจากตัวแทนอำนาจรัฐมักจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของเผด็จการอย่างกว้างขวางในรัสเซีย แม้ภายใต้ระบอบซาร์ ซึ่งเขาเห็นว่าความรักชาตินั้นเป็นทางเลือกสุดท้ายของจอมวายร้าย ซึ่งตรงนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญของตอลสตอย แต่นักวิจารณ์วรรณกรรมชาวอังกฤษอย่าง ซามูเอล จอห์นสัน (Samuel Johnson) มีข้อสงสัยว่าทำไมผู้รักชาติและจอมวายร้ายถึงเป็นแบบเดียวกัน?

ผู้รักชาติ คือคนที่มีพฤติกรรมสาธารณะ ถูกกำหนดโดยแรงจูงใจเพียงอย่างเดียว คือ ความรักต่อประเทศของเขา ผู้ซึ่งอยู่ในฐานะตัวแทนในรัฐสภาไม่มีความหวังส่วนตัว ไม่กลัว ไม่มีความปรารถนาดี ไม่มีความโกรธ แต่มันนำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน

ในยุคของจอห์นสัน ชาวอังกฤษผู้ก่ออาชญากรรมต้องการหลีกเลี่ยงการถูกจองจำหรือตะแลงแกง จึงใช้ช่องโหว่ของความเป็น “ผู้รักชาติ” นั่นคือ การซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังวาทกรรมความรักชาติ อาชญากรที่ถูกจับมีสิทธิ์ที่จะไปที่อาณานิคมของอังกฤษเพื่อแลกกับการอภัยโทษ

ความรักชาติเป็นที่หลบภัย ซึ่งตรงกับที่ลีโอ ตอลสตอย เคยระบุว่า ความรักชาติมักจะใช้กับผู้ติดสินบนผู้ที่ยักยอกเงินและคนร้ายในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ซ่อน “ความสกปรก” ไว้เบื้องหลังความรักชาติ ดังนั้น ผู้ที่ใช้แนวคิดของความรักชาติเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองและการค้าของพวกเขา จึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบ้านเกิดของพวกเขา พวกเขาเพียงแต่หวังแค่ประชาชนจะใช้ความสามารถ ความแข็งแกร่งและชีวิตของพวกเขาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติ

คำถามที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ตอลสตอยยังระบุว่า ความรักชาตินั้นเป็นคำถามที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ในขณะเดียวกัน มักจะถูกแทนที่โดยความจงรักภักดี ความรักที่มีต่อมาตุภูมิ และความจงรักภักดีต่อกลไกรัฐ อำนาจรัฐ และตอนนี้เจ้าหน้าที่รัฐก็มักจะเชื่อมโยงรัฐกับบ้านเกิดเมืองนอน

หากได้ยินจากเจ้าหน้าที่รัฐกล่าวถึงความรู้สึกรักชาติและความเสียสละของตัวเอง ให้รู้ว่าเขาหมายถึง ผลประโยชน์ส่วนตัวและความเป็นอยู่ที่ดีของงานราชการ นั่นคือ “ความรักชาติแบบข้าราชการ” ซึ่งมีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นความรักที่มีต่อรัฐ ผู้รักชาติไม่สามารถเป็นบุคคลที่มีมากกว่าหนึ่งสัญชาติ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เขาจะปกป้องบ้านเกิดเมืองนอน จะเป็นผลประโยชน์ของใคร? และใครได้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง?

ในที่สุดตอลสตอยได้พบกับความจริงในงานที่เขาเขียนขึ้นชื่อ ศาสนาคริสต์กับความรักชาติ เมื่อวันที่ 17 เดือนมีนาคม ปี 1894 ว่าความรักชาติในความหมายที่เรียบง่ายชัดเจนและไม่ต้องสงสัยเลยก็คือ ไม่มีอะไรอื่น นอกจากเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ปกครองในฐานะ เครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายที่หิวโหยและเห็นแก่ตัว แต่สำหรับผู้ที่ปกครอง มันเป็นการสละศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เหตุผล มโนธรรม
ดังนั้น ผู้ปกครองจึงเทศน์ทุกที่ที่มีการเทศน์เกี่ยวกับความรักชาติ

ความรักชาติ คือสัญญาที่รับปากไว้กับประชาชนก่อนลงคะแนน

ในยุคสมัยใหม่ การถกเถียงกันในด้านความรักชาตินั้นขึ้นอยู่กับระบบสังคมการเมืองที่กำหนดขึ้น หากเป็นระบบสังคมที่มีตัวแทนมาจากประชาชน ควรทำความเข้าใจว่า สัญญาทั้งหมดที่รับปากกับผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียง ถ้าได้รับมติจากเสียงส่วนใหญ่ นี่คือความตั้งใจที่จะถืออำนาจหลังจากการเลือกตั้ง

แต่หลักใหญ่ใจความก็คือ นำพลเมืองของรัฐออกจากความยากจน เพื่อทำให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างมีอนาคต ความรักชาติที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากความรักและความเคารพต่อครอบครัวหนึ่ง (พ่อแม่และบรรพบุรุษ) ความรับผิดชอบต่อลูกหลาน (ลูกๆ) ความซื่อสัตย์ต่อเพื่อนและญาติ และหากคุณซื่อสัตย์ต่อสังคม สังคมก็จะซื่อสัตย์กับคุณ

นี่คือจุดเริ่มต้นของความรักชาติ หากต้องการขยายขอบเขตความรักชาติ ให้เริ่มจากครอบครัวของคุณก่อน


 

 

เรื่อง : รศ.ดร.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย