University Engagement สถาบันอุดมศึกษากับสังคม (ตอนจบ)

320

“ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน” ได้กล่าวถึง “พันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม” เอาไว้ว่า “มหาวิทยาลัย” นั้นเป็น “องค์กรพหุกิจ” ที่มี “พันธกิจหลายด้าน”

อาทิ การสอน การวิจัย บริการทางวิชาการแก่สังคม ทำนุบำรุงศิลปะ และวัฒนธรรม รวมถึงการปรับแปลงถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งเป็น “ภารกิจ” ที่ได้ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐ และของเอกชน

แม้ “มหาวิทยาลัย” จะต้องทำ “พันธกิจทุกด้าน” แต่ก็อาจทำ “บางด้าน” มากกว่า “บางด้าน” ตามความพร้อม ความถนัด และการสนับสนุนจากหน่วยงานและบุคคลภายนอก

ซึ่งโดยทั่วไป “มหาวิทยาลัย” มักจะเน้นเรื่อง “การสอน” และ “การวิจัย” เป็น “พันธกิจหลัก” โดยไม่ละทิ้ง “พันธกิจอื่น”

และ “พันธกิจด้านการบริการวิชาการแก่สังคม” เป็น “พันธกิจ” ที่เพิ่มขึ้นจาก “การสอน” และ “การวิจัย”

เมื่อมีการจัดตั้ง “มหาวิทยาลัยแห่งรัฐ” หรือ State University ประเภท Land Grant University ใน “สหรัฐอเมริกา” เมื่อปี ค.ศ. 1862 (พ.ศ. 2405) ได้มีการเรียก “พันธกิจนี้” ว่า “การบริการชุมชน” หรือ Community Service

ทำให้ “มหาวิทยาลัยต่างๆ” ทั้งใน “สหรัฐอเมริกา” และใน “ส่วนอื่นๆ” ของ “ประชาคมโลก” ได้ขานรับ “พันธกิจนี้” เป็น “พันธกิจหลัก” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การเรียกขาน “พันธกิจนี้” ของ “มหาวิทยาลัย” มีหลายชื่อ อาทิ การบริการชุมชน หรือ Community Service, การบริการทางวิชาการแก่สังคม หรือ Social Service เป็นต้น

โดยในระยะสามทศวรรษที่ผ่านมา มักนิยมใช้ชื่อว่า “University Service Responsibility” หรือ USR ในความหมายว่า “ความรับผิดชอบการใช้บริการของมหาวิทยาลัยต่อสังคม”

ไปพร้อมๆ กับ “การตื่นตัว” ของ “ภาคธุรกิจเอกชน” ที่นิยมทำ Corporate Service Responsibility” หรือ CSR กับการเกิด “องค์การที่ไม่ใช่ของรัฐ” / “องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร” หรือ NGO เพื่อ “ให้บริการแก่สังคม” ด้านต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “การพัฒนาสังคม” นั่นเองครับ

ที่ผ่านมา มี “มหาวิทยาลัย” ในประเทศ “ออสเตรเลีย” ที่ได้เรียก “พันธกิจนี้” ว่าเป็น “การบริการชุมชน” ในลักษณะ “พันธกิจสัมพันธ์” ในทำนองเดียวกันกับที่เคยใช้อยู่ใน “มหาวิทยาลัย” ใน “สหรัฐอเมริกา”

จนกระทั่งเมื่อ 3 ปีที่แล้ว (ค.ศ. 2016 หรือ พ.ศ. 2559) “มหาวิทยาลัย” ที่เป็นสมาชิกของ Australian University Community Engagement Alliance หรือ AUCEA ได้มีมติเปลี่ยนชื่อสมาคมดังกล่าวเป็น “พันธกิจสัมพันธ์ออสเตรเลีย” หรือ Engagement Australia

เนื่องจาก “มหาวิทยาลัยต่างๆ” ใน “ออสเตรเลีย” ได้เน้นให้ “มหาวิทยาลัย” เป็นองค์กรที่ “ทำกิจการเพื่อสังคม” หรือ Social Enterprise มากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

