จำนวน “เหรียญทอง” สะท้อนคุณภาพ “ประชากร”

465

แม้เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDG) ทั้ง 17 ข้อของ “องค์การสหประชาชาติ” จะไม่ได้เอ่ยถึง “กีฬา” โดยตรง แต่ภาพสะท้อนสำคัญของนโยบายการ “พัฒนาทรัพยากรมนุษย์” ในแต่ละประเทศนั้น

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “กีฬา” เป็นตัวชี้วัดสำคัญหนึ่งของคุณภาพ “ประชากร”

เหตุผลหลักก็คือ ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่า “กีฬา” มักถูกจัดลำดับความสำคัญเอาไว้ท้ายๆ ของกรอบงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลแต่ละชาติ ทว่า เมื่อประเทศต่างๆ ไปรวมกันบนเวทีการแข่งขันในมหกรรมกีฬาใหญ่

ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอลโลก โอลิมปิก ฟุตบอลยูโร เอเชียนเกมส์ ฟุตบอลเอเชียนคัพ ฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซีเกมส์ ที่กำลังแข่งขันกันอยู่

ประเทศต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญระดับเอาเป็นเอาตาย หมายมั่นปั้นมือจะชูถ้วยแชมป์และกระเสือกกระสนก้าวสู่ตำแหน่งจ้าวเหรียญทองจากรายการแข่งขันระดับนานาชาติที่กล่าวมาด้วยกันทั้งสิ้น

ไม่เฉพาะสนามใหญ่ประลองกำลังระดับจักรวาล อย่างฟุตบอลโลก โอลิมปิก และฟุตบอลยูโร ที่มูลค่าลิขสิทธิ์สัญญาณการถ่ายทอดสดแพงมหาศาล

“กีฬา” ภายในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกันฟุตบอล NFL และบาสเก็ตบอล NBA ของสหรัฐอเมริกา

หรือฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ รวมถึงฟุตบอลลีกยุโรปชั้นนำ ที่ทุกวันนี้ “กีฬา” เหล่านั้นได้กลายเป็น Sport Entertainment ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนใน “ธุรกิจกีฬาข้ามชาติ” ที่ประมาณค่ามิได้


คุณภาพ “ประชากร” วัดกันที่ “อันดับ” ใน “ตารางเหรียญ”

แม้บางชาติจะนำ “กีฬา” ไปอยู่หมวดเดียวกับ “วัฒนธรรม” ซึ่งทั้ง 2 สาขานี้ก็มีชะตากรรมคล้ายกัน คือมักถูกจัดลำดับความสำคัญรั้งท้ายในกรอบงบประมาณ

และหลายประเทศก็ใส่ “กีฬา” ไปในกำกับดูแลของ “กระทรวงศึกษา” บ้างก็ “กระทรวงเยาวชน” โดยเฉพาะประเทศไทยมาแปลกกว่าใครเพื่อน คือจัด “กีฬา” รวมเข้ากับ “การท่องเที่ยว” ซะงั้น

แต่ไม่ว่าจะ “กีฬา” หรือ “วัฒนธรรม” ก็เป็นที่ทราบกันดีในอดีตว่า เรื่อง “กีฬา” เรื่อง “วัฒนธรรม” นี้ เป็นเพียง “งานอดิเรก”

ที่เป็นการใช้เวลาว่างที่เหลือจาก “การทำมาหากิน” พูดอีกแบบก็คือ เมื่อมนุษย์เราสามารถแก้ปัญหาปากท้องได้สำเร็จลุล่วงแล้ว เวลาที่เหลือจากการพักผ่อนหย่อนใจจึงจะปันไปให้ “กีฬา”

เป็นปรัชญาขั้นสูงเลยก็ว่าได้ ที่ถ้ามนุษย์คนหนึ่งยังปากกัดตีนถีบ ตำข้าวสารกรอกหม้อ และหาเช้ากินค่ำ ไหนเลยจะมี “อารมณ์” ไปเล่น “กีฬา” ได้

ดังนั้น “กีฬา” จึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญหนึ่งของคุณภาพ “ประชากร” อย่างปฏิเสธไม่ได้

เพราะในประเทศที่เศรษฐกิจเจริญแล้ว หรือในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น ที่ “ประชาชน” กินอิ่มนอนอุ่น มีรัฐสวัสดิการ มีคุณภาพชีวิต มีความเท่าเทียม มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ประเทศนั้นก็จะหันมาให้ความสำคัญในระดับทุ่มเทสรรพกำลัง งบประมาณ และฟันเฟืองทั้งหมดลงไปที่ “กีฬา”

