สาลิกาคาบข่าว Vol.341/62

253

บอร์ดอีอีซีดึงโมเดลโรงไฟฟ้าขยะระยองกำจัดของเสียหมดสิ้นภายใน 12 ปี

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยว่า บอร์ดอีอีซี สั่งการให้วางแผนการจัดการขยะในพื้นที่อีอีซี หลังจากคาดการณ์ว่าปริมาณขยะมูลฝอยในพื้นที่อีอีซีจะเพิ่มสูงขึ้นจากปริมาณ 4,200 ตัน/วันในปี  2561 เพิ่มขึ้นเป็น 6,800 ตัน/วัน ในปี  2580 แต่ปัจจุบันยังขาดการบริหารจัดการ หากยังใช้การฝังกลบแบบเดิม ต้องเจอปัญหาขยะไม่ย่อยสลาย  และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงใช้โมเดลโรงกำจัดขยะจ.ระยอง เพื่อขยายผลครอบคลุม 3 จังหวัดในเขตอีอีซีเพิ่มอีก 6 แห่ง เพราะโรงขยะสามารถผลิตได้ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และเศษพลาสติก ขยะอัดก้อนเป็นเชื้อเพลิงรองรับผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะได้ถึง  120 เมกะวัตต์  รองรับการกำจัดขยะที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน และกำจัดขยะสะสมได้กว่า 5.57 ล้านตันในพื้นที่อีอีซีให้หมดไปภายใน 12 ปีข้างหน้า โดยสำนักงานอีอีซีพร้อมประสานจังหวัดระยอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำแผนจัดการขยะในพื้นที่อีอีซีทั้งขยะบก บนเกาะ และในทะเลให้เสร็จภายใน 3 เดือน พร้อมดึงให้กลุ่มบริษัท ปตท. บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ศึกษาขยายโรงไฟฟ้าชุมชนเฟส 2 เพื่อจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งโรงงานขยะ และโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะเพิ่มเติม ส่วนพื้นที่จังหวัดอื่นในอีอีซีจะเปิดให้ภาคเอกชนลงทุน มอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่อีอีซี

เร่งยกระดับฝีมือแรงงาน 3 จังหวัดภาคตะวันออกรองรับเทคโนโลยี 4.0

นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้กำหนดให้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งเน้นการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในพื้นที่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Manufacturing Automation and Robotics Academy-MARA) ขึ้นที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี ในช่วงเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา เพื่อยกระดับฝีมือแรงงานไทยให้เป็นแรงงานฝีมือชั้นสูงรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรม ตอบสนองความต้องการของนายจ้างและสถานประกอบกิจการที่นำเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาปรับใช้ในการกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ สอดคล้องกับนโยบาย Workforce transformation ของหม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งเดินหน้าปฏิรูปแรงงานให้มีฝีมือรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นวัตกรรม และสังคมในอนาคต สำหรับสถาบัน MARA ดำเนินการ ในการฝึกอบรมช่างฝีมือ พนักงานในสถานประกอบกิจการ การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน การออกแบบหลักสูตร พัฒนาครูฝึกเพื่อเป็นวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ โดยในปี 2563 วางเป้าหมายที่จะพัฒนาฝีมือแรงงานในสาขาเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์จำนวน 2,000 คน ใน 42 หลักสูตร

ทุ่มแสนล้านผลิตน้ำรองรับอีอีซี ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ 10 แห่ง

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยที่ประชุมเห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในปี 2563-2580 ซึ่งจะใช้งบลงทุนมากกว่า 110,230 ล้านบาท เนื่องจากมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำจึงต้องขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม เช่น การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล หรือการให้สัมปทานเอกชนพัฒนาระบบน้ำสำรอง จากการประเมินความต้องการใช้น้ำในพื้นที่อีอีซีพบว่าในปี 2580 มีความต้องการ 3,089 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ประมาณ 670 ล้าน ลบ.ม. จึงต้องมีแหล่งน้ำเพิ่มเติมและบริหารจัดการการใช้น้ำ คือปี 2563-2570 ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม 6 แห่ง ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ 10 แห่ง ปรับปรุงระบบผันน้ำเดิม 2 ระบบ ก่อสร้างระบบผันน้ำใหม่ 2 ระบบ พัฒนาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากให้เป็นแก้มลิง ก่อสร้างระบบผลิตน้ำจืดจากทะเล จะสามารถมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 706.19 ล้าน ลบ.ม.

สอท.ร้องรัฐช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีลดผลกระทบขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