โดยการ “ร่วมคิดร่วมทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน” โดยใช้ “ความรู้/ความชำนาญ” ที่มี และ “ส่งผลกระทบที่ดี” ต่อ “สังคม” ในลักษณะ “พันธกิจสัมพันธ์” ระหว่าง “มหาวิทยาลัย” กับภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรในชุมชนและท้องถิ่น-ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน, องค์กรสาธารณะประโยชน์, ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ

รวมทั้ง “พันธกิจสัมพันธ์” ระหว่าง “พันธกิจของมหาวิทยาลัย” ในด้านต่างๆ ที่เอื้อต่อการทำ Engagement กับหน่วยงานและบุคคลภายนอกกว้างขวางขึ้น รวมทั้งการมีพันธกิจสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ

โดยมีวิสัยทัศน์คือ “มหาวิทยาลัยเป็นพันธมิตร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างแท้จริงของชุมชนและสังคม”

เป้าหมายคือ

  1. เพื่อให้เกิดระบบการบริหารจัดการที่เข้มแข็งใน “มหาวิทยาลัย” ในการขับเคลื่อน “พันธกิจมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม” และเกิดการ “บูรณาการ” ทุก “พันธกิจหลัก” ของ “มหาวิทยาลัย” ใน “การทำงานเพื่อสังคม”
  2. เพื่อให้มีการ “พัฒนากำลังคน” ใน “มหาวิทยาลัย” ที่มีอุดมการณ์ ความรู้ และทักษะในการทำงาน “วิชาการเพื่อสังคม” อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
  3. เพื่อให้เกิดการ “ยกระดับงานวิชาการ” จากผลงาน “เพื่อสังคม” และเกิดการพัฒนาระบบการรับรองคุณภาพงานวิชาการเพื่อสังคม เพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพของบุคลากร
  4. เพื่อสร้าง “ชื่อเสียง” และ “การยอมรับ” ของ “มหาวิทยาลัยไทย” ในด้าน “พันธกิจต่อสังคม” ในวงการ “อุดมศึกษานานาชาติ”

หลักการทำงานคือ

  1. “ร่วมคิด/ร่วมทำ” แบบ “พันธมิตร” และ “หุ้นส่วน”
  2. เกิด “ประโยชน์ร่วมกัน” แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
  3. เกิด “การเรียนรู้ร่วมกัน” และเกิด “ผลงานวิชาการใหม่” ที่เชื่อมโยงกับ “สังคม”
  4. เกิด “ผลกระทบต่อสังคม” ที่ประเมินได้

ผลที่คาดหวังคือ

  1. เกิดประโยชน์ทั้งแก่ “มหาวิทยาลัย” และ “สังคม” ทั้งในด้าน “การพัฒนาการเรียนการสอน”, “การวิจัย”, “การถ่ายทอดเทคโนโลยี”, “การพัฒนาคุณภาพบัณฑิต”, “การพัฒนากำลังคน”, “การสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน” และ “การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ”
  2. เกิดการ “ทำงานร่วมกัน” ระหว่าง “นักวิชาการ” และ “นักวิจัย” จาก “มหาวิทยาลัยต่างๆ” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ “การทำงานร่วมกัน” กับ “ชุมชน/สังคม” เพื่อร่วม “สร้างผลกระทบในเชิงบวก” ให้เกิดแก่สังคม “อย่างเป็นระบบ” และ “มียุทธศาสตร์”
  3. เกิด “ระบบการบริหารจัดการแบบใหม่” ใน “มหาวิทยาลัย” ที่มี “การบูรณาการทรัพยากรทุกประเภท” มาใช้ให้เกิด “ประโยชน์ต่อสังคม”
  4. สร้างให้เกิด “ความเข้มแข็ง” และ “ความก้าวหน้า” ในทางอาชีพแก่ “บุคลากรทุกประเภท” ของ “มหาวิทยาลัย” ในการ “เข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ” นั่นเองครับ

ตอนแรกของบทความนี้

University Engagement สถาบันอุดมศึกษากับสังคม (ตอนแรก)