เป้าหมายก็คือ ใช้ “กีฬา” เป็นภาพแสดงแทน “หน้าตา” หรือ “ศักดิ์ศรี” ของชาติ เมื่อได้ออกไปปะทะกับประเทศคู่แข่ง บนเวทีการแข่งขันในมหกรรมกีฬาระดับโลก

ลองดู “ตารางเหรียญโอลิมปิก” หรือ “ทำเนียบแชมป์ฟุตบอลโลก” และ “ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป” แม้กระทั่ง “เอเชียนเกมส์” ก็ได้

ซึ่งล้วนมีแต่ “ชาติใหญ่” ซึ่งคือประเทศพัฒนาแล้ว มีเศรษฐกิจดีแทบทั้งสิ้นที่ได้มีโอกาสเถลิงบังลังก์

หากเรียงรายชื่อก็คงหนีไม่พ้น อเมริกา รัสเซีย จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ไล่ไปจนถึง สเปน อิตาลี เกาหลีใต้ บราซิล อาร์เจนตินา อินเดีย ฯลฯ


จับตางบ 700 ล้าน “ไทย” ได้อะไรจาก “ซีเกมส์”

หากเราย้อนดู “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ยุทธศาสตร์ชาติ ก็จะพบ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

โดยเฉพาะการทุ่มงบประมาณมากถึง 700 ล้านบาทให้กับการเตรียมทีมเตรียมทัพนักกีฬาในการแข่งขันกีฬา “ซีเกมส์” ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีพิธีเปิดไปเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 และก็กำลังโรมรันพันตูกันอยู่นี้

แม้จะเป็นที่รู้กันอยู่เต็มอกว่า “ซีเกมส์” นั้น หากชาติใดได้โอกาสรับหน้าเสื่อเป็น “เจ้าภาพ” จัดการแข่งขัน ก็จะแอบบรรจุเอา “กีฬาพื้นบ้าน-กีฬาพื้นเมือง-กีฬาพื้นถิ่น” ของชาตินั้นๆ บรรจุเข้ามาในตารางเหรียญทอง

แปลไทยเป็นไทยก็คือ “กีฬาพื้นบ้าน-กีฬาพื้นเมือง-กีฬาพื้นถิ่น” นั้น ไม่มีการแข่งขันใน “โอลิมปิกเกมส์” กระทั่ง “เอเชียนเกมส์” ก็ยังไม่มีบางชนิด “กีฬาพื้นบ้าน-กีฬาพื้นเมือง-กีฬาพื้นถิ่น” นั่นหมายถึง “การโกงทางอ้อม” ที่จะโกย “เหรียญทอง” จาก “กีฬาพื้นบ้าน-กีฬาพื้นเมือง-กีฬาพื้นถิ่น” ของ “เจ้าภาพ” นั่นเอง

แต่หากเราจะโฟกัสเฉพาะ “กีฬาสากล” ที่มีใน “โอลิมปิกเกมส์” กระทั่ง “เอเชียนเกมส์” และก็มีใน “ซีเกมส์” ก็คงจะต้องติดตามดูกันต่อไป โดยเฉพาะในวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ที่จะถึงนี้

เราก็จะทราบกันว่า “ไทย” จะได้ “เหรียญทอง” จาก “กีฬาสากล” ที่มีแข่งใน “โอลิมปิก” และ “เอเชียนเกมส์” กี่เหรียญ?

โดยเฉพาะหากเทียบกับเม็ดเงินงบประมาณที่ภาครัฐทุ่มลงไปถึง 700 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์”

และยกระดับ “หน้าตา” ของประเทศผ่านการแข่งขัน “กีฬา” ได้มากน้อยเพียงใด?

เพราะเราเคยเป็น “เจ้าซีเกมส์” หลายสมัย ด้วยงบประมาณที่น้อยกว่านี้มาก

และอย่าลืมว่า จำนวน “เหรียญทอง” จะสะท้อนคุณภาพ “ประชากร” นะครับ


แวดวงกีฬา ยังมีอะไรที่น่าสนใจให้ติดตามอีกมาก

พลานุภาพแห่งแบรนด์ “โรเจอร์ เฟเดอเรอร์” ตำนานที่ยังมีลมหายใจบนเหรียญกษาปณ์

จาก “สลายสีเสื้อ” ถึง “สตั๊ดลูกกวาด”