SME

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สายแรงงาน กล่าวว่า การอนุมัติปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 5-6 บาทต่อวันของคณะกรรมการค่าจ้างกลาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเห็นว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ถือว่าแพงกว่ากรอบ 1.50 ถึง 2 บาท ที่จริงแล้วตามกรอบการพิจารณาควรปรับเพิ่มค่าแรง 3 บาทถึง 3 บาท 50 สตางค์ต่อวันเท่านั้น ซึ่งหากพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้วเศรษฐกิจโลกซบเซาลง หลายโรงงานปิดตัวลง หลายโรงงานเลือกที่จะชะลอการจ้างงาน ขณะที่หลายโรงงานให้พนักงานพักงานชั่วคราวโดยจ่ายค่าจ้างให้ร้อยละ 75 ของเงินเดือนถือเป็นสัญญาณบอกว่าเศรษฐกิจปัจจุบันมีปัญหา ผู้ประกอบการจึงเลือกที่จะทำอย่างนี้ เพราะว่าคำสั่งซื้อไม่มีและเห็นว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา ภาวะขณะนี้คืออยู่ในช่วงรอติดตามว่าสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้นหรือไม่ ดังนั้น การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในวันนี้นับเป็นการขึ้นในจังหวะที่ไม่ดี เพราะเป็นการซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันถึงแม้ว่าการขึ้นค่าจ้างนั้นจะอยู่ในกรอบที่วางหลักเกณฑ์ไว้ นอกจากนี้การขึ้นค่าจ้างในครั้งนี้ยังทำให้ผู้ประกอบการที่แย่อยู่แล้วจะตัดสินใจว่าจะรอต่อไปหรือจะปิดบริษัท  ความเห็นของตนก็คือการขึ้นค่าจ้างในครั้งนี้ไม่น่าจะขึ้นและจะเกิดผลเสียต่ออุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการในต่างจังหวัดจะได้รับผลกระทบไม่ทางตรงและก็ได้รับผลกระทบทางอ้อม

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 67 เดือน หวั่นเสถียรภาพการเมืองไม่มั่นคง

การเมืองแตกขั้ว

นายปรีดา โพธิ์ทอง รองผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2562 อยู่ที่ระดับ 69.1 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 67 เดือน นับตั้งแต่ปี 2559 ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบันปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 จากระดับ 46.5 ในเดือนตุลาคม 2562 มาอยู่ในระดับ 45.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2562 ต่ำสุดในรอบ 218 เดือน หรือ 18 ปี 2 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544 แม้ว่ารัฐบาลเริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองทั้งปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ยังกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้าและกำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมากนัก ประกอบกับสถานการณ์ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. จึงได้เสนอให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 จะปรับตัวดีขึ้นโดยจะขยายตัวร้อยละ 3.1

‘ฮ่องกง’ ขอร่วมเป็นสมาชิกใหม่ “อาร์เซ็ป” เสริมศักยภาพลงทุนในภูมิภาค

ฮ่องกง

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-ฮ่องกง และหัวหน้าคณะเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ฝ่ายไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ฮ่องกงได้ส่งหนังสือไปยังสมาชิกอาเซียน เพื่อยืนยันความตั้งใจเดิมที่จะเข้าเป็นสมาชิกอาร์เซ็ป หลังจากฮ่องกงได้แสดงความจำนงจะเข้าเป็นสมาชิกมาแล้วตั้งแต่ปี 2561 และยังมีสัญญาณจากอีกหลายประเทศ ที่สนใจจะเข้าเป็นสมาชิกอาร์เซ็ป เช่น ชิลี และแคนาดา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อาเซียนและประเทศคู่เจรจาอาร์เซ็ป ยังไม่ได้หารือถึงการรับสมาชิกใหม่ โดยคาดว่าจะมีการหารือกันถึงกระบวนการรับสมาชิกในช่วงการประชุมคณะเจรจาจัดทำอาร์เซ็ประดับเจ้าหน้าที่อาวุโสที่จะประชุมกันครั้งแรกเดือน ม.ค.2563 ที่เวียดนามรวมถึงประเด็นการเตรียมการลงนามความตกลงอาร์เซ็ปในปี 2563 และการดึงอินเดียกลับเข้าสู่การเจรจาในประเด็นคงค้าง และร่วมลงนามในความตกลงอาร์เซ็ปด้วย หากฮ่องกงเป็นสมาชิกของอาร์เซ็ปจะยิ่งทำให้อาร์เซ็ปมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะมีความหลากหลายทางด้านการค้า และการลงทุนในภูมิภาค เพราะฮ่องกงมีศักยภาพมากในการลงทุนภาคบริการและเป็นศูนย์กลางการเงินของโลก ดังนั้นการเข้าเป็นสมาชิกอาร์เซ็ปของฮ่องกงจะส่งผลดีต่อการขยายการค้า การลงทุนให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียนได้เป็นอย่างดี

‘ทรัมป์’ ทวีตเวิลด์แบงก์หยุดอนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่จีน เนื่องจากเป็นประเทศรวยแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ว่าบอร์ดบริหารธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กรุงวอชิงตันมีมติอนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่จีน เป็นวงเงินระหว่าง 1,000 ถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 30,356 ถึง 45,534 ล้านบาท) จนถึงเดือนมิ.ย. 2568 ตามคำร้องของรัฐบาลปักกิ่งตามกรอบความร่วมมือของธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการฟื้นฟูและการพัฒนา (ไอบีอาร์ดี) ที่เป็นหนึ่งในองค์กรภายใต้การกำกับดูแลของเวิลด์แบงก์ เพื่อให้ความสนับสนุนโครงการพัฒนาของ “ประเทศที่มีฐานะปานกลาง” ซึ่งนายมาร์ติน ไรเซอร์ ผู้อำนวยการเวิลด์แบงก์ประจำประเทศจีนกล่าวว่าเป็นการสะท้อนพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างเวิลด์แบงก์กับรัฐบาลปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาทวีตโจมตีธนาคารโลกในกรณีนี้ว่าจีนมีเงินมากมาย เป็นประเทศที่ร่ำรวยแล้ว ขอให้สถาบันการเงินระหว่างประเทศหยุดปล่อยเงินกู้ให้จีน เพราะโครงการนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนอย่างแท้จริง